Follow Us

ภาวะความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนสูงอายุ มักไม่แสดงอาการ แต่สร้างความเสียหายต่อหลอดเลือดและหัวใจอย่างมาก ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพเรื้อรังอื่นๆเช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด เป็นต้น

ภาวะความดันโลหิตสูง 

ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่พบบ่อย บางรายอาจมีภาวะดังกล่าวนานหลายปีโดยไม่แสดงอาการ อย่างไรก็ตามแม้จะไม่แสดงอาการ แต่ความเสียหายต่อหลอดเลือดและหัวใจยังคงอยู่และสามารถตรวจพบความเสียหายเหล่านี้ได้ ความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพเรื้อรังอื่น  เช่น หัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งนี้ภาวะความดันโลหิตสูงมักจะพัฒนาต่อเนื่องในช่วงหลายปีและในสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย 

ลักษณะอาการ 

โดยทั่วไปภาวะความดันโลหิตสูงมักไม่มีสัญญาณหรืออาการใด  แม้ว่าค่าความดันโลหิตจะอยู่ในระดับที่สูงเกินปกติ บางรายที่มีภาวะความดันโลหิตสูงอาจมีอาการปวดศีรษะ หายใจถี่ หรือมีเลือดกำเดาไหล อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้มักไม่แสดงจนกว่าภาวะความดันโลหิตจะอยู่ในขั้นรุนแรง 

เมื่อไหร่จึงควรพบแพทย์ 

ผู้ป่วยจะได้รับการวัดความดันโลหิต ซึ่งเป็นขั้นตอนตามปกติของการนัดพบแพทย์ทุกครั้ง ทั้งนี้ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงหรือมีปัจจัยเสี่ยงบางประการในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมักได้รับคำแนะนำให้วัดค่าความดันโลหิตเป็นประจำ อย่างสม่ำเมสมอ สำหรับเด็กที่มีอายุ ปีขึ้นไป จะได้รับการวัดความดันโลหิตในการตรวจสุขภาพประจำปี

สาเหตุโรค 

ความดันโลหิตสูงแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

ความดันโลหิตสูงชนิด Primary Hypertension – ความดันโลหิตสูงประเภทนี้ส่วนใหญ่จะพัฒนาขึ้นในช่วงหลายปี 

ความดันโลหิตสูงชนิด Secondary Hypertension  ความดันโลหิตสูงประเภทนี้เกิดจากสภาวะสุขภาพพื้นฐานโดยจะปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน 

ปัจจัยที่อาจทำให้เกิดความดันโลหิตสูง อาจประกอบไปด้วยเงื่อนไขทางสุขภาพและยาดังต่อไปนี้ 

  • ปัญหาภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น 
  • โรคไต 
  • เนื้องอกที่ต่อมหมวกไต 
  • โรคต่อมไทรอยด์ 
  • ความผิดปกติของหลอดเลือด 
  • ยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ยารักษาโรคไข้หวัด ยาลดความอ้วน ยาแก้ปวด และยาอื่นๆ 
  • การใช้สิ่งเสพติดที่ผิดกฎหมาย ตัวอย่างเช่น โคเคนและยาบ้า 

