หูดับเกิดจากอะไรกันแน่ อาการหูดับ และการแพร่เชื้อสู่มนุษย์
โรคไข้หูดับ หรือ โรคติดเชื้อ Streptococcus suis (สเตรปโตคอกคัส ซูอิส) เป็นโรคติดต่อจากสุกรสู่คน ผ่านการสัมผัสหรือการบริโภคผลิตภัณฑ์จากหมูที่ปรุงไม่สุก เมื่อเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus suis เข้าสู่กระแสเลือดจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะสำคัญได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยื่อหุ้มสมองและหูชั้นใน หากเชื้อลามไปถึงเส้นประสาทหูจะทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงจนสูญเสียการได้ยินอย่างเฉียบพลัน และอาจพัฒนาเป็นภาวะหูหนวกถาวร

ภาพจำลองเชื้อ Streptococcus Suis
เชื้อ Streptococcus suis คืออะไร
เชื้อ Streptococcus suis เป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ในสุกร มักอาศัยอยู่ในทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ต่อมทอนซิลและโพรงจมูก ระบบทางเดินอาหาร และระบบสืบพันธุ์ของสุกรที่มีสุขภาพดี เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ในร่างกายสุกรโดยไม่ก่อให้เกิดโรค ส่งผลให้สุกรเหล่านี้เป็น “พาหะที่ไม่แสดงอาการ” (asymptomatic carriers) และสามารถแพร่กระจายเชื้อไปยังสุกรตัวอื่นหรือสู่มนุษย์ได้
อย่างไรก็ตามเมื่อสุกรเกิดความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม การเคลื่อนย้ายคอก หรือการติดเชื้อร่วมกับเชื้อไวรัสบางชนิด เชื้อดังกล่าวอาจเปลี่ยนจากเชื้อประจำถิ่นไปเป็นเชื้อก่อโรคฉวยโอกาส นำไปสู่การเกิดโรครุนแรงในสุกร เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ข้ออักเสบ และเสียชีวิตเฉียบพลัน

การติดต่อและการแพร่เชื้อสู่มนุษย์
มนุษย์ได้รับเชื้อ Streptococcus suis ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับหมูหรือผลิตภัณฑ์จากหมูที่ปนเปื้อน
- การบริโภคเนื้อหมูดิบ: เป็นสาเหตุหลักของการระบาดในประเทศไทย โดยเฉพาะการรับประทานเนื้อหมู เลือด หรือเครื่องในที่ปรุงไม่สุกผ่านเมนูพื้นบ้าน เช่น ลาบดิบ หลู้ และก้อย ซึ่งวัฒนธรรมการบริโภคนี้ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายในวงกว้าง
- การสัมผัสทางบาดแผล: เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล รอยถลอก หรือเยื่อบุตาในขณะสัมผัสหมูหรือเนื้อหมูดิบ ซึ่งกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร พนักงานโรงฆ่าสัตว์ และผู้จำหน่ายเนื้อสัตว์
ในปัจจุบันยังไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันการแพร่เชื้อจากคนสู่คน และแม้ว่าการระบาดจะอยู่ในวงจำกัดเฉพาะผู้ได้รับเชื้อโดยตรง แต่ความรุนแรงของโรคนั้นสูงและอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

อาการของโรคไข้หูดับ
โรคไข้หูดับจากการติดเชื้อ Streptococcus suis มักดำเนินโรคอย่างรวดเร็วและรุนแรง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเริ่มต้นด้วยอาการเฉียบพลัน และอาจพัฒนาไปสู่ภาวะแทรกซ้อนในเวลาอันสั้น โดยมักมีอาการดังนี้:
- ไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น
- ปวดศีรษะรุนแรง อ่อนเพลีย
- คลื่นไส้ อาเจียน
- คอแข็ง (nuchal rigidity) สับสน หรือ ระดับความรู้สึกตัวลดลง ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
- การได้ยินลดลงอย่างรวดเร็ว หูอื้อ หรือเวียนศีรษะ
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบ: เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย ส่งผลต่อระบบประสาทอย่างรุนแรง
- ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด: ทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำ และอาจนำไปสู่ภาวะช็อก
- การสูญเสียการได้ยินถาวร: เป็นลักษณะเด่นของโรค อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ระยะแรกของการติดเชื้อ
- ความผิดปกติทางระบบประสาท: เช่น ชัก หมดสติ
- ภาวะทรงตัวผิดปกติ: จากความเสียหายของหูชั้นใน
ทำไมการสูญเสียการได้ยินมักเป็นแบบถาวร
ภาวะหูดับจากการติดเชื้อ Streptococcus suis เกิดจากกระบวนการอักเสบที่ส่งผลทำลายโครงสร้างสำคัญภายในหูชั้นใน โดยเฉพาะคอเคลีย (cochlea) ซึ่งเป็นอวัยวะหลักในการรับเสียงและแปลงเป็นสัญญาณประสาท
1. ระยะอักเสบเฉียบพลัน
เมื่อเชื้อ Streptococcus suis เข้าสู่คอเคลีย ร่างกายจะตอบสนองด้วยการระดมเม็ดเลือดขาวและสารก่อการอักเสบจำนวนมากเข้าสู่บริเวณดังกล่าว แม้เป็นกลไกป้องกันตามธรรมชาติ แต่การอักเสบที่รุนแรงนี้กลับส่งผลให้เซลล์ขน (hair cells) ซึ่งทำหน้าที่รับและแปลงคลื่นเสียงเป็นสัญญาณประสาท เกิดความเสียหายอย่างรวดเร็ว
2. ระยะเกิดพังผืด
หากการอักเสบดำเนินต่อเนื่อง จะทำให้เกิดพังผืดภายในหูชั้นใน ส่งผลต่อการไหลเวียนของเอนโดลิมฟ์และเพอริลิมฟ์ ซึ่งเป็นของเหลวในคอเคลีย มีความสำคัญต่อการส่งผ่านสัญญาณเสียง
3. ระยะสร้างกระดูกหูชั้นใน (Labyrinthitis ossificans)
ในระยะถัดมา ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย โดยมีการสะสมของแคลเซียมและเกิดการสร้างกระดูกภายในคอเคลีย (Cochlea) กระบวนการนี้ส่งผลให้โครงสร้างของหูชั้นในถูกทำลายอย่างถาวร และนำไปสู่การสูญเสียการได้ยินอย่างสมบูรณ์และถาวร

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคไข้หูดับ
ปัจจัยด้านพฤติกรรมการบริโภค
- วัฒนธรรมการบริโภคอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ เช่น ลาบดิบ หลู้ ก้อย แหนมดิบ และซอยจุ๊หมู
ถือเป็นปัจจัยหลักของการระบาดในประเทศไทย - การดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับการรับประทานอาหารดิบ อาจส่งผลให้ภูมิคุ้มกันในระบบทางเดินอาหารลดลง และทำให้อาการเริ่มแรกไม่ชัดเจน ส่งผลให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ล่าช้า
- การบริโภคอาหารปิ้งย่างหรือชาบูที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น การใช้ตะเกียบหรืออุปกรณ์ร่วมกันระหว่างอาหารดิบและอาหารสุก หรือการวางเนื้อดิบปะปนกับผักสด เพิ่มความเสี่ยงของการปนเปื้อน
ปัจจัยด้านอาชีพ
- กลุ่มอาชีพที่สัมผัสหมูหรือผลิตภัณฑ์จากหมูโดยตรง อาจได้รับเชื้อผ่านทางบาดแผล รอยถลอก หรือเยื่อบุตา
- เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร
- พนักงานโรงฆ่า
- ผู้จำหน่ายเนื้อสัตว์
- สัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการที่ต้องตรวจวินิจฉัยหรือสัมผัสซากสุกร
ปัจจัยด้านสุขภาพ
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน
- ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ หรือโรคความดันโลหิตสูง
- ผู้ที่มีประวัติการตัดม้าม เนื่องจากม้ามเป็นอวัยวะสำคัญในการกำจัดเชื้อแบคทีเรียประเภทนี้ออกจากกระแสเลือด
- ผู้ที่ดื่มสุราเรื้อรัง หรือมีภาวะตับแข็ง ส่งผลให้ระบบป้องกันการติดเชื้อในร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่
วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคไข้หูดับ
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย เนื่องจากอาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด แพทย์จึงต้องซักประวัติความเสี่ยงอย่างละเอียด เช่น การรับประทานหมูดิบหรือการสัมผัสสุกรภายใน 14 วันที่ผ่านมา
