วิธีทำ CPR ที่ถูกต้อง รู้จักขั้นตอนการปั้มหัวใจ การผายปอด

วิธีทำ CPR ที่ถูกต้อง รู้จักขั้นตอนการปั้มหัวใจ การผายปอด

เป้าหมายสำคัญการทำ CPR คือการทำให้หัวใจกลับมาเต้นอีกครั้งและช่วยให้เลือดไหลเวียน เพื่อนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญในร่างกาย หากสมองขาดเลือดเกิน 4 นาที อันตราย

แชร์
เลือกหัวข้อที่อ่าน:


    CPR คืออะไร

    CPR หรือ Cardiopulmonary Resuscitation หรือที่เรียกว่า การกู้ชีพขั้นพื้นฐาน เป็นการปฐมพยาบาลในภาวะฉุกเฉินสำหรับผู้ที่เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะที่หัวใจหยุดทำงานและไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้

    เป้าหมายสำคัญของการทำ CPR คือการทำให้หัวใจกลับมาเต้นอีกครั้งและช่วยให้เลือดไหลเวียนเพื่อนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญ เนื่องจากหากสมองขาดออกซิเจนนานเกิน 4 นาที เซลล์สมองจะเริ่มถูกทำลาย ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะสมองเสียหายถาวรหรือเสียชีวิตได้

    หัวใจหลักของ CPR คือ การกดหน้าอกอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ  (High Quality CPR) เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่พบเหตุฉุกเฉินในที่สาธารณะ สามารถปฏิบัติได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเทคนิคการเป่าปากหรือความเสี่ยงในการติดเชื้อ ช่วยลดความลังเลและทำให้เริ่มกระบวนการช่วยชีวิตได้รวดเร็วที่สุด

    เมื่อไหร่ต้องทำ CPR และควรทำ CPR  อย่างไร

    เมื่อไหร่ต้องทำ CPR และควรทำ CPR  อย่างไร

    ขั้นที่ 1: ประเมินความปลอดภัยของสถานที่และการตอบสนองของผู้ป่วย

    • ตรวจสอบความปลอดภัย: ก่อนเข้าไปช่วย ต้องมั่นใจว่าบริเวณนั้นปลอดภัย เช่น ไม่มีกระแสไฟฟ้ารั่ว ไม่อยู่กลางถนน 
    • เรียก: เข้าไปทางด้านข้างของผู้ป่วย ใช้มือตบที่ไหล่ทั้งสองข้างแรง ๆ พร้อมตะโกนเรียกเสียงดัง ๆ 
    • ประเมินการหายใจ: ดูที่หน้าอกและท้องของผู้ป่วยว่าขยับหรือไม่

    หากผู้ป่วย นิ่งสนิท ไม่ตอบสนอง และไม่หายใจ หรือหายใจเฮือก อ้าปากพะงาบ ๆ สะอึก ให้ตีความว่าหัวใจหยุดเต้น

    ขั้นที่ 2: ขอความช่วยเหลือเร่งด่วน

    • โทรสายด่วน 1669: หากอยู่คนเดียวให้โทรและเปิดลำโพงโทรศัพท์ไว้เพื่อคุยกับเจ้าหน้าที่ หากมีคนอยู่รอบข้าง ให้สั่งอย่างชัดเจน ให้โทร 1669 แจ้งว่ามีคนหมดสติหัวใจหยุดเต้น
    • หาเครื่อง AED: ตะโกนบอกคนในพื้นที่ว่า "มีคนหมดสติ ให้ช่วยนำเครื่อง AED (เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ) มาที่นี่ด่วน"

    กฎทอง 10 วินาทีเพื่อตัดสินใจ 
    ในสถานการณ์จริง ความลังเลมักทำให้การช่วยชีวิตล่าช้า หากประเมินผู้ป่วยตาม 2 ข้อด้านบนแล้วไม่แน่ใจหรือแยกไม่ออกว่าผู้ป่วยยังหายใจปกติไหม ให้เริ่มทำ CPR ทันที การปั๊มหัวใจผู้ป่วยที่อาจจะยังมีสติ มีความเสี่ยงน้อยกว่าการปล่อยให้ผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้นขาดออกซิเจน