ปัจจัยเสี่ยง มีดังต่อไปนี้ 

  • อายุ – ยิ่งอายุมากขึ้นความเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตสูงจะสูงมากขึ้น ความเสี่ยงของภาวะความดันโลหิตสูงในเพศชายมักเพิ่มขึ้นเมื่อมีอายุ 64 ปีขึ้นไป และ 65 ปี ในเพศหญิ 
  • เชื้อชาติ – ชาวแอฟริกัน – อเมริกัน มักจะมีความดันโลหิตสูงเมื่ออายุมากขึ้นเมื่อเทียบกับคนผิวขาว ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หัวใจวายหรือไตวา 
  • ประวัติทางการแพทย์ของครอบครัว – ภาวะนี้มักจะส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นผ่านทางพันธุกรรม 
  • โรคอ้วน – ความดันโลหิตสูงมักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เนื่องจากการมีน้ำหนักมากร่างกายก็ยิ่งต้องการเลือดไปเลี้ยงออกซิเจนและสารอาหารมากขึ้น 
  • การใช้ชีวิตอยู่ประจำ – ผู้ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายมักจะมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น ซึ่งหมายความว่าหัวใจทำงานหนักมากขึ้นในการหดตัวแต่ละครั้ง 
  • การสูบบุหรี่ – การสูบบุหรี่ไม่เพียงแต่เพิ่มความดันโลหิตชั่วคราวในทันที แต่สารเคมีที่พบในยาสูบสามารถทำให้เยื่อบุผนังหลอดเลือดเสียหายได้ ซึ่งจะส่งผลให้หลอดเลือดแดงตีบ แคบและมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหัวใจ ควันบุหรี่มือสองจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจมากยิ่งขึ้น 
  • อาหารที่มีเกลือสูง – อาหารที่มีโซเดียมสูงอาจส่งผลให้เกิดการคั่งของของเหลวทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง 
  • อาหารที่มีโพแทสเซียมต่ำ – อาหารที่มีโพแทสเซียมต่ำทำให้ร่างกายเก็บโซเดียมไว้ในเลือดมากเกินไป เนื่องจากโพแทสเซียมทำงานเพื่อปรับสมดุลของปริมาณโซเดียมในร่างกาย 
  • การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก – การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปสามารถทำลายหัวใจได้เมื่อเวลาผ่านไป หากผู้หญิงดื่มมากกว่าหนึ่งแก้วและผู้ชายดื่มมากกว่าสองแก้วต่อวันอาจส่งผลต่อความดันโลหิต 
  • ความเครียด – ระดับความเครียดสูงอาจทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นชั่วคราว 
  • โรคเรื้อรังบางชนิด – โรคต่างๆ เช่น โรคไตเบาหวาน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับอาจเพิ่มความดันโลหิตสูง 
  • การตั้งครรภ์ บางครั้งอาจทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้  
ความดันโลหิตสูงมักพบในผู้ใหญ่ แต่ก็สามารถเกิดในเด็กได้เช่นกัน สำหรับเด็กสาเหตุของความดันโลหิตสูงอาจก่อให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับไตหรือหัวใจ ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่ การรับประทานอาหารที่ไม่ดี โรคอ้วนและการออกกำลังกายน้อยลง

ภาวะแทรกซ้อน 

ระดับความดันโลหิตสูงขึ้นมักก่อให้เกิดความเสียหายที่มากขึ้นตามไปด้วย ภาวะแทรกซ้อนหลายอย่างเกิดจากความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้ มีดังต่อไปนี้ 

  • หัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง 
  • โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง 
  • หัวใจล้มเหลว 
  • หลอดเลือดในไตแคบลง 
  • หลอดเลือดในดวงตาหนาหรือแคบ 
  • โรคเมตาบอลิก หรือภาวะที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญพลังงาน 
  • ปัญหาเกี่ยวกับความจำหรือความเข้าใจ 
  • โรคสมองเสื่อม

การวินิจฉัย 

แพทย์จะวัดความดันโลหิตโดยใช้เครื่องวัดความดัน ความดันโลหิตสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ดังต่อไปนี้ 

  • ปกติ –  ระดับความดันที่ต่ำกว่า 120/80 มมถือว่าอยู่ในระดับปกติ 
  • ค่าสูงเล็กน้อย – คือ ความดันโลหิตระหว่าง 120/80 – 129/80 มม. 
  • ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 – หากความดันโลหิตอยู่ระหว่าง 130-139/80-89 มมปรอทถือว่าเป็นความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 
  • ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2 – หากความดันโลหิตมีค่าเกินกว่า 140/90 ขึ้นไปถือเป็นความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรงและถือว่าเป็นความดันโลหิตสูงระยะที่ 2

