เด็กท้องเสีย หรือ อาการท้องเสียในเด็ก (Diarrhea in Children) คือเด็กที่ถ่ายอุจจาระเหลว หรือเป็นน้ำบ่อยกว่าปกติ อาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและหายได้เองภายในไม่กี่วัน

เด็กท้องเสีย กินอะไรได้บ้าง อาการที่ต้องระวังและควรพบแพทย์

เด็กท้องเสีย หรือ อาการท้องเสียในเด็ก (Diarrhea in Children) คือเด็กที่ถ่ายอุจจาระเหลว หรือเป็นน้ำบ่อยกว่าปกติ อาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและหายได้เองภายในไม่กี่วัน

แชร์
เลือกหัวข้อที่อ่าน:


    เด็กท้องเสีย กินอะไรได้บ้าง อาการที่ต้องระวังและควรพบแพทย์

    เด็กท้องเสีย หรือ อาการท้องเสียในเด็ก (Diarrhea in Children) คือเด็กที่ถ่ายอุจจาระเหลว หรือ เป็นน้ำบ่อยกว่าปกติ โดยอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและหายได้เองภายในไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม อาการท้องเสียอาจทำให้ร่างกายเด็กสูญเสียน้ำและเกลือแร่ จนนำไปสู่ภาวะขาดน้ำ ซึ่งเป็นภาวะอันตราย จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

    จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกท้องเสียหรือไม่

    วิธีการสังเกตว่าเด็กท้องเสียหรือไม่ มีดังนี้:

    1. สังเกตจากความถี่

      • เด็กทารก: หากถ่ายบ่อยขึ้นเป็น 2 เท่าจากปกติ (เช่น ปกติถ่ายวันละ 2 ครั้ง แต่วันนี้ถ่ายไป 4-5 ครั้ง) ให้สงสัยว่าท้องเสีย
      • เด็กโต: หากถ่ายเหลว 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 24 ชั่วโมง ถือว่าท้องเสีย
    2. สังเกตจากลักษณะและสีของอุจจาระ

      • ลักษณะของอุจจาระปกติ
        • เด็กนมแม่: อุจจาระมักจะนิ่มหรือเหลว สีเหลืองทอง เขียว อาจมีลักษณะเป็นเม็ด ๆ ปน จากไขมันในนมแม่ที่ย่อยไม่หมด
        • เด็กนมผง: อุจจาระจะเหนียวและเป็นก้อนมากกว่าเด็กนมแม่ สีออกเหลืองน้ำตาลหรือเขียวขี้ม้า
      • ลักษณะของอุจจาระที่เข้าข่ายท้องเสีย
        • เหลวเป็นน้ำและมีมูกปน
    3. ระยะเวลาที่เป็น

      • เด็กท้องเสียเฉียบพลัน: น้อยกว่า 1 สัปดาห์ (พบบ่อย และมักหายได้เอง)
      • เด็กท้องเสียเรื้อรัง: มากกว่า 1 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

    อาการร่วมที่ต้องระวังเมื่อเด็กท้องเสีย และควรพบแพทย์

    หากมีอาการท้องเสียร่วมกับอาการเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์ทันที

    • ถ่ายเป็นมูกเลือด หรืออุจจาระเป็นสีเข้ม ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือแผลในลำไส้ 
    • เบื่ออาหารหรือไม่ดื่มน้ำ (ในทารก นานกว่า 2-3 ชั่วโมง หรือในเด็กโต นานกว่า 8 ชั่วโมง)
    • ปากแห้ง ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือปัสสาวะน้อยลง (ผ้าอ้อมแห้งนานกว่า 6 ชั่วโมง) ซึ่งอาจเกิดจากภาวะขาดน้ำ
    • ซึม ไม่ร่าเริง หงุดหงิด หรือร้องกวนผิดปกติ
    • อาเจียนบ่อย 
    • ปวดท้องรุนแรงต่อเนื่อง

    อาการและสัญญาณอาการท้องเสียในเด็ก อาการร่วมที่ต้องระวังเมื่อเด็กท้องเสีย

    สาเหตุของอาการท้องเสียในเด็ก

    1. เด็กที่ท้องเสียจากการติดเชื้อไวรัส

      การติดเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุหลักที่พบได้ตลอดทั้งปี
      • อาการ: มีไข้สูงกว่า 38°C ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร ปวดหัว และปวดเมื่อยตามตัว
      • ระยะเวลา: เริ่มแสดงอาการหลังรับเชื้อ 12 ชั่วโมง - 5 วัน และมักหายเองภายใน 3–7 วัน
      • การรักษา: ไม่มียาต้านไวรัสโดยเฉพาะ เน้นการรักษาตามอาการ เช่น ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) และพักผ่อน หากอาเจียนมาก แพทย์อาจให้รับประทานยาแก้อาเจียนตามความเหมาะสม
    2. เด็กที่ท้องเสียจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

      • อาการ: มีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด
      • การรักษา: การรักษาควรปรึกษาแพทย์ว่าจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะหรือไม่
    3. เด็กที่ท้องเสียจากการติดเชื้อพยาธิ

