Follow Us

คำถามยอดฮิตเรื่องมะเร็ง

เนื้อแดงและไขมันสัตว์เร่งมะเร็งจริงหรือ?

คำถามยอดฮิตเรื่องมะเร็ง


กินมังสวิรัติต้านมะเร็งได้หรือไม่?

ตอบ อาหารมังสวิรัติมีคุณค่าในการเสริมสุขภาพหลายประการ โดยส่วนใหญ่มีปริมาณไขมันอิ่มตัวต่ำ มีไฟเบอร์และวิตามินสูง ซึ่งมีส่วนลดการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือดและโรคหัวใจ ข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบันไม่พบว่าการกินมังสวิรัติสามารถป้องกันมะเร็งได้ในทางตรงกันข้าม มีรายงานการวิจัยในกลุ่มที่รับประทานอาหารมังสวิรัติมาต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานมังสวิรัติมีอัตราการสญูเสียชีวิต จากโรคมะเร็งเต้านมสูงกว่ากลุ่มที่รับประทานอาหารที่มีเนื้อสัตว์ตามปกติ นอกจากนี้ การศึกษาในแม่ชีที่รับประทานมังสวิรัติตลอดชีวิต พบว่ามีอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมสูงกว่าประชากรทั่วไป


เนื้อแดงและไขมันสัตว์เร่งมะเร็งจริงหรือ?

ตอบ คำกล่าวที่ว่า เนื้อแดงและไขมันสัตว์เป็นตัวเร่งทำให้เกิดมะเร็งจริงหรือไม่นั้นอาจต้องกลับมาพิจารณาเปรียบเทียบรูปแบบการรับประทานอาหาร ในชาวตะวันตกการรับประทานอาหารเนื้อสัตว์นั้น รับประทานเนื้อครั้งละไม่ต่ำกว่า 200 – 400 กรัมต่อมื้อ ในขณะที่อาหารไทยนั้น เนื้อหมู เนื้อไก่ ถูกนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปรุงเป็นส่วนประกอบหนึ่งใน “กับข้าว” เท่านั้น และอาหารโดยส่วนมากยังอุดมไปด้วยผัก เนื้อสัตว์แทบไม่ได้เป็นส่วนประกอบหลักของอาหารไทย

ดังนั้น การรับประทานอาหารแบบคนไทยนั้นมีสัดส่วนที่เหมาะสมอยู่แล้ว ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาเพราะปริมาณของ “เนื้อแดง” ไม่ได้มากเกินไป ส่วนไขมันเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการน้ำหนักของร่างกายที่เพิ่มขึ้นเกิดจากปริมาณพลังงานส่วนเกินที่สะสมในรูปของไขมันสะสม ซึ่งอาจแปลงมาจากแป้งและน้ำตาลเมื่อพลังงานจากสารอาหารต่างๆ เหล่านี้ถูกใช้ไปไม่หมด ร่างกายจึงแปรรูปนำไปเก็บไว้ในรูปของไขมันสะสมในร่างกาย ซึ่งไม่ได้มาจากการรับประทานไขมันเข้าไปสะสมในร่างกายโดยตรง

ส่วนปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งนั้น ก็ไม่ได้มาจากไขมัน แต่มาจากน้ำหนักตัวส่วนเกินซึ่งมาจากการกินอาหารปริมาณมาก ขาดการออกกำลังกาย กินอาหารผิดสัดส่วน เป็นต้น การรับประทานอาหารที่เหมาะสมยังควรยึดตามแนวทางของการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ซึ่งรวมทั้งเนื้อ นม ไข่ ผักและผลไม้ ร่างกายไม่สามารถต้านทานหรือสู้กับมะเร็งได้ หากขาดสารอาหารประเภทใดประเภทหนึ่งไป


มะเร็งหายได้ด้วยแพทย์ทางเลือก?

ตอบ การแพทย์ทางเลือก เป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมมากในระยะหลัง จาการเก็บข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งที่ถูกอ้างว่ารักษาหายได้ด้วยแพทย์ทางเลือกในประเทศไทยมีข้อที่น่าสนใจ ดังนี้

  1. ผู้ป่วยบางรายไม่ได้เป็นมะเร็ง เพียงแต่คลำพบก้อนที่เต้านมและไปพบแพทย์ซึ่งแพทย์สันนิษฐานว่าอาจเป็นมะเร็งแต่ยังไม่ได้รับการตรวจโดยละเอียด ผู้ป่วยไปปรึกษาแพทย์มะเร็งทางเลือกเลย ต่อมาก้อนนั้นยุบหายไป ซึ่งในความเป็นจริงอาจเป็นถุงน้ำดีหรือซีสต์ ซึ่งสามารถยุบหายเองได้เมื่อปล่อยไว้ระยะเวลาหนึ่ง
  2. ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งชนิดไม่ลุกลาม อำทิเช่น มะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรกและได้รับการวินิจฉัยโดยการคว้านชิ้นเนื้อเพื่อไปตรวจหามะเร็งนั้น ซึ่งก็จัดเป็นการรักษารูปแบบหนึ่งอยู่แล้ว หลังจากนั้นผู้ป่วยหันไปหาแพทย์ทางเลือกจึงทำให้เข้าใจว่าช่วยให้หายจากมะเร็งทั้งที่ชิ้นเนื้อที่คว้านไปอาจตัดเชื้อมะเร็งออกไปจนหมด เนื่องจากเป็นในระยะเริ่มแรก
  3. ผู้ป่วยได้รับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันจนครบคอร์สแล้วกำลังเกิดผลข้ำงเคียงจากการรักษา ร่างกายอ่อนเพลียจากเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา และหันเข้าหาแพทย์ทางเลือกในช่วงนั้น เมื่อร่างกายฟื้นตัวก็เข้าใจเอาว่าการที่มะเร็งหายนั้น มาจากแนวทางการแพทย์ทางเลือกที่ไปเข้ารับภายหลังการหันไปหาแพทย์ทางเลือก โดยละเลยการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แผนปัจจุบัน หลายรายที่ออกไปแล้วกลับเข้ามารับการรักษาหลังจากตรวจพบครั้งแรก 1 – 2 ปี ทำให้หมดโอกาสในการรักษา ตั้งแต่มะเร็งเกิดขึ้นแรกๆ โอกาสการหายก็น้อยลงและหลายรายก็กลับมาในลักษณะที่มะเร็งลุกลามไปไกลเกินกว่าจะแก้ไขได้แล้ว


หากผู้ป่วยมะเร็งปฏิเสธการแพทย์ปัจจุบันไปเลย สิ่งที่น่าเสียดายยิ่งคือ เวลาและโอกาสในการรักษา ซึ่งผู้ป่วยคงต้องเป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจว่าจะเลือกทางสายใดสายหนึ่ง หรือเลือกเดินทางสายกลาง อย่าทิ้งการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียดายหากแนวทางที่เลือกไปไม่ประสบผล อย่าลืมว่าการปล่อยเวลาให้ผ่านไปนั้น เท่ากับเป็นการปล่อยให้เซลล์มะเร็งร้ายในร่างกายโตขึ้นทุกวัน


ศาสตราจารย์ ดร.นพ. พรชัย โอเจริญรัตน์
ศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านศีรษะ-ลำคอ และเต้านม
ประวัติแพทย์ คลิก