ทั้งตัวเลขบนและตัวเลขล่างในการอ่านค่าความดันโลหิตมีความสำคัญเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตามหลังจากอายุครบ 50 ปี การอ่านค่าซิสโตลิกระดับบนจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ภาวะที่เรียกว่าความดันโลหิตสูงแบบแยกตัวเกิดขึ้นเมื่อความดันไดแอสโตลิกเป็นปกติ (เมื่อน้อยกว่า 80 มมปรอทแต่ความดันซิสโตลิกสูง (นี่คือเมื่อตัวเลขเท่ากับ 130 มมปรอทขึ้นไปภาวะนี้พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี 

ในระหว่างการนัดหมายแต่ละครั้ง แพทย์จะอ่านค่าความดันโลหิตสองถึงสามครั้งก่อนที่แพทย์จะเริ่มกระบวนการวินิจฉัย เนื่องจากความดันโลหิตโดยทั่วไปจะแตกต่างกันไปตลอดทั้งวัน แพทย์อาจให้ผู้ป่วยบันทึกความดันโลหิตที่บ้านเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูง 

หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นความดันโลหิตสูง แพทย์จะซักประวัติทางการแพทย์ของครอบครัวก่อนตรวจสอบผู้ป่วยโดยการตรวจร่างกาย แพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ป่วยได้รับการทดสอบ ได้แก่ การตรวจปัสสาวะ การตรวจเลือด และการตรวจคอเลสเตอรอล บางครั้งแพทย์จะสั่งให้ทำ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง เพื่อตรวจหาสัญญาณของโรคหัวใจ 

วัดความดันโลหิตที่บ้าน 

ผู้ป่วยควรติดตามระดับความดันโลหิตของตนเองที่บ้าน เนื่องจากจะช่วยตรวจสอบว่าการรักษาได้ผลหรือไม่ อีกทั้งยังเป็นการตรวจสอบว่าอาการของความดันโลหิตสูงแย่ลงหรือไม่ 

หากการปรับเปลี่ยนวิรวมถึงการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและการออกกำลังกาย ไม่สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ แพทย์จะสั่งจ่ายยาเพื่อลดความดันโลหิตต่อไป ทั้งนี้เป้าหมายของการรักษามุงเน้นที่การรักษาระดับความดันโลหิตให้น้อยกว่า 130/80 มมสำหรับผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่แข็งแรงและมีอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ป่วบที่มีอายุน้อยกว่า 65 ปี แต่มีความเสี่ยงสูงกว่าร้อยละ 10 ที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดภายในสิบปี รวมถึงผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคไต เบาหวาน หรือโรคหลอดเลือดหัวใจ

กลุ่มยาใช้สำหรับรักษาความดันโลหิตสูง 

  • ยาขับปัสสาวะกลุ่มไธอะไซด์ไดยูเรติก 
  • ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACE inhibitors  
  • ยากลุ่ม angiotensin-II receptor antagonists 
  • ยาต้านแคลเซียม 

ยาเพิ่มเติมที่แพทย์สามารถสั่งเพื่อรักษาความดันโลหิตสูง 

  • กลุ่มยาต้านอัลฟา 
  • กลุ่มยาต้านอัลฟ่าเบต้า 
  • กลุ่มยาต้านเบต้า 
  • แอลโดสเตอร์โรน  
  • กลุ่มยาต้านเรนิน 
  • ยาขยายหลอดเลือด 
  • ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง

สภาวะที่ไม่สามารถควบคุมให้ระดับความดันโลหิตลงมาตํ่าได้ 

ความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมให้ลดต่ำได้เกิดขึ้นเมื่อความดันโลหิตยังคงสูงมากแม้จะใช้ยา 3 ชนิดที่แตกต่างกันเพื่อรักษาความดันโลหิตสูง เช่น ยาขับปัสสาวะ 

