อาการ ปัจจัยเสี่ยง และวิธีการรักษาโรคไขมันพอกตับ - Fatty Liver Nonalcoholic Fatty Liver

ไขมันพอกตับ (NAFLD) เกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร รักษาได้ไหม

โรคไขมันพอกตับ (NAFLD) เป็นภาวะที่มีไขมันสะสมในตับมากเกินไป พบได้แม้ในผู้ที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ โดยมักสัมพันธ์กับน้ำหนักเกิน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ระยะแรกอาจไม่แสดงอาการ แต่หากไม่ได้รับการดูแล อาจส่งผลต่อสุขภาพตับในระยะยาวได้

แชร์

เลือกหัวข้อที่อ่าน


ไขมันพอกตับ คืออะไร?

ไขมันพอกตับ (Non-alcoholic Fatty Liver Disease; NAFLD) คือภาวะที่มีไขมันสะสมในเซลล์ตับมากเกินไป พบได้แม้ในผู้ที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ โดยมักสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักเกิน ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน หรือภาวะดื้ออินซูลิน ในระยะแรกผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการ ทำให้หลายคนเพิ่งทราบว่ามีภาวะนี้จากการตรวจสุขภาพประจำปี

แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะยังไม่มีความผิดปกติรุนแรงของตับ แต่บางรายอาจเกิดภาวะตับอักเสบจากไขมันพอกตับ หรือที่เรียกว่า Non-alcoholic Steatohepatitis (NASH) ซึ่งหากมีการอักเสบต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่การเกิดพังผืดในตับ (Fibrosis) ตับแข็ง (Cirrhosis) และเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งตับได้ในอนาคต

นอกจากนี้ ภาวะไขมันพอกตับยังมีความสัมพันธ์กับโรคในกลุ่มเมตาบอลิกและโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน จึงไม่ควรมองข้ามแม้จะยังไม่มีอาการชัดเจนก็ตาม

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไขมันพอกตับ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดไขมันพอกตับ

ภาวะไขมันพอกตับมักสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง หรือกลุ่มอาการเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) ซึ่งเป็นกลุ่มความผิดปกติที่พบร่วมกันหลายอย่าง เช่น รอบเอวเกินมาตรฐาน (มากกว่า 90 ซม. ในผู้ชาย และ 80 ซม. ในผู้หญิง) ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และน้ำตาลในเลือดสูง

ปัจจุบันพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง การนั่งทำงานเป็นเวลานาน และการออกกำลังกายน้อย มีส่วนทำให้อัตราการเกิดภาวะอ้วนลงพุงและไขมันพอกตับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ปัจจัยเหล่านี้ยังเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตอีกด้วย

นอกจากปัจจัยด้านน้ำหนักและการเผาผลาญแล้ว ความผิดปกติของฮอร์โมนและการใช้ยาบางชนิดก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันพอกตับได้ เช่น ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) โรคไทรอยด์ ภาวะพร่องฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง (Hypopituitarism) รวมถึงยาบางชนิด เช่น Tamoxifen

ไขมันพอกตับ มีอาการอย่างไร

ผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันพอกตับ หรือ ภาวะตับอักเสบจากไขมันพอกตับ ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน ทำให้หลายคนเพิ่งทราบว่าตนเองมีภาวะนี้จากการตรวจสุขภาพประจำปี

โดยแพทย์อาจตรวจพบค่าเอนไซม์ตับที่สูงผิดปกติจากการตรวจเลือด หรือพบลักษณะการสะสมของไขมันในตับจากการอัลตราซาวด์ช่องท้อง

ในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะตับอักเสบหรือโรคตับที่รุนแรงขึ้น อาจมีอาการอ่อนเพลีย แน่นบริเวณชายโครงด้านขวา หรือรู้สึกไม่สบายท้องได้ แม้อาการเหล่านี้มักไม่จำเพาะเจาะจงก็ตาม

