พญ.จุฑาณัฐ หมอสมองผู้เปิดรับเทคโนโลยี รักษาโรคระบบประสาทที่มาพร้อมกับการดูแลจิตใจ
“เห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงในหัว พฤติกรรมเปลี่ยนไป ให้มาหาหมอสมองก่อนค่ะ อย่าเพิ่งไปหาหมอผี”
ประโยคขำ ๆ ติดตลกแต่แฝงข้อเท็จจริงทางการแพทย์ สะท้อนความเข้าใจเกี่ยวกับโรคทางระบบประสาทและสมองที่ยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่มากในสังคมพหุวัฒนธรรมไทย MedPark Stories ตอนนี้ อยู่กับหมอสมองมากประสบการณ์ พญ.จุฑาณัฐ ยศราวาส แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคระบบประสาทและสมอง ที่สละเวลามาพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเส้นทางอาชีพที่ต้องเจอกับผู้ป่วยมากมาย
หมอสมอง ใคร ๆ ก็ว่าเรียนยาก
จริงไหม ที่ว่า ‘หมอสมอง’ เป็นสาขาที่เรียนยากและท้าทายที่สุด คุณหมอจุฑาณัฐ อธิบายว่า หมอแต่ละสาขามีความยากเฉพาะตัวด้วยกันทั้งหมด เพียงแต่คนมักเข้าใจว่าระบบประสาทนั้นยาก เพราะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มันกลับสามารถควบคุมการทำงานของระบบอื่น ๆ ได้ทั้งร่างกาย
“เราได้เห็นประโยชน์จากสาขานี้ ในวันที่คุณน้าป่วย ไปหาหมอเยอะมาก แต่ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ จนได้ไปพบกับอาจารย์หมอด้านประสาทวิทยาท่านหนึ่ง ตอนนั้นเรายังเป็นนักศึกษาแพทย์ เกิดความประทับใจตั้งแต่การซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด ซึ่งเราสัมผัสได้ถึงความใส่ใจและมุ่งมั่น จนนำไปสู่การวินิจฉัยโรคได้ในที่สุดค่ะ”
เมื่อตัดสินใจเรียนเฉพาะทางด้านประสาทวิทยา คุณหมอก็ได้รับโอกาสในการศึกษาต่อยอดมากมาย ทั้งการได้ไปดูงานและศึกษาระยะสั้นเรื่องโรคลมชัก ที่ Cleveland Clinic ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งได้เรียนและทำงานร่วมกับอาจารย์ด้านประสาทวิทยาสาขาย่อยต่าง ๆ ในระดับโลก
ที่เป็นผู้เขียนตำราเรื่องโรคลมชักหลายท่าน ทำให้คุณหมอได้เห็นมุมมองที่หลากมิติมากขึ้นในการดูแลคนไข้หนึ่งคน ได้เรียนรู้การทำงานที่เป็นระบบและศึกษาการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีในประเทศไทย

หมอสมอง รักษาโรคระบบประสาท ความซับซ้อนที่ต้องถอดรหัสให้ได้
พญ.จุฑาณัฐ มีความสนใจในโรคระบบประสาทหลากหลายโรค หลัก ๆ จะเป็นโรคลมชัก และโรควิกฤติทางระบบประสาท ที่คุณหมอมองว่าการรักษาค่อนข้างท้าทาย แต่ถึงอย่างไร คุณหมอก็ยังคงสนใจศึกษาโรคระบบประสาทที่พบได้บ่อยอื่น ๆ อีก
“ตอนนี้เริ่มหันมาสนใจปัญหาปวดศีรษะค่ะ เพราะคนไข้เป็นกันเยอะ และความรุนแรงของอาการปวดมันรบกวนการใช้ชีวิตและทำให้เขาพลาดโอกาสที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ไปเยอะเลย เราจึงอยากช่วยคนจำนวนมากให้กลับไปใช้ชีวิตของเขาได้”
และในปัจจุบัน การรักษาโรคระบบประสาท มีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วยทั้งการตรวจประเมินและการรักษา ช่วยให้คนไข้มีทางเลือกที่เหมาะสมกับตัวเองมากขึ้น อีกทั้งเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดระยะเวลาในการวินิจฉัยโรคและการรักษาได้
“มีเคสหนึ่ง คนไข้มีภาวะเส้นประสาทตาอักเสบรุนแรงทั้งสองข้างจนมองไม่เห็น เป็นผลมาจากโรคระบบภูมิคุ้มกันซึ่งหายากมาก ๆ เขาตรวจหาสาเหตุมาหลายโรงพยาบาลแต่ก็ไม่เจอ จนคิดว่าคงแทบไม่มีโอกาสกลับมามองเห็นได้แล้ว”