ผู้ที่ควบคุมความดันโลหิตสูงซึ่งต้องใช้ยา 4 ชนิดในการรักษาหมายความว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงที่ดื้อยา ดังนั้นแพทย์จะตรวจสอบอีกครั้งถึงสาเหตุที่เป็นไปได้ที่ก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงอื่นๆ ทั้งนี้ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงดื้อยาไม่ได้หมายความว่าจะมีภาวะความดันโลหิตสูงเสมอไป แพทย์จะตรวจหาสาเหตุของความดันโลหิตสูงอย่างต่อเนื่อง และหาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

อย่างไรก็ดี จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับประทานยารักษาโรคความดันโลหิตสูงตามคำสั่งของแพทย์ อย่าเปลี่ยนวิธีการรักษาโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์โดยเด็ดขาด 

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการรักษาตัวที่บ้าน 

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการดำเนินชีวิต สามารถช่วยฟื้นฟูและป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงได้ ข้อเสนอแนะมีดังต่อไปนี้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ 
  • ลดการบริโภคเกลือในอาหาร 
  • รักษาน้ำหนักให้แข็งแรง 
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 
  • จำกัดปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 
  • ห้ามสูบบุหรี่ 
  • พยายามจัดการหรือลดความเครียด 
  • ติดตามความดันโลหิตที่บ้าน 
  • รักษาระดับความดันโลหิตในช่วงตั้งครรภ์ 

เตรียมความพร้อมสำหรับการนัดหมายแพทย์ 

การนัดหมายของแพทย์ไม่จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวหรือคำแนะนำพิเศษ แต่ผู้ป่วยไม่ควรบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือสูบบุหรี่ก่อนการตรวจ 

ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ป่วย 

  • จดบันทึกอาการใด ๆ ที่กำลังประสบอยู่ และแจ้งให้แพทย์ทราบถึงอาการอื่น ๆ เช่น อาการเจ็บหน้าอกหรือหายใจถี่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถช่วยให้แพทย์ทราบถึงความรุนแรงของปัญหาความดันโลหิตสูง 
  • ระบุข้อมูลส่วนบุคคลรวมถึงประวัติทางการแพทย์ของสมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตหรือโรคเบาหวาน นอกจากนี้ผู้ป่วยควรจดบันทึกความเครียดหรือการเปลี่ยนแปลงชีวิตล่าสุดที่อาจทำให้เกิดการกระตุ้น 
  • แสดงรายการยา วิตามิน หรืออาหารเสริมทั้งหมดที่ผู้ป่วยกำลังรับประทานอยู่ 
  • มาตามนัดของแพทย์พร้อมกับเพื่อนหรือญาติ 
  • จดบันทึกรูปแบบการรับประทานอาหารหรือการออกกำลังกายและเตรียมปรึกษากับแพทย์ 
  • จดคำถามที่ต้องการถามแพทย์

คำถามที่อาจถามแพทย์ 

  • ต้องได้รับการทดสอบประเภทใดบ้าง 
  • ต้องทานยาอะไรหรือไม่ 
  • มีอาหารประเภทใดบ้างที่ควรต้องหลีกเลี่ยง 
  • ระดับการออกกำลังกายที่เหมาะสม 
  • ต้องนัดพบแพทย์เพื่อตรวจความดันโลหิตบ่อยแค่ไหน 
  • จำเป็นต้องตรวจสอบความดันโลหิตที่บ้านหรือไม่ 
  • ภาวะสุขภาพอื่น ๆ และการจัดการความดันโลหิตสูง 
  • มีข้อจำกัดใด ๆ หรือไม่

แพทย์อาจถามคำถามดังต่อไปนี้ 

  • สมาชิกในครอบครัวที่มีประวัติคอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ 
  • พฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายของคุณในปัจจุบัน 
  • พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ของคุณ 
  • พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของคุณ 
  • การตรวจความดันโลหิตครั้งล่าสุด และผลของการตรวจสอบ