- การเพาะเชื้อจากเลือดและน้ำไขสันหลัง เพื่อยืนยันเชื้อแบคทีเรีย
- การตรวจสารพันธุกรรม (PCR) วิธีนี้มีความแม่นยำสูง สามารถตรวจพบเชื้อได้แม้ผู้ป่วยจะได้รับยาปฏิชีวนะมาแล้ว
- การตรวจทางภาพถ่ายรังสี (MRI) การทำ MRI สมองและหูชั้นในช่วยในการประเมินความรุนแรงของเยื่อหุ้มสมองอักเสบและตรวจหาความผิดปกติในคอเคลีย
- การตรวจการได้ยิน (Audiometry) เพื่อวัดระดับการสูญเสียการได้ยิน
วิธีการรักษาโรคไข้หูดับ
การรักษาโรคไข้หูดับจากการติดเชื้อ Streptococcus suis จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที โดยแนวทางหลักคือการให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำภายใต้การดูแลของแพทย์
- ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic therapy):
- Ceftriaxone: เป็นยามาตรฐานที่ใช้ในการรักษาภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยให้ขนาด 2 กรัม ทุก 12 ชั่วโมง ทางหลอดเลือดดำ ต่อเนื่องประมาณ 14–21 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและดุลยพินิจของแพทย์
- Penicillin G: อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะกรณีที่เชื้อมีความไวต่อยา ทั้งนี้การเลือกใช้ยาจะขึ้นอยู่กับผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและและดุลยพินิจของแพทย์
- ยาสเตียรอยด์ (Adjuvant Corticosteroids)
- Dexamethasone: การให้ยา Dexamethasone ร่วมกับยาปฏิชีวนะสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการสูญเสียการได้ยิน โดยแพทย์อาจให้ยา Dexamethasone ขนาด 10 มิลลิกรัมทางหลอดเลือดดำ ก่อนหรือพร้อมกับการให้ยาปฏิชีวนะเข็มแรก จากนั้นให้ต่อเนื่องทุก 6 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 4 วัน

การฟื้นฟูและการรักษาทางเลือก
ในผู้ป่วยที่มีภาวะสูญเสียการได้ยินถาวร การผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม (cochlear implant) ถือเป็นทางเลือกสำคัญในการฟื้นฟูการได้ยินและคุณภาพชีวิต
นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาการรักษาด้วยออกซิเจนความดันสูง (hyperbaric oxygen therapy) อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ในด้านการฟื้นฟูการได้ยินยังไม่แน่ชัด จึงจำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายกรณีภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์
โรคไข้หูดับ แนวทางการป้องกันและสุขอนามัยที่ถูกต้อง
การเตรียมและปรุงอาหาร
- ควรปรุงเนื้อสัตว์ให้สุกทั่วถึง ด้วยความร้อนอย่างน้อย 70°C เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 นาที
- แยกอุปกรณ์สำหรับอาหารดิบและอาหารสุก เช่น เขียงและมีด อย่างชัดเจน เพื่อลดการปนเปื้อน
- เลือกซื้อเนื้อหมูจากแหล่งที่ได้มาตรฐานและผ่านการรับรองจากกรมปศุสัตว์ โดยสังเกตว่าเนื้อมีสีชมพูอ่อนและกลิ่นสะอาด ไม่มีลักษณะผิดปกติ
การป้องกันสำหรับผู้สัมผัสสุกร
- สวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น รองเท้าบูท ถุงมือยาง และเสื้อผ้าที่มิดชิดเมื่อต้องสัมผัสสัตว์หรือชำแหละเนื้อ เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อผ่านผิวหนัง
- หากมีบาดแผลที่มือ ควรปิดแผลด้วยพลาสเตอร์กันน้ำให้สนิทก่อนเริ่มงาน และล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังสัมผัสสัตว์หรือเนื้อดิบ
- เจ้าของฟาร์มสุกรควรปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคของสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันและจำกัดการแพร่กระจายของเชื้อภายในฝูงสุกร