เมื่อไหร่จึงควรพบแพทย์

แม้ผู้ป่วยไขมันพอกตับจำนวนมากจะไม่มีอาการ แต่หากตรวจพบความผิดปกติของตับ ควรเข้ารับการประเมินเพิ่มเติมเพื่อดูระดับความรุนแรงของโรค โดยเฉพาะการตรวจหาพังผืดในตับ (Fibrosis) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประเมินความเสี่ยงของโรคตับระยะยาว

นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาตรวจหาโรคร่วมอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง เนื่องจากโรคเหล่านี้มักพบร่วมกับภาวะไขมันพอกตับได้บ่อย

ดังนั้น หากตรวจพบไขมันพอกตับจากผลตรวจสุขภาพ หรือมีค่าเอนไซม์ตับผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและวางแผนการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม

โรคไขมันพอกตับ มีวิธีการตรวจวินิจฉัยอย่างไร

ตรวจไขมันพอกตับอย่างไร

ภาวะไขมันพอกตับมักได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้นจากการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง ซึ่งช่วยประเมินลักษณะการสะสมของไขมันในตับ นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือดเพื่อดูค่าเอนไซม์ตับ และประเมินว่ามีภาวะตับอักเสบร่วมด้วยหรือไม่

ในบางราย อาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อแยกสาเหตุอื่นของตับอักเสบ หรือภาวะที่ทำให้เกิดไขมันสะสมในตับ โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกการตรวจตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย เช่น

การตรวจเลือด

แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือดเพื่อประเมินการทำงานของตับ และค้นหาปัจจัยเสี่ยงหรือโรคร่วมที่สัมพันธ์กับภาวะไขมันพอกตับ เช่น

  • ตรวจค่าเอนไซม์ตับ เพื่อดูว่ามีภาวะตับอักเสบหรือไม่
  • ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ B และ C
  • ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและน้ำตาลสะสม (HbA1c)
  • ตรวจระดับไขมันในเลือด

การตรวจพังผืดในตับ (Fibrosis Assessment)

ปัจจุบัน การตรวจประเมินพังผืดในตับที่นิยมใช้คือ FibroScan หรือ Transient Elastography ซึ่งเป็นการตรวจความยืดหยุ่นของเนื้อตับ เพื่อนำมาประเมินระดับพังผืดในตับ

ปริมาณพังผืดในตับถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยประเมินความรุนแรงของโรค และใช้วางแผนการดูแลรักษาในระยะยาว นอกจากนี้ เครื่อง FibroScan รุ่นใหม่บางรุ่นยังสามารถประเมินปริมาณไขมันสะสมในตับได้อีกด้วย

การตรวจทำได้โดยใช้หัวตรวจแตะบริเวณผิวหนังเหนือบริเวณตับ และส่งคลื่นเสียงเข้าสู่เนื้อตับ ใช้เวลาไม่นาน ไม่ต้องผ่าตัด และไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด

การตรวจ MRI ตับ

ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาตรวจ MRI ร่วมกับเทคนิควัดความยืดหยุ่นของตับ เพื่อช่วยประเมินระดับพังผืดในตับเพิ่มเติม โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น

การเจาะชิ้นเนื้อตับ (Liver Biopsy)

ปัจจุบัน การเจาะชิ้นเนื้อตับมีการใช้น้อยลง เนื่องจากมีเทคโนโลยีอื่นที่ช่วยประเมินภาวะไขมันพอกตับและพังผืดในตับได้โดยไม่ต้องเจาะเนื้อเยื่อ

อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของตับอักเสบได้ชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาเจาะชิ้นเนื้อตับเพื่อตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เพิ่มเติม

ไขมันพอกตับ รักษาอย่างไร

ไขมันพอกตับสามารถดีขึ้นได้ หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยการลดน้ำหนักถือเป็นวิธีรักษาหลักที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เนื่องจากช่วยลดทั้งปริมาณไขมันในตับ การอักเสบ และการเกิดพังผืดในตับ

