ท้องผูก เป็นหนึ่งในอาการไม่สบายท้องที่หลายคนเคยเผชิญ บางคนท้องผูกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง บางคนมีอาการท้องผูกซ้ำ ๆ จนกลายเป็นความเคยชิน แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่มองว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วพฤติกรรมการขับถ่ายที่ไม่เป็นธรรมชาตินี้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้มากกว่าที่คิด
ในบทความนี้ รศ. นพ.สถาพร มานัสสถิตย์ ชวนผู้อ่านทำความเข้าใจอาการท้องผูกให้ลึกซึ้งขึ้น ตั้งแต่สาเหตุธรรมดาที่เกิดจากพฤติกรรม ไปจนถึงสาเหตุที่สำคัญที่เป็นโรคและต้องการการรักษาอย่างจริงจัง พร้อมคำแนะนำในการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยให้เรารู้เท่าทันและรับมือกับโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ท้องผูก คืออะไร แค่ถ่ายยาก…หรือมากกว่านั้น
ท้องผูกเป็นปัญหาระบบทางเดินอาหารที่พบได้ในทุกช่วงวัย และพบมากขึ้นในผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป เช่น ความเร่งรีบ ขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย ภาวะเครียด ความวิตกกังวล ซึมเศร้า รวมถึงการกลั้นอุจจาระทุกวันจนกลายเป็นความเคยชิน
รศ. นพ.สถาพร กล่าวว่า “ปกติร่างกายของคนเราจะมี ‘ลมเบ่ง’ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในช่วงเช้า หรือประมาณ 15 – 30 นาทีหลังรับประทานอาหาร แต่ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ เช่น ต้องรีบไปโรงเรียนหรือไปทำงาน ทำให้หลายคนไม่มีเวลาขับถ่าย บางครั้งเมื่อออกจากบ้านแล้วรถติดก็จำเป็นต้องกลั้นอุจจาระไว้ก่อน หรือรอให้ปวดมากจริง ๆ จึงค่อยไปเข้าห้องน้ำ เมื่อกลั้นอุจจาระบ่อย ๆ จนกลายเป็นนิสัย ส่งผลให้ลำไส้ทำงานผิดปกติ และมีอาการท้องผูกบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ บางรายอาจไม่ขับถ่ายหลายวันหรือนานเป็นสัปดาห์ ทำให้อุจจาระแข็งและต้องออกแรงเบ่งมากจนรู้สึกเจ็บ ในระยะยาวอาจนำไปสู่โรคริดสีดวงทวาร หรือมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น ถ่ายเป็นเลือดสด ๆ ได้”
สำหรับคำว่า “ท้องผูก” ในความเข้าใจโดยทั่วไป คือการไม่ได้ขับถ่ายทุกวัน ขับถ่ายได้น้อยกว่าปริมาณอาหารที่รับประทานเข้าไป ใช้เวลาเบ่งถ่ายนาน อุจจาระแข็ง มีลักษณะลำเล็กลง หรือรู้สึกถ่ายไม่สุด ซึ่งความหมายของคำว่าท้องผูกเหล่านี้มีทั้งตรงและไม่ตรงกับความหมายทางการแพทย์
ดังนั้น หากมีข้อสงสัยว่าตนเองกำลังมีอาการท้องผูกหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นริดสีดวงทวารร่วมด้วยมักสะท้อนว่าผู้ป่วยเคยมีภาวะท้องผูกเป็น ๆ หาย ๆ มานาน แม้หลายคนจะพบแพทย์เพื่อรักษาริดสีดวงทวาร แต่กลับไม่ได้ดูแลหรือแก้ไขปัญหาท้องผูกอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

สาเหตุ ท้องผูก ที่เกิดจากพฤติกรรม
รศ. นพ.สถาพร อธิบายว่า อาการท้องผูกไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น
- การบริโภคอาหาร ปัจจุบันเรามักเลือกรับประทานอาหารกากใยต่ำ ดื่มน้ำน้อย หรือรับประทานอาหารแปรรูป ซึ่งการบริโภคอาหารกลุ่มนี้ไม่ดีต่อลำไส้
- ไลฟ์สไตล์ของวัยทำงาน โดยเฉพาะชาวออฟฟิศที่นั่งทำงานท่าเดิม ๆ ตลอดทั้งวัน ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย หรือไม่อยากลุกไปเข้าห้องน้ำ การกลั้นอุจจาระบ่อย ๆ จะทำให้ลำไส้ทำงานช้าลง และประสิทธิภาพการทำงานลดลง
สาเหตุ ท้องผูก จากโรคและภาวะทางการแพทย์