    ขั้นที่ 3: เริ่มกดหน้าอก

    ไม่ต้องเสียเวลาคลำชีพจร และไม่ต้องเป่าปาก ไม่รอจนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง ให้เริ่มทำการกดหน้าอกทันที

    • จัดท่าผู้ป่วย: ให้ผู้ป่วยนอนหงายราบไปกับพื้นแข็ง หากนอนบนเบาะนุ่มๆ ให้ลากผู้ป่วยลงมาที่พื้น เพื่อไม่ให้แรงปั๊มถูกเบาะซับไปหมด
    • ตำแหน่งมือ: วางสันมือข้างที่ถนัดลงบนกึ่งกลางหน้าอก นำมืออีกข้างมาประสานนิ้วล็อกไว้กับมือแรก
    • ท่าทางของผู้ช่วยเหลือ: คุกเข่าข้างลำตัวผู้ป่วย วางสันมือข้างที่ถนัดลงบนกึ่งกลางหน้าอกนำมืออีกข้างมาประสานนิ้วไว้กับมือแรก เหยียดแขนทั้งสองข้างให้ตึง โน้มตัวขึ้นไปให้หัวไหล่ตั้งฉาก 90 องศากับหน้าอกของผู้ป่วย เวลาทิ้งน้ำหนักให้ใช้แรงส่งจากสะโพกและลำตัว 
    • ความลึกและความเร็วในการปั๊ม
      • ความลึก: กดลงไปตรงๆ ให้ลึกประมาณ 5-6 เซนติเมตร
      • ความเร็ว: จังหวะต้องสม่ำเสมอ 100–120 ครั้งต่อนาที (2 ครั้งต่อวินาที) (นึกถึงจังหวะเพลงที่มีความเร็ว 120 BPM (Beats-Per-Minute) เป็นจังหวะอ้างอิงในการทำ CPR เช่น เพลงสุขกันเถิดเรา เพลง Dynamite ของ BTS
      • คืนตัวให้สุด: ทุกครั้งที่กดลงไป ต้องปล่อยให้หน้าอกคืนตัวขึ้นมาจนสุด ก่อนจะกดครั้งต่อไป เพื่อให้หัวใจมีช่วงเวลาในการดึงเลือดกลับเข้าห้องหัวใจ แต่อย่าขยับมือออกจากหน้าอกของผู้ป่วย

    ขั้นที่ 4: ช่วยหายใจ

    เมื่อกดหน้าอก 30 ครั้งแล้วให้หยุดกดหน้าอก เพื่อช่วยหายใจ 2 ครั้ง (อาจจะช่วยโดยการเป่าปาก (mouth-to-mouth) หรือผ่านอุปกรณ์ เช่น face shield ก็ได้) หลังจากนั้นกดหน้าอกอีก 30 ครั้ง สลับกับช่วยหายใจ 2 ครั้ง และหยุดประเมินว่ากลับมาหายใจหรือไม่ทุก 2 นาที

    ทั้งนี้การทำ CPR ต่อเนื่องอย่างมีประสิทธิภาพ ควรเปลี่ยนคนปั๊มทุกๆ 2 นาที โดยใช้เวลาสลับตัวให้ไวที่สุด (ภายใน 5 วินาที) เนื่องจากเมื่อปั๊มหัวใจติดต่อกันเข้าสู่นาทีที่ 2 แรงกดและความลึกจะเริ่มลดลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง การมีผู้ช่วยเหลือมากกว่าหนึ่งคน จะช่วยให้สามารถกดหน้าอกได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    *กรณีกังวลเรื่องการเป่าปากหรือการติดเชื้อ สามารถทำการกดหน้าอกอย่างเดียว โดยไม่ต้องช่วยหายใจได้