      • อาการ: ท้องเสียอาจเรื้อรังยาวนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน
      • การรักษา: แพทย์อาจสั่งยาถ่ายพยาธิ หรือ ยาฆ่าเชื้อ ขึ้นอยู่กับชนิดของพยาธิที่ตรวจพบ
    4. ท้องเสียจากการใช้ยาปฏิชีวนะ

      ยาปฏิชีวนะหลายชนิดอาจมีผลข้างคียงทำให้ท้องเสียได้
      • อาการ: มักมีอาการเพียงเล็กน้อย ไม่ทำให้ขาดน้ำหรือน้ำหนักลด
      • การรักษา: ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องหยุดยาหรือเปลี่ยนอาหาร และอาการจะหายได้เองหลังหยุดยา

    Diarrhea in Children - สาเหตุของอาการท้องเสียในเด็ก

    ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากอาการท้องเสียในเด็ก

    ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุด คือ ภาวะขาดน้ำ ซึ่งมักเกิดขึ้นได้ง่ายในเด็กเล็กและเด็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

    ภาวะขาดน้ำสามารถแบ่งความรุนแรงได้ ดังนี้

    • ภาวะขาดน้ำเล็กน้อย: เป็นการสูญเสียสารน้ำในร่างกายเพียงบางส่วน
    • ภาวะขาดน้ำระดับปานกลาง: จะเริ่มส่งผลกระทบต่อหัวใจและปอด
    • ภาวะวิกฤต: อาจนำไปสู่ภาวะช็อก (Shock) ซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตและจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

    วิธีการตรวจวินิจฉัยอาการท้องเสียในเด็ก

    • การซักประวัติและตรวจร่างกาย
    • การตรวจประเมินลักษณะอุจจาระของเด็ก ว่ามีมูกหรือเลือดปนหรือไม่
    • การเพาะเชื้ออุจจาระ เป็นการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียหรือพยาธิที่ในระบบทางเดินอาหารของเด็ก โดยอาจเก็บตัวอย่างอุจจาระหรือป้ายเก็บเชื้อทางทวารหนัก 
    • การตรวจเลือด ทำเพื่อช่วยวินิจฉัยแยกโรคบางชนิดออกไป
    • การตรวจทางรังสี  เช่น อัลตราซาวด์ เพื่อตรวจดูโครงสร้างของอวัยวะภายใน
    • การตรวจอื่น ๆ เช่น ตรวจการแพ้อาหารแฝง  (Food intolerance) หรือ อาการแพ้อาหาร (Allergies)
    • การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ หรือ ลำไส้เล็กส่วนปลาย

    เด็กท้องเสีย มีวิธีรักษาอย่างไร

    เด็กท้องเสีย มีวิธีรักษาอย่างไร

    เมื่อลูกท้องเสีย หรือเด็กท้องเสีย ร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ต้องระวัง คือการเกิดภาวะขาดสารน้ำ แนวทางการรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป

    อย่างไรก็ตาม หากอาการท้องเสียเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะตามความจำเป็น

    • ให้เด็กดื่มน้ำเกลือแร่ ORS ซึ่งมีสัดส่วนของน้ำ น้ำตาล และเกลือแร่ที่เหมาะสม ช่วยทดแทนการสูญเสียสารน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬา เนื่องจากมีองค์ประกอบที่ไม่เหมาะกับเด็ก 
    • ควรให้เด็กรับประทานนมแม่หรือนมผงตามปกติ  ยกเว้นท้องเสียมากและนาน อาจให้นมปราศจากน้ำตาลแล็กโทส (lactose-free)
    • งดน้ำผลไม้และน้ำอัดลม เพราะอาจกระตุ้นให้อาการท้องเสียรุนแรงยิ่งขึ้น 
    • ไม่ควรให้ทารกดื่มน้ำเปล่า และไม่ควรให้เด็กในทุกช่วงวัยดื่มน้ำเปล่ามากเกินไป เพราะน้ำเปล่าไม่ให้พลังงาน และยังทำให้เกลือแร่ในร่างกายเจือจาง

    วิธีการป้องกันอาการท้องเสียในเด็ก

    1. การรักษาความสะอาด

      • สอนให้เด็กล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะ "ก่อนรับประทานอาหาร" และ "หลังเข้าห้องน้ำ" สำหรับผู้ปกครองต้องล้างมือก่อนเตรียมอาหารและหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กทุกครั้ง
      • เด็กเล็กมักนำของเล่นเข้าปาก ควรหมั่นทำความสะอาดของเล่นและพื้นที่ที่เด็กคลานหรือเล่นเป็นประจำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่ปลอดภัย
      • ไม่ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมในพื้นที่เตรียมอาหาร เช่น ห้องครัว เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคลงในอาหาร
      • ล้างและฆ่าเชื้อขวดนม จุกนม และอุปกรณ์ป้อนอาหารอย่างสม่ำเสมอ เก็บอุปกรณ์ในที่สะอาดและแห้ง
    2. ความปลอดภัยของอาหารและน้ำดื่ม