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ท้องผูก คือโรคที่เป็นอยู่ หรือโรคที่ซ่อนอยู่ในร่างกายโดยไม่เคยทราบมาก่อน บางครั้งอาการท้องผูกยังอาจเป็นสัญญาณแรกเริ่มของโรค หรืออาจเกิดขึ้นภายหลังเมื่อโรคลุกลามแล้ว
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการท้องผูก ได้แก่
- โรคทางระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน โรคสมองเสื่อม โรคซึมเศร้า โรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก (Stroke) และโรคเกี่ยวกับไขสันหลัง ซึ่งอาจส่งผลต่อการควบคุมการขับถ่าย
- ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เช่น ภาวะไทรอยด์ทำงานน้อย (Hypothyroidism) โรคเบาหวาน ภาวะพาราไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperparathyroidism) และภาวะต่อมหมวกไตทำงานน้อย (Adrenal insufficiency) ซึ่งอาจทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าลง
- โรคที่ทำให้ลำไส้ตีบแคบหรือทำงานผิดปกติ เช่น เนื้องอกลำไส้ ผังผืดในช่องท้อง โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ไส้เลื่อน ภาวะลำไส้บีบตัวผิดปกติ หรือความผิดปกติของหูรูดทวารหนัก โรคเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการท้องผูกเป็นอาการนำ หรือเป็นอาการตามมาได้
- การตั้งครรภ์ ในระหว่างตั้งครรภ์มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นจะเข้าไปเบียดลำไส้ ทำให้ประสิทธิภาพในการบีบตัวลดลง ส่งผลให้คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนมากท้องผูก และเป็นมากขึ้นเมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น
- ผลข้างเคียงจากยา ยาหลายชนิดที่ใช้เป็นประจำอาจทำให้ท้องผูกได้ เช่น ยาแก้ปวดบางกลุ่ม โดยเฉพาะที่มีสารกลุ่มฝิ่น (Opioids) ธาตุเหล็ก แคลเซียม ยารักษาโรคหัวใจ ยาลดความดันโลหิต ยารักษาโรคจิตเวช และยากันชัก

อาการท้องผูกแบบไหน ควรมาพบแพทย์
รศ. นพ.สถาพร ให้คำแนะนำเพิ่มเติม “เมื่อเราทราบแล้วว่าท้องผูกไม่ใช่แค่เรื่องของพฤติกรรม แต่อาจมีความเชื่อมโยงกับโรคหรือความผิดปกติของลำไส้ หรือเป็นสัญญาณเตือนของโรคบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย การตรวจหาสาเหตุกับแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหาร จะช่วยให้ทราบสาเหตุที่แท้จริง และวางแผนรักษาได้อย่างเหมาะสม”
สัญญาณเตือนเกี่ยวกับท้องผูก ที่ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด ได้แก่
- เคยถ่ายปกติแล้วเปลี่ยนเป็นท้องผูก นานเกิน 3 เดือน
- เคยท้องผูกมานาน แล้วเปลี่ยนเป็นถ่ายปกติ หรือท้องเสีย นานเกิน 3 เดือน
- ท้องผูกสลับท้องเสียเป็นประจำ
- มีเลือดปนอุจจาระ
- น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีอาการปวดท้องร่วมกับอาการอื่น ๆ
ท้องผูก เกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือไม่
รศ. นพ.สถาพร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “จะเห็นได้ว่าโรคหลายโรคเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก ไม่ว่าจะเป็น ลำไส้อุดตัน ลำไส้แปรปรวน หรือภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกได้เช่นกัน”
ปัจจุบัน การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการค้นหาความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าบุคคลทั่วไป ได้แก่
- ผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีประวัติญาติสายตรง หรือญาติสายรอง ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
- ผู้ที่มีการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงจากเดิมชัดเจน เช่น จากขับถ่ายปกติกลายเป็นท้องผูกเรื้อรัง