    เมื่อไหร่ต้องทำ CPR และควรทำ CPR  อย่างไร

    ควรทำ CPR ต่อเนื่องนานเท่าไร

    หลักการสำคัญคือต้องทำอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งใน 3 ข้อนี้

    1. ผู้ป่วยเริ่มมีความรู้สึกตัวหรือกลับมาหายใจ
      หากผู้ป่วยเริ่มมีสัญญาณชีพกลับมา เช่น เริ่มไอ รู้สึกตัวขยับร่างกาย ลืมตา หรือกลับมาหายใจเองได้อย่างเป็นปกติ จึงจะหยุดปั๊ม และจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนตะแคงข้างเพื่อเปิดทางเดินหายใจรอทีมแพทย์
    2. เครื่อง AED มาถึงและเริ่มสั่งงาน
      เมื่อมีคนนำเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) มาถึง ให้เปิดเครื่อง AED ปฏิบัติตามเสียงสั่งของเครื่อง โดยเครื่องจะบอกให้เราหยุดแตะต้องตัวผู้ป่วยเป็นระยะสั้น ๆ เพื่อวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือช่วงที่เครื่องกำลังจะปล่อยกระแสไฟฟ้าช็อก (Shock) หลังจากนั้นหากเครื่องสั่งให้ปั๊มต่อ ต้องเริ่มปั๊มทันที
    3. ทีมการแพทย์ฉุกเฉินมาถึงและรับช่วงต่อ
      เมื่อรถพยาบาลหรือทีมกู้ชีพเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ ให้ปั๊มหัวใจต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าเจ้าหน้าที่กู้ชีพจะส่งสัญญาณบอกให้หยุดเพื่อที่เขาจะเข้าประจำตำแหน่งและรับช่วงต่อ

    แนวทางการทำ CPR ในทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

    การกู้ชีพเด็กและทารกมีข้อแตกต่างจากผู้ใหญ่ เนื่องจากสรีรวิทยาที่บอบบางและสาเหตุการหยุดเต้นของหัวใจมักเกิดจากภาวะขาดอากาศหายใจ จึงควรทำ CPR แบบผสมผสานการช่วยหายใจเพื่อเพิ่มออกซิเจนให้ร่างกายเด็กอย่างเร่งด่วน จึงแนะนำให้ผู้ที่ผ่านการอบรมเป็นผู้ดำเนินการหลัก แต่หากไม่เคยฝึกอบรมมาก่อน ยังคงสามารถทำแบบกดหน้าอกอย่างเดียว (Hands-only CPR) ได้จนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง

    แนวทางการทำ CPR ในทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 12 เดือน

    การทำ CPR ในทารกอายุ 1–12 เดือน

    เมื่อประเมินแล้วว่าทารกหมดสติและไม่หายใจ ให้เลือกใช้ 1 ใน 2 เทคนิคนี้ตามจำนวนผู้ช่วยเหลือ:

    • เทคนิคนิ้วโป้งสองข้างโอบรอบตัว (Two Thumb-Encircling Hands): เหมาะสำหรับกรณีที่มีผู้ช่วยเหลือตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยใช้มือทั้งสองข้างโอบรอบลำตัวของทารก ให้นิ้วโป้งทั้งสองวางคู่กันตรงกึ่งกลางหน้าอก แล้วกดลงพร้อมกัน 
    • เทคนิคใช้นิ้วมือ 2 นิ้ว (Two-Finger Technique): สำหรับกรณีที่มีผู้ช่วยเหลือคนเดียว ให้ทารกนอนราบบนพื้นแข็ง ใช้ นิ้วชี้และนิ้วกลาง (หรือนิ้วกลางและนิ้วนาง) ของมือข้างหนึ่งตั้งฉากกดลงตรงกึ่งกลางหน้าอก ทั้งนี้ห้ามใช้โคนฝ่ามือกดหน้าอกทารกเด็ดขาด เพราะแรงกดอาจมากเกินไปจนเกิดอันตรายต่ออวัยวะภายใน

