ผ่าตัดบายพาสหัวใจ ทางเลือก ทางรอด คืนชีวิตผู้ป่วย
โรคหัวใจ แค่ชื่อก็สร้างความตระหนกให้กับคนทั่วไป ด้วยมนุษย์มีหัวใจแค่ 1 ดวง และหัวใจนี้ยังเป็นอวัยวะสำคัญที่สุดของร่างกาย หากเกิดความผิดปกติอะไรขึ้น ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก
ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดมากมาย หนึ่งในวิธีที่ให้ผลดี และสามารถช่วยผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรง ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การผ่าตัดบายพาส Special Scoop ในวันนี้มาพร้อมกับ ผศ.พญ. ฉัตรอรุณ ริมสุขเจริญชัย ศัลยแพทย์หัวใจ ที่จะมาพูดคุยเกี่ยวกับการรักษา เพื่อสร้างความเข้าใจ และลดความวิกตกกังวลในผู้ป่วยโรคหัวใจที่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด

โรคหัวใจและหลอดเลือด เมื่อการดำเนินโรคนำไปสู่การผ่าตัด
หลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นภัยเงียบที่การตรวจร่างกายอาจจะไม่พบเสียด้วยซ้ำ หลายครั้งที่ไปตรวจ เจออีกทีก็มีความรุนแรงมากแล้ว หรืออาจมีภาวะหัวใจหยุดเต้น หัวใจวายเฉียบพลันไปเลยก็มี ดังนั้น การตรวจเจอตั้งแต่ร่างกายยังไม่เป็นไร ยังแข็งแรงอยู่ จึงนับว่าโชคดีมาก เพราะสามารถวางแผนรับมือตั้งแต่เนิ่น ๆ
“หากตรวจพบว่ามีเส้นเลือดตีบแล้ว ยอมรับไว้เลยว่าอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ทุกเมื่อ แรก ๆ อาจจะมีภาวะหัวใจทำงานแย่ลงโดยที่เราไม่รู้ตัว กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด มันก็เหมือนระเบิดเวลาค่ะ และหากยิ่งตีบเยอะแล้ว มีข้อบ่งชี้ว่าควรผ่าตัดแล้ว และการรักษาวิธีอื่น ทั้งยา การสวนหลอดเลือด ทำบอลลูนไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมแล้ว การผ่าตัดบายพาสเป็นตัวเลือกสุดท้ายของผู้ป่วย แปลว่าไม่ควรปล่อยไว้ค่ะ เพราะวันเวลาที่ผ่านไปคือการวัดดวงว่า จะเกิดหัวใจวาย หัวใจหยุดเต้นได้ตลอดเวลา มีโอกาสเสียชีวิตสูง แต่ถ้ารับการผ่าตัดรักษา มันช่วยให้หายได้ค่ะ” คุณหมออธิบาย

ผ่าตัดบายพาส ทางเบี่ยงหลอดเลือด เพื่อการทำงานของหัวใจ
การผ่าตัดบายพาส ชื่อตรงตัวคือการทำทางเบี่ยง ให้หลอดเลือดสามารถลำเลียงเลือดต่อไปได้โดยข้ามจุดที่ตีบ หรือการสร้างทางเดินใหม่ด้วยเส้นเลือดของผู้ป่วยเอง โดยสามารถเอาเส้นเลือดดำจากขา เอาเส้นเลือดแดงจากหน้าอกหรือจากแขนมาใช้
“ข้อดีของการทำบายพาส คือ หลังจากผ่าตัดเสร็จ เลือดสามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีในทันที ลดโอกาสที่หัวใจจะทำงานแย่ลง ลดโอกาสการเสียชีวิต ไม่ต้องมาทำซ้ำอีก ส่วนใหญ่ทำครั้งเดียว ถ้าทำได้ดี รอบเดียวก็อยู่ได้เป็น 10-20 ปี หรือมากกว่านั้นเลยค่ะ”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ป่วยควรกังวล ไม่ใช่ผลการรักษา หรืออายุหลอดเลือดที่ใช้บายพาสว่าว่าจะอยู่ได้นานไหมหลังการรักษา แต่เป็นการปฏิบัติตัว และการใช้ชีวิตประจำวัน ว่าจะรักษาหลอดเลือดที่คงมีอยู่ทั้งหมดไว้ได้ดีแค่ไหน เพราะถ้าหากรักษาเสร็จแล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีก อาทิ
- กินอาหารไม่ดี มีไขมันสูง หวานจัด เค็มจัด
- ไม่ออกกำลังกาย ไม่ค่อยทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย
- สูบบุหรี่จัด
- พักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียดสูง
ไลฟ์สไตล์เหล่านี้เอง จะเป็นตัวเร่งเวลา ให้หลอดเลือดเส้นอื่น ๆ มีโอกาสตีบตันขึ้นมาได้เช่นกัน แต่ถ้าหากผู้ป่วยหลังการรักษา พยายามปรับการใช้ชีวิต ดูแลโภชนาการของตัวเอง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักให้ดี ไม่สูบบุหรี่ จัดการกับความเครียดและมีสุขอนามัยการนอนหลับที่ดี โอกาสที่โรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะกลับมาก็ลดลงไปด้วย