สถานการณ์โรคไข้หูดับในประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 28 เมษายน 2569)
กรมควบคุมโรคเปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 24 เมษายน 2569 พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับสะสมจำนวน 241 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 0.371 ต่อประชากรแสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 (เดือนเมษายน–มิถุนายน) ซึ่งสอดคล้องกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น และพฤติกรรมการบริโภคอาหารดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ ที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว
เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอายุ พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป รองลงมาคือช่วงอายุ 50–59 ปี และ 40–49 ปี ตามลำดับ สำหรับพื้นที่ที่มีรายงานผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ภาคกลางตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
การระบาดส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อมโยงกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะงานบุญ พิธีกรรมทางศาสนา หรือการสังสรรค์ในชุมชน ที่มีการบริโภคอาหารดิบหรือปรุงไม่สุกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อ
ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการเตรียมอาหารในสังคมไทย
การบีบน้ำมะนาวลงบนเนื้อสัตว์ทำให้เนื้อสัตว์สุก
แม้กรดซิตริกในน้ำมะนาวจะมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถกำจัดเชื้อ Streptococcus suis ที่แทรกอยู่ในเนื้อหรือเลือดได้อย่างสมบูรณ์ การที่เนื้อเปลี่ยนสีเป็นเพียงปฏิกิริยาทางเคมีของกรดต่อโปรตีน ไม่ใช่การฆ่าเชื้อด้วยความร้อน
การดื่มเหล้าขาวหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ร่วมกับอาหารดิบสามารถช่วยฆ่าเชื้อในกระเพาะอาหารได้
ปริมาณและความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่บริโภคนั้นไม่เพียงพอในการฆ่าเชื้อ นอกจากนี้การดื่มสุราอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันลดลง และทำให้ผู้บริโภคขาดความระมัดระวังในการเลือกรับประทานอาหาร
การแช่แข็งเนื้อหมูสามารถฆ่าเชื้อได้
เชื้อ Streptococcus suis สามารถทนต่ออุณหภูมิต่ำได้ การแช่แข็งช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเชื้อ แต่ไม่สามารถกำจัดเชื้อได้อย่างสมบูรณ์ วิธีที่มีประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อคือการปรุงด้วยความร้อนให้สุกทั่วถึงเท่านั้น
เนื้อหมูที่ดูสดและสะอาดอาจจะยังมีเชื้อ
สุกรที่ดูแข็งแรงและเนื้อหมูที่มีลักษณะสดใหม่ อาจยังเป็นพาหะของเชื้อ Streptococcus suis ได้ การประเมินด้วยสายตาเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้ จำเป็นต้องปรุงสุกอย่างทั่วถึงก่อนบริโภคทุกครั้ง
คำแนะนำจากแพทย์โรงพยาบาลเมดพาร์ค
โรคไข้หูดับ จากการติดเชื้อ Streptococcus suis เป็นโรคติดเชื้อที่สามารถเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง หากไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และการสูญเสียการได้ยินถาวร ทั้งนี้โรคไข้หูดับสามารถป้องกันได้ด้วยการไม่รับประทานผลิตภัณฑ์จากหมูที่ปรุงไม่สุก และการรักษาสุขอนามัยที่เหมาะสม เช่น การล้างมือให้สะอาด การแยกอุปกรณ์สำหรับอาหารดิบและอาหารสุก และการปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง