เด็กท้องเสีย กินอะไรได้บ้าง อาการที่ต้องระวังและควรพบแพทย์
เด็กท้องเสีย หรือ อาการท้องเสียในเด็ก (Diarrhea in Children) คือเด็กที่ถ่ายอุจจาระเหลว หรือ เป็นน้ำบ่อยกว่าปกติ โดยอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและหายได้เองภายในไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม อาการท้องเสียอาจทำให้ร่างกายเด็กสูญเสียน้ำและเกลือแร่ จนนำไปสู่ภาวะขาดน้ำ ซึ่งเป็นภาวะอันตราย จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและทันท่วงที
จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกท้องเสียหรือไม่
วิธีการสังเกตว่าเด็กท้องเสียหรือไม่ มีดังนี้:
-
สังเกตจากความถี่
- เด็กทารก: หากถ่ายบ่อยขึ้นเป็น 2 เท่าจากปกติ (เช่น ปกติถ่ายวันละ 2 ครั้ง แต่วันนี้ถ่ายไป 4-5 ครั้ง) ให้สงสัยว่าท้องเสีย
- เด็กโต: หากถ่ายเหลว 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 24 ชั่วโมง ถือว่าท้องเสีย
-
สังเกตจากลักษณะและสีของอุจจาระ
- ลักษณะของอุจจาระปกติ
- เด็กนมแม่: อุจจาระมักจะนิ่มหรือเหลว สีเหลืองทอง เขียว อาจมีลักษณะเป็นเม็ด ๆ ปน จากไขมันในนมแม่ที่ย่อยไม่หมด
- เด็กนมผง: อุจจาระจะเหนียวและเป็นก้อนมากกว่าเด็กนมแม่ สีออกเหลืองน้ำตาลหรือเขียวขี้ม้า
- ลักษณะของอุจจาระที่เข้าข่ายท้องเสีย
- เหลวเป็นน้ำและมีมูกปน
- ลักษณะของอุจจาระปกติ
-
ระยะเวลาที่เป็น
- เด็กท้องเสียเฉียบพลัน: น้อยกว่า 1 สัปดาห์ (พบบ่อย และมักหายได้เอง)
- เด็กท้องเสียเรื้อรัง: มากกว่า 1 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
อาการร่วมที่ต้องระวังเมื่อเด็กท้องเสีย และควรพบแพทย์
หากมีอาการท้องเสียร่วมกับอาการเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์ทันที
- ถ่ายเป็นมูกเลือด หรืออุจจาระเป็นสีเข้ม ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือแผลในลำไส้
- เบื่ออาหารหรือไม่ดื่มน้ำ (ในทารก นานกว่า 2-3 ชั่วโมง หรือในเด็กโต นานกว่า 8 ชั่วโมง)
- ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือปัสสาวะน้อยลง (ผ้าอ้อมแห้งนานกว่า 6 ชั่วโมง) ซึ่งอาจเกิดจากภาวะขาดน้ำ
- ซึม ไม่ร่าเริง หงุดหงิด หรือร้องกวนผิดปกติ
- อาเจียนบ่อย
- ปวดท้องรุนแรงต่อเนื่อง

สาเหตุของอาการท้องเสียในเด็ก
-
เด็กที่ท้องเสียจากการติดเชื้อไวรัส
การติดเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุหลักที่พบได้ตลอดทั้งปี- อาการ: มีไข้สูงกว่า 38°C ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร ปวดหัว และปวดเมื่อยตามตัว
- ระยะเวลา: เริ่มแสดงอาการหลังรับเชื้อ 12 ชั่วโมง - 5 วัน และมักหายเองภายใน 3–7 วัน
- การรักษา: ไม่มียาต้านไวรัสโดยเฉพาะ เน้นการรักษาตามอาการ เช่น ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) และพักผ่อน หากอาเจียนมาก แพทย์อาจให้รับประทานยาแก้อาเจียนตามความเหมาะสม
-
เด็กที่ท้องเสียจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
- อาการ: มีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด
- การรักษา: การรักษาควรปรึกษาแพทย์ว่าจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะหรือไม่
-
เด็กที่ท้องเสียจากการติดเชื้อพยาธิ
- อาการ: ท้องเสียอาจเรื้อรังยาวนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน
- การรักษา: แพทย์อาจสั่งยาถ่ายพยาธิ หรือ ยาฆ่าเชื้อ ขึ้นอยู่กับชนิดของพยาธิที่ตรวจพบ
-
ท้องเสียจากการใช้ยาปฏิชีวนะ
ยาปฏิชีวนะหลายชนิดอาจมีผลข้างคียงทำให้ท้องเสียได้- อาการ: มักมีอาการเพียงเล็กน้อย ไม่ทำให้ขาดน้ำหรือน้ำหนักลด
