การตรวจ MRI สมองคืออะไร
การตรวจ MRI สมอง (Brain MRI) เป็นเทคโนโลยีการถ่ายภาพโดยใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าร่วมกับคลื่นวิทยุในการสร้างภาพภายในศีรษะและสมองออกมาเป็นภาพ 3 มิติ ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินโครงสร้างภายในศีรษะได้อย่างละเอียดแม่นยำ
การตรวจ MRI สมองทำให้เห็นภาพอะไรบ้าง
- โครงสร้างของสมองทั้งหมด รวมถึง สมองใหญ่ (cerebrum) สมองน้อย (cerebellum) และก้านสมอง (brainstem)
- หลอดเลือดและหลอดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง
- ดวงตา กล้ามเนื้อรอบดวงตา เส้นประสาทตา รวมถึงโครงสร้างภายในหูชั้นใน
- เส้นประสาทสำคัญที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของใบหน้า การรับความรู้สึก และการทรงตัว
- กะโหลกศีรษะและกระดูกใบหน้า
- โครงสร้างบริเวณฐานกะโหลกศีรษะ เช่น กล้ามเนื้อ ไขมัน และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน

MRI สมอง ตรวจหาโรคอะไรได้บ้าง
- เนื้องอก ซีสต์ หรือรอยโรคผิดปกติ
- ภาวะเลือดออกในสมอง หรือโรคหลอดเลือดสมอง
- ภาวะสมองบวม เนื้อสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
- โรคของเนื้อเยื่อขาวในสมอง
- ภาวะน้ำเกินในโพรงสมอง
- ความผิดปกติของโครงสร้างศีรษะและสมอง
- การได้รับบาดเจ็บทางศีรษะและสมอง
การตรวจ MRI สมองแบบฉีดสารทึบรังสี คืออะไร
การตรวจ MRI สมองแบบฉีดสารทึบรังสี คือการใช้สารในกลุ่ม Gadolinium ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำก่อนหรือระหว่างการทำ MRI เพื่อช่วยให้ภาพถ่ายมีความคมชัดและแสดงรายละเอียดชัดเจนมากขึ้น โดยสาร Gadolinium จะเปลี่ยนคุณสมบัติทางแม่เหล็กของโมเลกุลน้ำในร่างกายชั่วคราว ส่งผลให้เนื้อเยื่อสว่างขึ้นในภาพ MRI เพิ่มความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัย
ทำไมต้องฉีดสารทึบรังสี
- สารทึบรังสีจะไหลเวียนไปตามกระแสเลือด หากมีจุดที่มีความผิดปกติ สารจะเข้าไปสะสมในบริเวณนั้นมากกว่าปกติ ทำให้แพทย์เห็นรอยโรคได้ชัดเจนขึ้น
- ช่วยระบุขอบเขตของก้อนเนื้องอก และดูว่ามีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากน้อยแค่ไหน
- ตรวจดูการอักเสบและการติดเชื้อ เช่น ฝีในสมอง หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งจะมีการดึงดูดสารทึบรังสีเข้ามามากกว่าเนื้อเยื่อปกติ
- ตรวจประเมินรอยโรค เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง เพื่อดูว่ามีรอยโรคที่กำลังอักเสบอยู่หรือไม่
- ช่วยให้เห็นภาพหลอดเลือดสมองที่ตีบหรืออุดตัน
การฉีดสารทึบรังสีช่วยตรวจหาโรคอะไรได้บ้าง
- ภาวะสมองเสื่อม เพื่อตัดสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้สมองเสื่อม
- โรคไข้สมองอักเสบ เพื่อแสดงบริเวณการอักเสบของเนื้อสมองได้ชัดเจน
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ช่วยให้เห็นการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองหรือไขสันหลัง
- ฝีในสมอง สารทึบรังสีจะช่วยให้เห็นขอบของฝีชัดเจน
- โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง เพื่อตรวจหาและแยกรอยโรคที่กำลังอักเสบออกจากรอยแผลเดิม
- โรคหลอดเลือดสมอง เพื่อประเมินความเสียหายของเนื้อสมองและการไหลเวียนของเลือด
ใครเป็นคนตรวจ MRI สมอง
นักรังสีเทคนิค (Radiology Technologist)
เป็นผู้ดูแลกระบวนการตรวจตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเริ่มจากการคัดกรองด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้มีวัตถุที่เป็นโลหะเข้าสู่ห้องตรวจ จากนั้นจะจัดท่าทางผู้เข้ารับการตรวจบนเตียงตรวจ ควบคุมเครื่อง MRI และตรวจสอบภาพถ่ายว่ามีความคมชัด
รังสีแพทย์ (Radiologist)
เป็นแพทย์ผู้ชำนาญการด้านการอ่านและแปลผลภาพถ่ายรังสี ทำหน้าที่วิเคราะห์ภาพ ตรวจหาความผิดปกติ เช่น เนื้องอก รอยโรค หรือความผิดปกติของหลอดเลือด ก่อนจะสรุปผลเป็นรายงานทางการแพทย์ เพื่อส่งต่อให้แพทย์เจ้าของไข้นำไปประกอบการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม

การตรวจ MRI สมองมีความเสี่ยงหรือไม่
การตรวจ MRI สมองเป็นการตรวจที่มีความปลอดภัยสูง แต่มีความเสี่ยงบางประการที่ควรทราบ ดังนี้
1. อุปกรณ์โลหะ
ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดเกี่ยวข้องกับสนามแม่เหล็กกำลังสูงของเครื่อง MRI ซึ่งทำงานอยู่ตลอดเวลาและอาจดูดวัตถุโลหะหรือรบกวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในร่างกาย
- อุปกรณ์ฝังในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker) ประสาทหูเทียม (cochlear implant) อาจทำงานผิดปกติหรือหยุดทำงานระหว่างการตรวจ
- โลหะในร่างกาย เช่น ขดลวดค้ำยันหลอดเลือด (stent) ลวดเย็บผ่าตัด ข้อเทียม ลิ้นหัวใจเทียม คลิปหนีบหลอดเลือดสมอง เศษกระสุน หรือแม้แต่เศษโลหะขนาดเล็กในดวงตา อาจเคลื่อนที่หรือมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนทำให้เนื้อเยื่อเสียหาย
- เครื่องประดับ เช่น ตุ้มหู สร้อยคอ หรือเสื้อผ้าที่มีเส้นใยโลหะ อาจถูกดูดเข้าหาเครื่องหรือเกิดแผลไหม้ได้
2. อาการไม่พึงประสงค์จากสารทึบรังสี
แม้ว่าสารทึบรังสีที่ใช้ในการตรวจ MRI จะมีความปลอดภัยสูง แต่อาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ในบางราย โดยอาการที่พบ ได้แก่
- อาการแพ้ เช่น ผื่นลมพิษ อาการคัน ตาแดง
- อาการไม่สบายตัวทั่วไป เช่น คลื่นไส้ แน่นท้อง เวียนศีรษะ
- ภาวะ Nephrogenic Systemic Fibrosis (NSF) ซึ่งอาจเกิดในผู้ป่วยโรคไต ซึ่งไม่สามารถขับสารทึบรังสีออกจากร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลทำให้ผิวหนังและอวัยวะภายในหนาขึ้นและแข็งตัว
3. สภาพแวดล้อมระหว่างการตรวจ
- เครื่อง MRI มีลักษณะเป็นอุโมงค์แคบ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความรู้สึกอึดอัด วิตกกังวล หรืออาการตื่นตระหนกในผู้เข้ารับการตรวจบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะกลัวที่แคบ
- ขณะเครื่องทำงานจะมีเสียงดังเป็นจังหวะต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่สบายหรือรบกวนการได้ยินชั่วคราว
- พลังงานจากคลื่นความถี่วิทยุอาจทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นปฏิกิริยาปกติ อย่างไรก็ตามผู้ที่มีรอยสักหรือใช้แผ่นแปะผิวหนัง อาจเกิดการสะสมความร้อนเฉพาะจุดจนทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแผลไหม้ได้
4. การตั้งครรภ์
แม้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า MRI ส่งผลอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่โดยทั่วไปแนะนำให้หลีกเลี่ยงการตรวจในช่วงไตรมาสแรก เว้นแต่มีความจำเป็นเร่งด่วน และมักหลีกเลี่ยงการใช้สารทึบรังสีในหญิงตั้งครรภ์

ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนการตรวจ MRI สมอง
ก่อนการตรวจ
- หากกลัวที่แคบ หรือมีอุปกรณ์โลหะฝังในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือเศษโลหะจากอุบัติเหตุ ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า
- รับประทานยาได้ตามปกติ เว้นแต่แพทย์จะแนะนำให้หยุดยาชั่วคราว
- สามารถรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามผู้เข้ารับการตรวจควรสอบถามแพทย์ว่าจำเป็นต้องจำกัดการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์หรือไม่
- ในวันตรวจ ควรหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าเนื่องจากเครื่องสำอางบางชนิดอาจมีส่วนผสมของโลหะ และไม่สวมใส่เครื่องประดับ เสื้อผ้าที่มีโลหะเป็นส่วนประกอบ เช่น เสื้อชั้นในมีโครง
- ผู้เข้ารับการตรวจจะต้องเปลี่ยนเป็นชุดที่ทางโรงพยาบาลจัดเตรียมไว้ให้
ระหว่างการตรวจ
- ผู้เข้ารับการตรวจจะนอนหงายบนเตียงตรวจที่สามารถเลื่อนเข้าไปในเครื่อง MRI ได้ เจ้าหน้าที่จะนำอุปกรณ์รับสัญญาณ ซึ่งมีลักษณะคล้ายหมวก มาวางครอบศีรษะ จากนั้นจะให้ใส่ที่อุดหูหรือหูฟังเพื่อลดเสียงรบกวน