    การทำ CPR ในเด็กอายุ 1-12 ปี

    • ใช้โคนฝ่ามือกดหน้าอก เด็กเล็กอายุ 1–8 ปี ตัวเล็ก อาจใช้เพียงส้นมือข้างเดียว หน้าอกควรยุบลงประมาณ 5 เซนติเมตร

    ประโยชน์ของการทำ CPR

    • เพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้องภายในนาทีแรก ๆ หลังเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น
    • ลดความเสี่ยงต่อภาวะสมองขาดออกซิเจน (Cerebral Hypoxia) 
      ความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
    • การบาดเจ็บที่ทรวงอก เนื่องจากเยื่อบุและกระดูกทรวงอกต้องรับแรงกดที่ลึกและต่อเนื่อง การทำ CPR จึงอาจส่งผลให้เกิดกระดูกซี่โครงหัก กระดูกอกร้าว หรือเกิดการบาดเจ็บต่ออวัยวะภายในทรวงอกได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุน อยากไรก็ตามในทางปฏิบัติ ถือเป็นผลกระทบที่ยอมรับได้และมีความคุ้มค่า เนื่องจากกระดูกที่หักสามารถรักษาได้หลังจากที่ผู้ป่วยกลับมามีสัญญาณชีพแล้ว

    คำถามเรื่อง CPR ที่พบบ่อย

    CPR คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร

    CPR (Cardiopulmonary Resuscitation) คือการกู้ชีพขั้นพื้นฐานในภาวะฉุกเฉิน เพื่อช่วยชีวิตผู้ที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้น การทำ CPR จะช่วยให้เลือดไหลเวียนไปยังอวัยวะสำคัญ เพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต 

    จะรู้ได้อย่างไรว่าใครจำเป็นต้องได้รับการทำ CPR

    เมื่อพบบุคคลที่หมดสติ ไม่ตอบสนองเมื่อเรียก และไม่หายใจหรือหายใจผิดปกติ เช่น พยายามฮุบอากาศ ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจหยุดเต้น ควรรีบทำ CPR  

    ขั้นตอนการกดหน้าอกที่ถูกต้องสำหรับผู้ใหญ่ทำอย่างไร

    ควรวางส้นมือข้างหนึ่งไว้ที่กึ่งกลางหน้าอก แล้ววางมืออีกข้างทับไว้ กดหน้าอกให้ลึกอย่างน้อย 5-6 เซนติเมตร ด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ 100 ถึง 120 ครั้งต่อนาที และปล่อยให้หน้าอกคืนตัวจนสุดก่อนจะกดครั้งต่อไป

    ควรหยุดทำ CPR เมื่อใด

    เมื่อผู้ป่วยรู้สึกตัวหรือกลับมาหายใจตามปกติ เมื่อมีเครื่อง AED พร้อมใช้งาน หรือเมื่อหน่วยกู้ชีพมาถึงพร้อมจะทำ CPR ต่อ หากเหนื่อยจนทำ CPR ต่อไม่ไหว ควรเปลี่ยนตัวกับผู้อื่นโดยเร็วที่สุดเพื่อไม่ให้การกดหน้าอกขาดช่วง

    คำแนะนำจากแพทย์โรงพยาบาลเมดพาร์ค

    ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ดังนั้นการมีความรู้และทักษะในการทำ CPR จึงเป็นสิ่งสำคัญที่อาจช่วยชีวิตของคนที่คุณรักไว้ได้ในนาทีวิกฤต โรงพยาบาลเมดพาร์จึงสนับสนุนให้ประชาชนทั่วไปเรียนรู้การทำ CPR อย่างถูกต้อง การกู้ชีพอย่างถูกต้องและทันท่วงที ไม่เพียงช่วยรักษาชีวิต แต่ยังช่วยรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว

    บทความโดย

    เผยแพร่เมื่อ: 09 ก.ค. 2026

    แชร์