- การรักษา: ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องหยุดยาหรือเปลี่ยนอาหาร และอาการจะหายได้เองหลังหยุดยา

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากอาการท้องเสียในเด็ก
ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุด คือ ภาวะขาดน้ำ ซึ่งมักเกิดขึ้นได้ง่ายในเด็กเล็กและเด็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
ภาวะขาดน้ำสามารถแบ่งความรุนแรงได้ ดังนี้
- ภาวะขาดน้ำเล็กน้อย: เป็นการสูญเสียสารน้ำในร่างกายเพียงบางส่วน
- ภาวะขาดน้ำระดับปานกลาง: จะเริ่มส่งผลกระทบต่อหัวใจและปอด
- ภาวะวิกฤต: อาจนำไปสู่ภาวะช็อก (Shock) ซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตและจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
วิธีการตรวจวินิจฉัยอาการท้องเสียในเด็ก
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย
- การตรวจประเมินลักษณะอุจจาระของเด็ก ว่ามีมูกหรือเลือดปนหรือไม่
- การเพาะเชื้ออุจจาระ เป็นการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียหรือพยาธิที่ในระบบทางเดินอาหารของเด็ก โดยอาจเก็บตัวอย่างอุจจาระหรือป้ายเก็บเชื้อทางทวารหนัก
- การตรวจเลือด ทำเพื่อช่วยวินิจฉัยแยกโรคบางชนิดออกไป
- การตรวจทางรังสี เช่น อัลตราซาวด์ เพื่อตรวจดูโครงสร้างของอวัยวะภายใน
- การตรวจอื่น ๆ เช่น ตรวจการแพ้อาหารแฝง (Food intolerance) หรือ อาการแพ้อาหาร (Allergies)
- การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ หรือ ลำไส้เล็กส่วนปลาย

เด็กท้องเสีย มีวิธีรักษาอย่างไร
เมื่อลูกท้องเสีย หรือเด็กท้องเสีย ร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ต้องระวัง คือการเกิดภาวะขาดสารน้ำ แนวทางการรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป
อย่างไรก็ตาม หากอาการท้องเสียเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะตามความจำเป็น
- ให้เด็กดื่มน้ำเกลือแร่ ORS ซึ่งมีสัดส่วนของน้ำ น้ำตาล และเกลือแร่ที่เหมาะสม ช่วยทดแทนการสูญเสียสารน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬา เนื่องจากมีองค์ประกอบที่ไม่เหมาะกับเด็ก
- ควรให้เด็กรับประทานนมแม่หรือนมผงตามปกติ ยกเว้นท้องเสียมากและนาน อาจให้นมปราศจากน้ำตาลแล็กโทส (lactose-free)
- งดน้ำผลไม้และน้ำอัดลม เพราะอาจกระตุ้นให้อาการท้องเสียรุนแรงยิ่งขึ้น
- ไม่ควรให้ทารกดื่มน้ำเปล่า และไม่ควรให้เด็กในทุกช่วงวัยดื่มน้ำเปล่ามากเกินไป เพราะน้ำเปล่าไม่ให้พลังงาน และยังทำให้เกลือแร่ในร่างกายเจือจาง
วิธีการป้องกันอาการท้องเสียในเด็ก
-
การรักษาความสะอาด
- สอนให้เด็กล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะ "ก่อนรับประทานอาหาร" และ "หลังเข้าห้องน้ำ" สำหรับผู้ปกครองต้องล้างมือก่อนเตรียมอาหารและหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กทุกครั้ง
- เด็กเล็กมักนำของเล่นเข้าปาก ควรหมั่นทำความสะอาดของเล่นและพื้นที่ที่เด็กคลานหรือเล่นเป็นประจำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่ปลอดภัย
- ไม่ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมในพื้นที่เตรียมอาหาร เช่น ห้องครัว เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคลงในอาหาร
- ล้างและฆ่าเชื้อขวดนม จุกนม และอุปกรณ์ป้อนอาหารอย่างสม่ำเสมอ เก็บอุปกรณ์ในที่สะอาดและแห้ง
-
ความปลอดภัยของอาหารและน้ำดื่ม
- ให้เด็กทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารที่วางทิ้งไว้นานหรืออาหารค้างคืนที่ไม่ได้อุ่นให้ร้อนจัด
- ควรให้เด็กดื่มน้ำต้มสุกหรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน หากต้องเดินทางไปในพื้นที่ที่ไม่แน่ใจเรื่องความสะอาดของน้ำ ไม่ควรใช้น้ำประปาแปรงฟันและเลี่ยงการกินน้ำแข็ง