“เมื่อมาหาหมอ เราก็ทำทุกทาง วางแผนกันในทีม กับคนไข้และญาติ เป็นขั้นตอน อาจเจอปัญหาเฉพาะหน้าระหว่างทางทำให้การรักษาไม่เป็นไปตามขั้นตอน มีหยุดชะงักบ้าง แต่เพราะเราสื่อสารกันตลอด และอาศัยความร่วมมือจากหมอหลายสาขา จนตอนนี้คนไข้สามารถกลับมามองเห็นและกลับมาใช้ชีวิตได้ประมาณ 70-80% จากเดิม ถึงจะไม่ใช่ 100% แต่นี่ก็คือชีวิตใหม่ของคนไข้แล้วค่ะ”

จิตใจของคนไข้และญาติ หนึ่งในความรับผิดชอบของหมอสมอง
“พื้นฐานจิตใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราต้องพยายามวางหมวกของความเป็นหมอลงและใส่หมวกของความเป็นมนุษย์มากขึ้น” คุณหมอกล่าว
เพราะหนึ่งในความท้าทายของหมอ คือการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ ถ่ายทอดข้อเท็จจริงที่ต้องมาพร้อมความเห็นอกเห็นใจสู่คนไข้ เนื่องจากการรักษา จะทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หากไม่ได้รับความร่วมมือ ที่มาจากความเข้าใจของทั้งคนไข้และญาติคนไข้เอง โดยเฉพาะการตัดสินใจเรื่องยาก ๆ
ที่ต้องทำร่วมกัน รับรู้ร่วมกัน เพราะในบางครั้ง ทางเลือกการรักษาที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเงื่อนไข ณ ขณะนั้นของคนไข้
“เราต้องเริ่มจากความหวังดี เพราะถ้าเราหวังดีกับใคร เราจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะการรักษาโรคทางสมอง หลายครั้งก็ต้องเจอกับโรคที่ไม่มีทางหายขาด เราไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ แต่เราสามารถช่วยคนไข้และครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รู้จักวางแผนรับมือ และอยู่กับโรคได้”
หมอสมองเก่ง ๆ ต้องมีมากกว่าความรู้
เมื่อถามถึงมุมมอง ว่าหมอสมองเก่ง ๆ ต้องเป็นอย่างไร คุณหมอตอบอย่างเข้าใจง่ายว่า ต้องเก่งทั้งความรู้ ทั้งความสามารถในการพัฒนาความรู้ที่มีให้ทันวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การติดตามข่าวสาร ค้นหาแนวทางการรักษาใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งแพทย์แต่ละสาขาจะมีแหล่งค้นคว้าข้อมูลและติดตามข่าวสาร รวมถึงรายงานการรักษาใหม่ ๆ รวมไปถึงการเข้าร่วมงานประชุมสำคัญ ๆ ศึกษาคอร์สระยะสั้นในเรื่องที่สนใจต่อยอด เพื่อพัฒนาทักษะของตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ
“อีกอย่างที่สำคัญคือการสื่อสารค่ะ การสื่อสารกับคนไข้และญาติคนไข้ต้องใช้ทักษะเช่นเดียวกัน เพราะบางครั้ง การทำตามขั้นตอนของการรักษาที่เราเคยชินและรู้อยู่แล้ว คนไข้กับญาติไม่ได้รู้กับเราด้วย อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือคิดว่าหมอยังทำไม่เต็มที่ ทำได้ไม่ดีได้ค่ะ”
สุดท้าย คือการพัฒนาจิตใจตนเอง ที่คุณหมอให้ความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเนื้องานต้องเผชิญกับความกดดัน ความเครียด และความคาดหวัง จึงต้องมีวิธีระบาย และปล่อยวาง ยอมรับกับผลลัพธ์ที่อาจไม่เป็นดั่งใจ เพื่อไม่ให้จิตใจที่ว้าวุ่นทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง
อาการทางสมองและระบบประสาท ที่ประมาทไม่ได้