ข้อจำกัดของการ ผ่าตัดบายพาส
เมื่อถามถึงข้อจำกัดของการผ่าตัดบายพาสรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ คุณหมอได้แนะนำไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้
- การผ่าตัดต้องใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม Heart-Lung Machine (Cardiopulmonary Bypass - CPB) และดมยาสลบ ต้องรับความเสี่ยงจากการผ่าตัดใหญ่ จึงต้องประเมินสุขภาพร่างกายผู้ป่วยรายนั้น ๆ ว่าสามารถรับความเสี่ยงได้ไหม
- สภาพหลอดเลือดที่ไม่ค่อยดี โดยแพทย์จะประเมินก่อนการผ่าตัดเพื่อความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดบายพาส เป็นวิธีมาตรฐานในการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบที่มีผลการรักษาที่คาดหวังได้ อยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ รวมไปถึงศัลยแพทย์หัวใจที่มีประสบการณ์ ผู้ป่วยจึงวางใจได้ ไม่จำเป็นต้องกังวล
คุ้มไหม กับการมีแผลผ่าตัดกลางอก
การผ่าตัดบายพาส เป็นการผ่าตัดที่ต้องเปิดแผลบริเวณหน้าอกประมาณ 10 เซนติเมตร ถ้าต้องเอาเส้นเลือดที่ขา หรือแขน ก็จะมีแผลในบริเวณดังกล่าวด้วย ซึ่งแน่นอนว่าในมุมมองของคุณหมอฉัตรอรุณ เป็นการตัดสินใจที่คุ้มมาก เพราะหลังผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับคุณภาพชีวิตกลับคืนมา
“การผ่าตัด ย่อมมีจุดประสงค์ให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ หลายคนกลัวว่า เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หลังผ่าตัดหัวใจแล้วจะไม่ใช่คนแข็งแรง ไม่กล้าทำอะไรเลย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดค่ะ เพราะศัลยแพทย์หัวใจทุกคน ล้วนอยากให้การผ่าตัดรักษา ทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิต ทำกิจกรรมได้เหมือนก่อนที่ยังไม่ป่วย ซึ่งอาจจะต้องมีระยะเวลาพักฟื้น และทำกายภาพบำบัดอยู่บ้าง โดยจะมีเจ้าหน้าที่และบุคลากรเข้ามาดูแล ให้ความรู้ตั้งแต่หลังผ่าตัดเลย”

และนอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังร่วม ทั้งเบาหวาน ความดัน โรคไต แล้วกลัวหรือกังวลที่จะผ่าตัด คุณหมอแจ้งว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้ คือผู้ป่วยที่แทบจะเจอเป็นเรื่องปกติ เพราะมักเป็นโรคเรื้อรังที่พ่วงมาด้วยกันกับโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งแพทย์จะวางแผนการรับมือ และประเมินสุขภาพของผู้ป่วยอย่างละเอียดก่อนที่จะตัดสินใจผ่าตัดบายพาสอยู่แล้ว จึงไม่ใช่ปัญหาที่ต้องเป็นห่วง
หลังการผ่าตัด ในช่วงพักฟื้น จะมีทั้งศัลยแพทย์ แพทย์เฉพาะทางต่าง ๆ รวมไปถึงนักกายภาพบำบัด คอยให้การดูแล และวางแผนการฟื้นฟูร่างกายอย่างเป็นขั้นตอน โดยจะแบ่งการฟื้นฟูออกเป็นระยะต่าง ๆ และให้คำแนะนำว่าควรงดกิจกรรมอะไรบ้าง นานแค่ไหน แนะนำการควบคุมโรคเรื้อรังร่วมอื่น ๆ เช่น คุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน คุมความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เพื่อความมั่นใจว่าผู้ป่วยจะได้กลับไปใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น และดีขึ้นกว่าเดิม

เทคโนโลยีการผ่าตัดบายพาสในปัจจุบัน และอนาคต
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีและวิทยาการการผ่าตัดบายพาสนั้นเป็นการรักษามาตรฐาน มีการรักษาด้วยวิธีนี้ทั่วไป มีศัลยแพทย์หัวใจที่เชี่ยวชาญในประเทศมากมาย ซึ่งเทคโนโลยีในอนาคตที่น่าสนใจมีทั้งการใช้วิธีผ่าตัดแผลเล็ก ไม่ต้องใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม แต่ในปัจจุบันการผ่าตัดบายพาสยังเป็นวิธีผ่าตัดแผลใหญ่ราว 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นวิธีที่รักษาได้ผลดี และข้อจำกัดทางการรักษาน้อยกว่าแผลเล็ก
“เคยมีผู้ป่วยคนหนึ่ง ไม่ยอมผ่าตัด เจ้าหน้าที่คุยกับผู้ป่วยเป็นปีก็ไม่ยอม กลัว แต่พอให้ส่งมาคุยกับเราที่เป็นหมอผ่าตัดที่จะผ่าให้เขา สร้างความเข้าใจ อธิบายว่าขั้นตอนเป็นอย่างไร ทำอะไรบ้าง ผลการรักษาที่คาดหวังเป็นอย่างไรบ้าง เขาก็เกิดความเชื่อมั่น และก็ยอมผ่าตัดค่ะ สิ่งสำคัญคือการให้ข้อมูลผู้ป่วยให้เขาเข้าใจ เห็นภาพไปกับเรา การผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นแผลเล็กหรือแผลใหญ่ ก็ไม่ได้น่ากลัว”
ดังนั้น การผ่าตัดหัวใจในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว การหาข้อมูล และปรึกษาพูดคุยกับศัลยแพทย์หัวใจเจ้าของไข้ที่มีประสบการณ์สูงอย่างใกล้ชิด ก็จะช่วยให้ลดความกังวล และหวังผลการรักษาที่ดี ได้ชีวิตที่สามารถทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่กลับคืนมา