      • ให้เด็กทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารที่วางทิ้งไว้นานหรืออาหารค้างคืนที่ไม่ได้อุ่นให้ร้อนจัด
      • ควรให้เด็กดื่มน้ำต้มสุกหรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน หากต้องเดินทางไปในพื้นที่ที่ไม่แน่ใจเรื่องความสะอาดของน้ำ ไม่ควรใช้น้ำประปาแปรงฟันและเลี่ยงการกินน้ำแข็ง
      • หากจะให้เด็กทานผลไม้สด ควรล้างให้สะอาดและปอกเปลือกให้เรียบร้อย
    3. การสร้างภูมิคุ้มกัน 

      • ปรึกษาแพทย์เรื่องการรับวัคซีนโรต้า เนื่องจากเชื้อไวรัสโรต้าเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้เด็กท้องเสียรุนแรง
      • ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากนมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร

    การดูแลเด็กที่มีอาการท้องเสียที่บ้าน

    1. คำแนะนำด้านโภชนาการ

      แม้เด็กจะมีอาการท้องเสีย แต่ยังจำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
      • เด็กที่มีภาวะขาดน้ำ ควรรับประทานน้ำเกลือแร่ ORS ทดแทนสารน้ำที่สูญเสียไป เมื่ออาการดีขึ้น แม้ยังมีอาการถ่ายเหลวอยู่ ก็สามารถกลับมารับประทานอาหารได้ตามปกติ เพื่อฟื้นฟูร่างกาย
      • เด็กที่ไม่มีภาวะขาดน้ำ สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ โดยเน้นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงเนื่องจากย่อยยาก หากดื่มน้ำผลไม้ควรเจือจางด้วยน้ำในอัตราส่วน 1:1 ไม่ควรให้เด็กรับประทานแต่อาหาร BRAT Diet (แบรท ไดเอท) ซึ่งประกอบไปด้วยกล้วย (Bananas) ข้าว (Rice) แอปเปิลซอส (Applesauce) และขนมปังปิ้ง (Toast) เพราะจะทำให้ขาดสารอาหารและอาจทำให้ท้องเสียนานขึ้น ทั้งนี้ควรให้เด็กรับประทานอาหารทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อลดอาการอาเจียน สำหรับทารกที่กินนมแม่ ควรให้นมแม่ต่อเนื่องตามปกติ
    2. การดื่มน้ำเกลือแร่ ORS

      • ป้อนปริมาณน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ (ทุก 1-2 นาที) ด้วยช้อน ไซริงค์ หรือขวด ต่อเนื่อง 3-4 ชั่วโมง ทั้งนี้การดื่มน้ำเกลือแร่ ORS ไม่ได้ช่วยให้หยุดถ่าย แต่ช่วยไม่ให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่
    3. หมั่นสังเกตภาวะขาดสารน้ำ

      • ในเด็กที่เริ่มมีภาวะขาดสารน้ำ ริมฝีปากจะเริ่มแห้ง  ปัสสาวะน้อยลงเล็กน้อย เช่น 6 ชั่วโมง จะปัสสาวะเพียง 1 ครั้ง
      • ในเด็กที่ขาดสารน้ำปานกลางถึงรุนแรง ริมฝีปากจะแห้งมาก ปัสสาวะน้อยกว่า 1 ครั้งใน 6 ชั่วโมง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ตาโหล
    4. การรับประทานยา

      1. ยาปฏิชีวนะ: โดยทั่วไปมักไม่จำเป็น แพทย์จะสั่งจ่ายเฉพาะกรณีที่ตรวจพบเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น
      2. ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน: มักไม่จำเป็น ยกเว้นกรณีที่อาเจียนรุนแรงจนดื่มน้ำเกลือแร่ ORS ไม่ได้
      3. ยาแก้ท้องเสีย: มักไม่แนะนำ เพราะอาจบดบังอาการที่แท้จริงหรือทำให้อาการแย่ลง
    5. การรับประทานโพรไบโอติกส์

      จากการศีกษาพบว่าไม่ได้มีผลช่วยให้อาการท้องเสียดีขึ้น ถึงจะไม่มีข้อห้ามในการรับประทาน แต่เทียบประโยชน์กับราคาแล้วอาจไม่คุ้มค่า

    คำแนะนำจากแพทย์โรงพยาบาลเมดพาร์ค

    อาการท้องเสียเฉียบพลันในเด็ก ส่วนใหญ่มักหายได้เอง อย่างไรก็ตาม ควรรีบไปพบแพทย์หากสังเกตเห็นว่าบุตรหลานมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อุจจาระมีเลือดปน ปวดท้องรุนแรง หรืออาเจียนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีสัญญาณของภาวะขาดสารน้ำ เช่น ซึมลง ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย หรือดื่มน้ำได้น้อย

    สำหรับทารก สามารถให้นมแม่หรือนมผงได้ตามปกติ ไม่แนะนำให้ใช้ยาแก้ท้องเสียเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ และควรรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด เช่น การล้างมือ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคและลดโอกาสการกลับมาท้องเสียซ้ำในอนาคต

    บทความโดย

    เผยแพร่เมื่อ: 17 มิ.ย. 2026

    แชร์