คุณหมอแนะนำว่า หากเริ่มมีสัญญาณเตือน สงสัยว่าจะมีอาการทางระบบประสาทและสมอง ควรรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เมื่อปรึกษาแพทย์ในเบื้องต้นและต้องได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทาง อาจขอคำแนะนำจากแพทย์เจ้าของไข้ ลองศึกษาจากอินเทอร์เน็ตเพื่อเลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญกับโรคที่เป็น เลือกจากโรงพยาบาลที่มีมาตรฐาน มีเครื่องมือและบุคลากรเฉพาะทางเพียงพอ หรืออาจจะเลือกตามสิทธิ์การรักษา ขึ้นอยู่กับความสะดวกของคนไข้
“โรคทางระบบประสาทมักเป็นโรคเรื้อรังค่ะ พอเริ่มรับการรักษาก็ต้องอยู่กับหมอคนนั้นไปยาว ๆ การเลือกรักษากับหมอที่ดูแลเราได้ดี สื่อสารและสร้างความเข้าใจแก่เราได้ดี ช่วยให้สบายใจตลอดการรักษานั้นสำคัญมากเช่นกัน”
อย่างไรก็ตาม พญ.จุฑาณัฐ ก็ยังคงแนะนำว่าการดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคระบบประสาทเชิงรุก หรือ Preventive Neurology เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะไม่ว่าจะโรคอะไร การป้องกันย่อมง่ายกว่าการแก้ไขเสมอ รู้ทันโรคแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้ผลรักษาที่ดีกว่า และมีทางเลือกในการรักษาที่มากกว่า
หมอสมองแนะนำ
หลายคนมักเข้าใจผิด ว่าโรคระบบประสาท จะต้องมีอาการทางจิต หรือเป็นโรคทางจิตเวช แต่ความจริงแล้ว โรคระบบประสาท คือโรคที่เกี่ยวกับสมอง ไขสันหลัง เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ส่วนอาการทางจิตเวชนั้น อาจเป็นส่วนหนึ่งของโรคระบบประสาทได้
“บางครั้งเมื่อคนไข้มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป คนรอบข้างอาจเข้าใจว่าเป็นอาการทางจิตเวช จึงไปพบจิตแพทย์ก่อน สุดท้ายเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทและสมอง ก็จะส่งต่อมาที่แพทย์โรคระบบประสาทค่ะ”
อาการทางระบบประสาทและสมองที่เป็น Red Flag ควรรีบมาพบแพทย์คืออะไรบ้าง
“ส่วนใหญ่คนไข้ที่มีอาการชัดเจนก็จะมาโรงพยาบาลอยู่แล้วค่ะ เช่น อ่อนแรง ชา ปากเบี้ยว ไม่รู้สึกตัว ชัก หรือปวดศีรษะมาก แต่อาการที่คนทั่วไปมักไม่คิดว่าเป็นอาการผิดปกติ เช่น พฤติกรรมเปลี่ยน เหม่อลอยเป็นช่วง ๆ ละเมอเตะต่อยตอนนอน ได้กลิ่นผิดปกติ ปวดศีรษะเรื้อรัง อาการเหล่านี้ควรมาพบแพทย์เช่นกันค่ะ”

มั่นใจในทุกการดูแล โรคระบบประสาทและสมอง ที่เมดพาร์ค
ที่ศูนย์ประสาทวิทยา โรงพยาบาลเมดพาร์ค มีความพร้อมในการตรวจวินิจฉัยและรักษาคนไข้อย่างครอบคลุม ทั้งเครื่องมือในการส่งตรวจครบครัน อาทิ ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง ตรวจการนำไฟฟ้าเส้นประสาทกล้ามเนื้อ การนำไฟฟ้าการทำงานของการมองเห็นและการได้ยิน
“เครื่องมือรักษาที่น่าสนใจ คิดว่าน่าจะเป็นเครื่อง TMS หรือเครื่องกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้าค่ะ เพราะสามารถกระตุ้นได้ทั้งสมอง เส้นประสาทและกล้ามเนื้อ เป็นการยกระดับการรักษาจากสมัยก่อนที่มีแค่ยา ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยกระตุ้นได้เฉพาะจุดยิ่งขึ้น เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้นค่ะ”
ระบบประสาทและสมอง แม้จะดูยากและซับซ้อน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวนัก หากเกิดความผิดปกติ แม้แรกเริ่มดูไม่รุนแรง แต่อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนไข้แย่ลงชั่วข้ามคืน จึงไม่ควรประมาทหากมีสัญญาณเตือนแม้เพียงเล็กน้อย