- หากจะให้เด็กทานผลไม้สด ควรล้างให้สะอาดและปอกเปลือกให้เรียบร้อย
-
การสร้างภูมิคุ้มกัน
- ปรึกษาแพทย์เรื่องการรับวัคซีนโรต้า เนื่องจากเชื้อไวรัสโรต้าเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้เด็กท้องเสียรุนแรง
- ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากนมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
การดูแลเด็กที่มีอาการท้องเสียที่บ้าน
-
คำแนะนำด้านโภชนาการ
แม้เด็กจะมีอาการท้องเสีย แต่ยังจำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว- เด็กที่มีภาวะขาดน้ำ ควรรับประทานน้ำเกลือแร่ ORS ทดแทนสารน้ำที่สูญเสียไป เมื่ออาการดีขึ้น แม้ยังมีอาการถ่ายเหลวอยู่ ก็สามารถกลับมารับประทานอาหารได้ตามปกติ เพื่อฟื้นฟูร่างกาย
- เด็กที่ไม่มีภาวะขาดน้ำ สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ โดยเน้นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงเนื่องจากย่อยยาก หากดื่มน้ำผลไม้ควรเจือจางด้วยน้ำในอัตราส่วน 1:1 ไม่ควรให้เด็กรับประทานแต่อาหาร BRAT Diet (แบรท ไดเอท) ซึ่งประกอบไปด้วยกล้วย (Bananas) ข้าว (Rice) แอปเปิลซอส (Applesauce) และขนมปังปิ้ง (Toast) เพราะจะทำให้ขาดสารอาหารและอาจทำให้ท้องเสียนานขึ้น ทั้งนี้ควรให้เด็กรับประทานอาหารทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อลดอาการอาเจียน สำหรับทารกที่กินนมแม่ ควรให้นมแม่ต่อเนื่องตามปกติ
-
การดื่มน้ำเกลือแร่ ORS
- ป้อนปริมาณน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ (ทุก 1-2 นาที) ด้วยช้อน ไซริงค์ หรือขวด ต่อเนื่อง 3-4 ชั่วโมง ทั้งนี้การดื่มน้ำเกลือแร่ ORS ไม่ได้ช่วยให้หยุดถ่าย แต่ช่วยไม่ให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่
-
หมั่นสังเกตภาวะขาดสารน้ำ
- ในเด็กที่เริ่มมีภาวะขาดสารน้ำ ริมฝีปากจะเริ่มแห้ง ปัสสาวะน้อยลงเล็กน้อย เช่น 6 ชั่วโมง จะปัสสาวะเพียง 1 ครั้ง
- ในเด็กที่ขาดสารน้ำปานกลางถึงรุนแรง ริมฝีปากจะแห้งมาก ปัสสาวะน้อยกว่า 1 ครั้งใน 6 ชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ตาโหล
-
การรับประทานยา
- ยาปฏิชีวนะ: โดยทั่วไปมักไม่จำเป็น แพทย์จะสั่งจ่ายเฉพาะกรณีที่ตรวจพบเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น
- ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน: มักไม่จำเป็น ยกเว้นกรณีที่อาเจียนรุนแรงจนดื่มน้ำเกลือแร่ ORS ไม่ได้
- ยาแก้ท้องเสีย: มักไม่แนะนำ เพราะอาจบดบังอาการที่แท้จริงหรือทำให้อาการแย่ลง
-
การรับประทานโพรไบโอติกส์
จากการศีกษาพบว่าไม่ได้มีผลช่วยให้อาการท้องเสียดีขึ้น ถึงจะไม่มีข้อห้ามในการรับประทาน แต่เทียบประโยชน์กับราคาแล้วอาจไม่คุ้มค่า
คำแนะนำจากแพทย์โรงพยาบาลเมดพาร์ค
อาการท้องเสียเฉียบพลันในเด็ก ส่วนใหญ่มักหายได้เอง อย่างไรก็ตาม ควรรีบไปพบแพทย์หากสังเกตเห็นว่าบุตรหลานมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อุจจาระมีเลือดปน ปวดท้องรุนแรง หรืออาเจียนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีสัญญาณของภาวะขาดสารน้ำ เช่น ซึมลง ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย หรือดื่มน้ำได้น้อย
สำหรับทารก สามารถให้นมแม่หรือนมผงได้ตามปกติ ไม่แนะนำให้ใช้ยาแก้ท้องเสียเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ และควรรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด เช่น การล้างมือ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคและลดโอกาสการกลับมาท้องเสียซ้ำในอนาคต