- ผู้เข้ารับการตรวจต้องนอนนิ่ง ๆ ตลอดการตรวจ (ประมาณ 20-45 นาที) เพราะหากขยับตัว ภาพที่ได้จะไม่คมชัดและอาจต้องทำการถ่ายใหม่
- หากจำเป็นต้องใช้สารทึบรังสี เจ้าหน้าที่จะใส่สายน้ำเกลือ ที่บริเวณแขนหรือมือ เมื่อฉีดสารทึบรังสี อาจรู้สึกเย็นเล็กน้อย หรือร้อนวูบวาบบริเวณใบหน้า ซึ่งเป็นอาการที่พบได้และเกิดขึ้นเพียงชั่วเวลาสั้น ๆ
หลังการตรวจ
- หลังการตรวจ ผู้เข้ารับการตรวจสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
- หากแพทย์ให้รับประทานยาคลายกังวลก่อนเข้ารับการตรวจ ควรมีผู้ดูและหรือขับรถให้ เพราะยาอาจออกฤทธิ์นานหลายชั่วโมง
- ในกรณีที่มีการใช้สารทึบรังสี ควรดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยให้ไตขับสารทึบรังสีออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- รังสีแพทย์จะวิเคราะห์ภาพ และจัดทำรายงานส่งต่อให้แพทย์ผู้ดูแล ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ติดต่อเพื่ออธิบายผลตรวจและวางแผนการดูแลรักษาในลำดับต่อไป

ทำไมต้องตรวจ MRI สมอง รพ.เมดพาร์ค
สุขภาพสมองเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะเรื้อรัง เวียนศีรษะ ชาหรืออ่อนแรงของแขนขา การตรวจ Brain MRI ช่วยให้แพทย์เห็นรายละเอียดของสมองและระบบประสาทได้อย่างชัดเจน เพื่อค้นหาสาเหตุของอาการและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
ศูนย์รังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลเมดพาร์ค ยกระดับการตรวจ Brain MRI ด้วยเทคโนโลยีการถ่ายภาพทางการแพทย์ที่ทันสมัย ช่วยให้ได้ภาพสมองและระบบประสาทที่มีความละเอียดสูง เพื่อสนับสนุนการวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลโดยทีมรังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพวินิจฉัย ซึ่งทำงานร่วมกับแพทย์หลากหลายสาขาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การแปลผลเป็นไปอย่างละเอียด รอบด้าน และนำไปสู่การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคทางสมองและระบบประสาท
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- การตรวจ MRI สมอง ใช้เวลานานเท่าไร
การตรวจ MRI สมองจะใช้เวลาประมาณ 30–60 นาที หากมีการฉีดสารทึบรังสี อาจใช้เวลานานขึ้นอีกเล็กน้อย สำหรับระยะเวลาที่แน่นอน สามารถสอบถามแพทย์ได้ล่วงหน้า - ขณะตรวจ จำเป็นต้องให้ร่างกายทั้งหมดเข้าไปอยู่ในเครื่องหรือไม่
สำหรับการตรวจ MRI บริเวณศีรษะหรือสมอง เฉพาะส่วนศีรษะและช่วงบนของร่างกายจะอยู่ภายในอุโมงค์ของเครื่อง ขณะที่ร่างกายส่วนล่างมักอยู่นอกเครื่อง - Head MRI และ Brain MRI ต่างกันอย่างไร
โดยทั่วไป Head MRI และ Brain MRI เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ และหมายถึงการตรวจชนิดเดียวกัน อย่างไรก็ตาม อาจมีความแตกต่างเล็กน้อยในประเด็นของจุดที่ต้องการตรวจ- Brain MRI เน้นประเมินเนื้อสมองและโครงสร้างของระบบประสาทเป็นหลัก
- Head MRI ครอบคลุมภาพรวมของศีรษะทั้งหมด นอกจากสมองแล้ว ยังรวมถึงกระดูกใบหน้า โพรงไซนัส ดวงตา และเนื้อเยื่ออ่อนโดยรอบ
คำแนะนำจากแพทย์โรงพยาบาลเมดพาร์ค
การตรวจ MRI สมอง (Brain MRI) เป็นการตรวจที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินโครงสร้างและความผิดปกติของสมองได้อย่างละเอียด เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำและการวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
หากท่านมีข้อสงสัยหรือความกังวลเกี่ยวกับการตรวจ MRI สมอง ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการตรวจ การเตรียมตัว หรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น สามารถปรึกษาหรือสอบถามแพทย์ ซึ่งพร้อมให้คำแนะนำ อธิบายรายละเอียด และดูแลให้ท่านรู้สึกมั่นใจและสบายใจตลอดกระบวนการรักษา