ไมเกรน Migraine อาการ สาเหตุ การตรวจวินิจฉัย และการรักษา

ไมเกรน (Migraine)

ไมเกรน (Migraine) คือ โรคทางประสาทวิทยาชนิดหนึ่ง ส่งผลให้เกิดอาการปวดตุบ ๆเป็นจังหวะอย่างรุนแรง โดยมักพบอาการปวดที่ข้างใดข้างหนึ่งของศีรษะ

แชร์
FacebookFacebook MessengerxLINEthreads

เลือกหัวข้อที่อ่าน


ไมเกรน คืออะไร?

ไมเกรน (Migraine) คือ โรคทางประสาทวิทยาชนิดหนึ่ง ส่งผลให้เกิดอาการปวดตุบ ๆเป็นจังหวะอย่างรุนแรง โดยมักพบอาการปวดที่ข้างใดข้างหนึ่งของศีรษะ อาการปวดอาจเกิดขึ้นเป็นชั่วโมง หรือต่อเนื่องได้หลายวัน มักพบอาการอื่น ๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน และภาวะไวต่อการรับรู้แสง เสียง กลิ่นและสัมผัสร่วมด้วย ความรุนแรงของโรคมีตั้งแต่น้อยไปจนถึงรุนแรง

ไมเกรน มีอาการอย่างไร?

อาการของโรคแบ่งออกเป็น 4 ระยะ และสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยในทุกช่วงอายุ

  • อาการไมเกรน ระยะแสดงอาการล่วงหน้า (Prodrome Stage) ก่อนอาการปวดรุนแรงไมเกรนจะเริ่มต้นขึ้น มักมีการมีอาการล่วงหน้า เช่น อารมณ์ที่แปรปรวน ท้องผูก หิว คอแข็ง หาวบ่อย กระหายน้า และความถี่ในการปวดปัสสาวะที่เพิ่มขึ้น
  • อาการไมเกรน ระยะส่งสัญญาณเตือน (Aura Stage) สัญญาณเตือนของไมเกรนมักเริ่มต้นจากความผิดปกติในการมองเห็นและภาวะไวต่อแสง ในบางกรณีอาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นชั่วขณะ หรือการรับภาพที่แย่ลง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของระบบประสาท อาจมีความผิดปกติของประสาทสัมผัสที่มักพบได้บ่อยครั้งร่วมด้วย เช่นอาการไวต่อกลิ่น การได้ยินเสียงรบกวน สัญญาณอาจรุนแรงขึ้นในบางรายและส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ หรือมีอาการชาที่แขนหรือขา โดยอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นเป็นเวลาประมาณ 20 – 60 นาที
  • ระยะแสดงอาการของโรค (Attack Stage) หลังจากระยะสัญญาณเตือนจบลง อาการปวดตุบ ๆอย่างรุนแรงมักเกิดขึ้นที่ข้างใดข้างหนึ่งของศีรษะ โดยมักมีอาการวิงเวียน และคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย โดยอาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปพร้อมกันกับอาการที่ปรากฏในระยะสัญญาณเตือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการไวของประสาทสัมผัสและแสง
  • ระยะหลังแสดงอาการ (Postdrome Stage) สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเกิดอาการปวดรุนแรงของไมเกรนแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน ส่วนใหญ่มักเกิดอาการเหนื่อยล้าและสับสนในช่วงวันแรก แต่ก็พบว่าผู้ป่วยบางรายมีอาการสดใสขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวร่างกายโดยฉับพลัน อาจทำให้อาการปวดของไมเกรนเกิดซ้ำได้

ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะรุนแรง ที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน คอแข็ง สับสน หรือมีการอาการผิดปกติของการพูดร่วมด้วย ควรต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีอาการปวดอย่างรุนแรงหลังเกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะ นอกจากนี้ ในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หากพบว่าเกิดอาการปวดที่ผิดปกติเกิดขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว

ไมเกรน มีสาเหตุเกิดจากอะไร?

สาเหตุของไมเกรนยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่พบว่าปัจจัยสิ่งแวดล้อม และกลไกทางพันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องให้เกิดอาการไมเกรนได้ จากการศึกษาพบว่าความไม่สมดุลของสารในสมอง เช่น เซโรทอนิน (Serotonin) และ กรดอมิโนเพปไทด์ ที่เกี่ยวข้องกับกลไกทางพันธุกรรม (CGRP) มีส่วนก่อให้อาการของโรค

นอกจากสาเหตุทางพันธุกรรมข้างต้นแล้ว ยังพบว่าตัวกระตุ้นบางอย่างก็เพิ่มโอกาสในการเกิดไมเกรนได้อีกด้วย เช่น ความเครียด การนอนหลับที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยทางร่างกาย การได้รับยาบางชนิด และการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนในเพศหญิง

โดยทั่วไปไมเกรนมักพบในผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่าเพศชายถึง 3 เท่า เนื่องมาจากตัวกระตุ้นอย่างการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทั้งในช่วงของการมีรอบเดือน ระหว่างการตั้งครรภ์ หรือในช่วงวัยทอง การใช้ยาฮอร์โมนบางชนิด ยังส่งผลเกี่ยวพันต่ออาการของไมเกรน โดยพบว่าผู้ป่วยบางรายแสดงอาการที่รุนแรงขึ้นหลังใช้ยาเหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่า อาการไมเกรนอาจดีขึ้นหลังใช้ยาตัวเดียวกันในผู้ป่วยบางเคส

นอกจากตัวแปรทางเพศแล้ว พบว่าผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นไมเกรน มีโอกาสที่จะแสดงอาการของโรคสูงขึ้นตามไปด้วย

ไมเกรน มีวิธีการรักษาอย่างไร?

วิธีการรักษาโรคไมเกรนมักอาศัยการใช้ยาเป็นตัวช่วยโดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ตามวัตถุประสงค์ของการรักษา

  • การให้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวด
  • การให้ยาเพื่อป้องกันอาการของโรค

ยาที่ใช้ในการรักษาอาการไมเกรนนั้น มีหลายชนิด โดยแพทย์จะเลือกใช้แตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของผู้ป่วยแต่ละราย เนื่องจากยาแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพ และผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่นตัวยาดังต่อไปนี้

  • ยาแก้ปวด
    ยาแก้ปวดจาพวกแอสไพริน หรือไอบูโพรเฟน ถูกใช้อย่างกว้างขวางเพื่อบรรเทาอาการปวดชนิดไม่รุนแรง ในระยะยาวอาจก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะจากการใช้ยาเกินขนาดได้
  • ยาจำพวกทริปแทน (Triptans)
    ทริปแทนเป็นยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น ตัวยาจะเข้าไปกีดขวางการสั่งการของสมอง ทาให้ขจัดการรับรู้ถึงอาการปวด ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจ หรือเส้นเลือดอุดตัน
  • Dihydroergotamines (D.H.E. 45, Migranal)
    เป็นยาที่ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงในการรักษาอาการของโรคไมเกรน หากได้รับภายใน 24 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนที่รุนแรงขึ้นหลังได้รับยา เนื่องจากยาชนิดนี้ส่งผลโดยตรงกับหลอดเลือดแดง ผู้ป่วยที่มีโรคทางหลอดเลือดแดง ภาวะความดันสูง โรคตับ หรือไต ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา
  • Lasmiditan (Reyvow)
    Lasmiditan (Reyvow) เป็นตัวยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาการอาการต่าง ๆของไมเกรนได้ ทั้งอาการปวด คลื่นไส้อาเจียน และอาการไวต่อแสงและเสียง ยานี้มีผลให้เกิดอาการข้างเคียงคือ อาการวิงเวียนศีรษะ จึงไม่ควรขับรถหลังใช้ยา และไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ หรือยากดประสาทส่วนกลางชนิดอื่น
  • Ubrogepant (Ubrelvy)
    Ubrogepant (Ubrelvy) คือยารับประทานจาพวกกรดอมิโนที่เกี่ยวพันทางพัธุกรรมชนิดแรกที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในผู้ป่วยไมเกรนที่มีอาการรุนแรง โดยมีประสิทธิภาพในการรักษาอาการปวดรุนแรง และอาการอื่นของโรค ทั้งอาการคลื่นไส้อาเจียน และภาวะไวต่อแสงและเสียง โดยยาจะออกฤทธิ์ภายใน 2 ชั่วโมงหลังได้รับยา
  • Opioid medications
    ยาชนิดนี้มักถูกเลือกใช้เมื่อผู้ป่วยไม่ตอบสนองกับการรักษาโดยยาชนิดอื่นเท่านั้น เพราะส่งผลให้ติดยาได้
  • ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน (Anti-nausea drugs)
    ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน มักถูกใช้ร่วมกับยาจาพวกบรรเทาอาการปวด

อาการ สาเหตุ ไมเกรน (Migraine)

เผยแพร่เมื่อ:24 ก.ค. 2020

แชร์
FacebookFacebook MessengerxLINEthreads