นอกจากนี้ การลดน้ำหนักยังช่วยควบคุมโรคร่วมที่มักพบร่วมกับภาวะไขมันพอกตับ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูงได้อีกด้วย

โดยทั่วไป แพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยลดน้ำหนักประมาณ 5–10% ของน้ำหนักตัวเดิม ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารหวานและไขมันสูง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ควบคุมน้ำหนักและรอบเอว
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมโรคร่วม เช่น เบาหวานและไขมันในเลือดสูง

ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต

การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลภาวะไขมันพอกตับ โดยเฉพาะในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง เนื่องจากการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องสามารถช่วยลดไขมันสะสมในตับ และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้

แนวทางการดูแลตนเองที่แนะนำ ได้แก่

  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารหวาน อาหารทอด และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
  • เพิ่มการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง
  • พักผ่อนให้เพียงพอและลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง

แม้ภาวะไขมันพอกตับอาจไม่มีอาการในระยะแรก แต่การเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของตับอักเสบ พังผืดในตับ และโรคตับระยะรุนแรงได้ในอนาคต

คำแนะนำจากแพทย์โรงพยาบาลเมดพาร์ค

ภาวะไขมันพอกตับเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากขึ้นในปัจจุบัน และหลายคนอาจไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ จนกระทั่งตรวจพบจากการตรวจสุขภาพประจำปี

แม้ในระยะแรกโรคอาจยังไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อตับ แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแล อาจเกิดการอักเสบของตับ และนำไปสู่พังผืดในตับหรือตับแข็งได้ในระยะยาว

ข่าวดีคือ ภาวะไขมันพอกตับสามารถดีขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เช่น การควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และดูแลโรคร่วมต่าง ๆ อย่างเหมาะสม

หากตรวจพบไขมันพอกตับจากผลตรวจสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความรุนแรงของโรค และวางแผนการดูแลสุขภาพตับอย่างเหมาะสม

FAQ เกี่ยวกับไขมันพอกตับ

  • Q: ไขมันพอกตับ อันตรายไหม?
    A: ในระยะแรก ภาวะไขมันพอกตับอาจยังไม่ก่อให้เกิดอาการหรือความเสียหายรุนแรง แต่หากมีการอักเสบของตับร่วมด้วย และไม่ได้รับการดูแล อาจนำไปสู่พังผืดในตับ ตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้ในอนาคต
  • Q: ไขมันพอกตับ รักษาได้ไหม?
    A: ภาวะไขมันพอกตับสามารถดีขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการควบคุมน้ำหนัก ปรับอาหาร ออกกำลังกาย และดูแลโรคร่วมอย่างเหมาะสม
  • Q: คนไม่อ้วน เป็นไขมันพอกตับได้ไหม?
    A: สามารถเกิดได้ แม้ในผู้ที่ไม่ได้มีน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะผู้ที่มีเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม
  • Q: ไขมันพอกตับ ต้องงดแอลกอฮอล์ไหม?
    A: ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์อาจเพิ่มการอักเสบและส่งผลเสียต่อสุขภาพตับ
  • Q: ตรวจสุขภาพแล้วพบไขมันพอกตับ ควรทำอย่างไร?
    A: ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินระดับความรุนแรงของโรค รวมถึงตรวจหาโรคร่วมต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง เพื่อวางแผนการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
  • Q: ไขมันพอกตับ มีชื่อเรียกใหม่ว่าอะไร?
    A: ปัจจุบัน ในบางแนวทางทางการแพทย์ มีการใช้ชื่อ MASLD (Metabolic dysfunction-associated steatotic liver disease) แทนคำว่า NAFLD เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ของโรคกับภาวะเมตาบอลิกและการเผาผลาญของร่างกายมากขึ้น

เผยแพร่เมื่อ: 19 พ.ค. 2026

แชร์