“แม้ในบุคคลทั่วไปที่ไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ เลย แต่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป หรือมีปู่ ย่า ตา ยาย ญาติพี่น้อง หรือญาติห่าง ๆ เช่น ป้า น้า อา มีประวัติเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็จำเป็นต้องตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้องเช่นกัน” คุณหมอสถาพร เน้นย้ำ
นอกจากนี้ หลายคนที่เคยส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ไปแล้ว แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจซ้ำตามระดับความเสี่ยงทุก 5 ปี หรือในบางกรณีอาจเร็วกว่านั้นเพื่อค้นหาความเสี่ยงที่นำไปสู่โรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ไม่ใช่แค่คัดกรองมะเร็ง
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นวิธีตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ ที่ช่วยให้แพทย์เห็นผนังและภาพรวมของลำไส้ได้โดยตรงผ่านกล้องประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจหาความผิดปกติของการขับถ่ายอื่น ๆ เช่น
- ตรวจพบติ่งเนื้อที่มีความผิดปกติก่อนกลายเป็นมะเร็ง
- สามารถตัดติ่งเนื้อออกได้ในระหว่างส่องกล้อง โดยไม่ต้องนัดผ่าตัดกับแพทย์ใหม่อีกครั้ง
- ลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคภายในลำไส้ใหญ่ เช่น ตรวจหาความผิดปกติบริเวณลำไส้และทวารหนัก ตรวจหาสาเหตุและรักษาภาวะเลือดออกในลำไส้ เป็นต้น
รศ. นพ.สถาพร เน้นย้ำว่า “การตรวจคัดกรองมะเร็งไม่ใช่แค่การคลายความสงสัยว่ามีความเสี่ยงเป็นมะเร็งมากน้อยแค่ไหน แต่ยังเป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อให้มั่นใจว่าลำไส้ของเรายังคงแข็งแรงดีอยู่เสมอ”
ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง ทางเลือกในการดูแลสุขภาพสำหรับทุกคน
โรงพยาบาลเมดพาร์ค คำนึงถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพลำไส้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลแบบองค์รวม ซึ่งโปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ความสะดวก และความสบายใจของผู้รับบริการ
“การตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องที่โรงพยาบาลเมดพาร์ค ดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ มีประสบการณ์ในการส่องกล้องลำไส้ พร้อมด้วยเทคโนโลยีการส่องกล้องที่มีประสิทธิภาพ ภาพจากกล้องมีความคมชัดสูงช่วยให้แพทย์ค้นหาความผิดปกติในลำไส้ได้ละเอียด ดำเนินการตรวจและรักษาภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์ที่รัดกุม มีพยาบาลวิชาชีพคอยให้คำแนะนำในการเตรียมลำไส้ก่อนส่องกล้องอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน”
การดูแลสุขภาพ เริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรม และสังเกตตัวเองเสมอ
รศ. นพ.สถาพร ฝากถึงผู้อ่านด้วยความห่วงใย “การดูแลสุขภาพลำไส้เริ่มต้นได้จากการปรับพฤติกรรมง่าย ๆ เช่น ไม่กลั้นอุจจาระ ขับถ่ายเป็นเวลา เคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์เพียงพอ และไม่มองข้ามสัญญาณผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ ของร่างกาย”
สุขภาพลำไส้ที่ดี คือหนึ่งในรากฐานของคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งการตรวจลำไส้ด้วยการส่องกล้อง ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่เป็นการวางแผนดูแลสุขภาพระยะยาวที่ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ได้ดียิ่งขึ้น