แพ้ท้องรุนแรง แพ้ท้องหนักมาก เป็นเพราะอะไร ควรพบแพทย์เมื่อไหร่

ภาวะแพ้ท้องรุนแรง (Hyperemesis Gravidarum)

แพ้ท้องรุนแรง แพ้ท้องหนักมาก คือภาวะที่ผู้หญิงท้องมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนอย่างรุนแรง ต่างจากการแพ้ท้องตามปกติทั่วไป ภาวะแพ้ท้องรุนแรงนั้นมักส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

แชร์
เลือกหัวข้อที่อ่าน:


    ภาวะแพ้ท้องรุนแรง คืออะไร

    ภาวะแพ้ท้องรุนแรง หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Hyperemesis Gravidarum คือภาวะที่ผู้หญิงท้องมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนอย่างรุนแรง ต่างจากการแพ้ท้องตามปกติทั่วไป (Morning Sickness) โดยอาการของภาวะแพ้ท้องรุนแรงนั้นมักส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

    ความแตกต่างระหว่างการแพ้ท้องทั่วไปกับภาวะแพ้ท้องรุนแรง

    การแพ้ท้องทั่วไป Vs ภาวะแพ้ท้องรุนแรง

    อาการของภาวะแพ้ท้องรุนแรงมีอะไรบ้าง

    1.อาการทางระบบทางเดินอาหาร

    • คลื่นไส้อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ตลอดทั้งวันและคืน
    • อาเจียนรุนแรง มักจะอาเจียนมากกว่า 3-4 ครั้งต่อวัน จนไม่สามารถดื่มน้ำหรือทานอาหารได้เลย

    2. อาการจากการขาดสารน้ำและสารอาหาร

    • น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว มักลดลงมากกว่า 5% ของน้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์
    • ภาวะขาดน้ำ โดยจะมีปัสสาวะสีเข้ม ปัสสาวะน้อยลง ปากแห้ง

    3. อาการทางกายภาพอื่น ๆ

    • วิงเวียนศีรษะและอ่อนเพลีย รู้สึกไม่มีแรง หน้ามืดบ่อย หรือเป็นลม
    • ปวดศีรษะและสับสน เนื่องจากขาดสารน้ำและระดับเกลือแร่ในร่างกายต่ำลง

    ทั้งนี้บางรายอาจมีอาการหัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) เนื่องจากตับถูกทำลาย หรือมีกลุ่มอาการ Wernicke-Korsakoff syndrome) ซึ่งเป็นภาวะทางสมองที่รุนแรงและอันตราย เกิดจากการขาดวิตามิน B1 เนื่องจากอาเจียนต่อเนื่องนานเกินไป

    เมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์ทันที

    หากปัสสาวะไม่ออกเกิน 8 ชั่วโมง อาเจียนแพ้ท้องรุนแรงจนมีเลือดปน หรือไม่สามารถจิบน้ำได้เลยเกิน 24 ชั่วโมง ควรรีบไปพบแพทย์ แพทย์อาจพิจารณาให้สารน้ำและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำเพื่อความปลอดภัยของแม่และทารกในครรภ์

    ภาวะแพ้ท้องรุนแรงเกิดจากอะไร

    ภาวะแพ้ท้องรุนแรงเกิดจากอะไร

    ภาวะแพ้ท้องรุนแรงนั้นอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยดังต่อไปนี้

    1. ฮอร์โมน HCG

    เมื่อตั้งครรภ์ ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนฮอร์โมน HCG (Human Chorionic Gonadotropin) หรือฮอร์โมนตั้งครรภ์ โดยฮอร์โมน HCG จะเพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับสูงสุดในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 10 สัปดาห์ ซึ่งมักเป็นช่วงที่คุณแม่มีอาการแพ้ท้องรุนแรงที่สุด  ยิ่งระดับ HCG สูง (เช่น ในกรณีครรภ์แฝด) โอกาสที่จะเกิดอาการแพ้ท้องรุนแรงก็จะยิ่งสูงขึ้น

    2. ฮอร์โมนเอสโตรเจน 

    ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วระหว่างตั้งครรภ์ส่งผลต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวช้าลง และระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้ได้ง่ายขึ้น

    3. ปัจจัยทางพันธุกรรม

    ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรง เช่น แม่ พี่สาวหรือน้องสาว มีภาวะแพ้ท้องรุนแรงจะมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะแพ้ท้องรุนแรงเช่นกัน เนื่องจากยีนบางชนิด เช่น GDF15 และ IGFBP7 ซึ่งมีบทบาทต่อการพัฒนาของรกและการควบคุมสัญญาณความหิว–อิ่มในสมอง อาจมีการทำงานที่ผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียนที่รุนแรงมากขึ้น

    ปัจจัยใดที่เพิ่มความเสี่ยงของภาวะแพ้ท้องรุนแรง

    • การตั้งครรภ์ครั้งแรก
    • การตั้งครรภ์แฝด
    • เคยมีประวัติแพ้ท้องรุนแรงมาก่อน
    • มีประวัติเมารถเมาเรือ หรือเป็นไมเกรน
    • มีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเคยมีอาการแพ้ท้องรุนแรง
    • โรคของเนื้อรก หรือความผิดปกติของการเจริญเติบโตของเซลล์รก (Gestational trophoblastic disease: GTD)

    ปัจจัยใดที่เพิ่มความเสี่ยงของภาวะแพ้ท้องรุนแรง

    ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

    • ภาวะขาดน้ำ
    • การขาดสารอาหาร เนื่องจากร่างกายไม่สามารถได้รับวิตามินและสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ
    • ภาวะเลือดออกบริเวณลำคอหรือจากหลอดอาหาร จากการอาเจียนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
    • การคลอดก่อนกำหนด หรือทารกมีน้ำหนักแรกเกิดน้อย

    การตรวจวินิจฉัยภาวะแพ้ท้องรุนแรง

    แบบประเมิน PUQE (Pregnancy-Unique Quantification of Emesis and Nausea) เป็นแบบประเมินมาตรฐานที่ใช้วัดความรุนแรงของอาการคลื่นไส้และอาเจียนในหญิงตั้งครรภ์ โดยจะพิจารณาระยะเวลาที่มีอาการคลื่นไส้ จำนวนครั้งของการอาเจียน และจำนวนครั้งของการพะอืดพะอม (retching)

    • การตรวจร่างกาย เพื่อประเมินความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อน 
      • การตรวจสัญญาณชีพ เช่น การวัดความดันโลหิตทั้งในท่านอนและท่ายืน 
      • การประเมินภาวะสมดุลของสารน้ำ 
      • การประเมินภาวะโภชนาการและน้ำหนักตัว 
      • การตรวจต่อมไทรอยด์ ช่องท้อง ระบบหัวใจ และระบบประสาท 
    • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ช่วยประเมินภาวะขาดน้ำ ความผิดปกติของเกลือแร่ และคัดกรองโรคที่เกี่ยวข้อง 
      • การตรวจปัสสาวะ
      • การตรวจระดับเกลือแร่และคีโตนในเลือด 
      • การตรวจการทำงานของตับ (เอนไซม์ตับและบิลิรูบิน) 
      • การตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ (TSH และ Free T4) 
      • การตรวจระดับแคลเซียมและความเข้มข้นเลือด
      • การตรวจไวรัสตับอักเสบ 
    • การตรวจทางรังสีวินิจฉัย
      • อัลตราซาวนด์เพื่อหาความผิดปกติของรก 
      • อัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน เพื่อตรวจประเมินตับอ่อนและระบบทางเดินน้ำดี 
      • CT scan หรือ MRI ช่องท้อง ในกรณีสงสัยไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการคลื่นไส้อาเจียนในหญิงตั้งครรภ์

    Pregnancy Talking With Doctor   1

    แนวทางการรักษาภาวะแพ้ท้องรุนแรง

    กรณีที่อาการไม่รุนแรง

    • หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นอาการคลื่นไส้ เช่น การนั่งรถ การดูหน้าจอเป็นเวลานาน เป็นต้น
    • ควรรับประทานอาหารมื้อเล็ก ๆ แต่บ่อยครั้ง (ทุก 2 ชั่วโมง) เลือกอาหารรสจืด ย่อยง่าย และมีไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารมันหรือรสจัด ซึ่งอาจกระตุ้นอาการให้รุนแรงขึ้น การรับประทานขิงหรือดื่มชาขิง อาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ได้ในบางราย 
    • แพทย์อาจให้รับประทานวิตามิน B6 (Pyridoxine) เพื่อช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน และ Doxylamine เป็นยาในกลุ่ม antihistamine ใช้ร่วมกับ วิตามิน B6 เพื่อรักษาอาการ

    กรณีอาการปานกลางถึงรุนแรง

    หากอาการรุนแรงจนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้เพียงพอ และเกิดภาวะขาดน้ำ อาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

    • การให้สารน้ำและเกลือแร่ทดแทนทางหลอดเลือดดำ เพื่อช่วยรักษาภาวะขาดสารน้ำ
    • การให้อาหารทางสายยาง ในกรณีที่ไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากได้ แพทย์อาจพิจารณาให้อาหารผ่านสายยางในกระเพาะอาหารใส่ผ่านทางจมูก
    • การให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำทั้งหมด สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงมาก โดยให้สารอาหารผ่านทางหลอดเลือดดำโดยไม่ผ่านระบบทางเดินอาหาร เพื่อให้ระบบทางเดินอาหารได้พักฟื้นอย่างเต็มที่
    • แพทย์อาจให้วิตามิน B6 (Pyridoxine) และ Doxylamine รวมถึงยา Promethazine, Metoclopramide หรือ Ondansetron ร่วมด้วย

    คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

    ภาวะแพ้ท้องรุนแรงทำให้การตั้งครรภ์มีความเสี่ยงหรือไม่
    ภาวะแพ้ท้องรุนแรงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อมารดาและทารกในครรภ์ เพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด อย่างไรก็ตามหากได้รับการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด สามารถลดความเสี่ยงและโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

    ภาวะแพ้ท้องรุนแรงสามารถหายได้เองหรือไม่
    หญิงตั้งครรภ์บางรายอาการอาจบรรเทาลงหลังไตรมาสแรก ในขณะที่บางรายอาจมีอาการต่อเนื่องตลอดการตั้งครรภ์ แต่อาการมักลดความรุนแรงลงและหายได้เองหลังคลอด

    ภาวะแพ้ท้องรุนแรงส่งผลต่อทารกในครรภ์หรือไม่
    หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม จะไม่ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ แต่ผู้ที่มีภาวะขาดสารน้ำรุนแรงหรือน้ำหนักตัวลดอย่างมาก อาจส่งผลทารกมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ

    ภาวะแพ้ท้องรุนแรงส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวหรือไม่
    แม้ว่าอาจจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะนี้ซ้ำในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป แต่ส่วนใหญ่แล้วภาวะแพ้ท้องรุนแรงไม่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ผู้ที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมสามารถให้กำเนิดทารกที่มีสุขภาพแข็งแรง

    คำแนะนำจากแพทย์โรงพยาบาลเมดพาร์ค

    ภาวะแพ้ท้องรุนแรง หรือ hyperemesis gravidarum คือ ภาวะที่หญิงตั้งครรภ์มีอาการคลื่นไส้และอาเจียนอย่างรุนแรง เกิดขึ้นหลายครั้งต่อวัน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดหรือทารกน้ำหนักตัวน้อยได้

    อย่างไรก็ตามหากได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม อาการมักบรรเทาลง และช่วยให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างปลอดภัย ดังนั้นหากมีอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรง หรืออาเจียนหลายครั้งต่อวันในระหว่างตั้งครรภ์ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและการดูแลที่เหมาะสม 

    บทความโดย

    เผยแพร่เมื่อ: 06 ก.ค. 2026

    แชร์

    แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

    • Link to doctor
      รศ.นพ. ธีระพงศ์ เจริญวิทย์

      รศ.นพ. ธีระพงศ์ เจริญวิทย์

      • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
      • เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์
      สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา, เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์
    • Link to doctor
      ศ.พญ. ศิริวรรณ ตั้งจิตกมล

      ศ.พญ. ศิริวรรณ ตั้งจิตกมล

      • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
      • มะเร็งวิทยานรีเวช
      • นรีเวชวิทยา
      มะเร็งวิทยานรีเวช, สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
    • Link to doctor
      นพ. ศุภชัย   เรืองแก้วมณี

      นพ. ศุภชัย เรืองแก้วมณี

      • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
      • มะเร็งวิทยานรีเวช
      สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา, มะเร็งวิทยานรีเวช
    • Link to doctor
      นพ. องอาจ บวรสกุลวงศ์

      นพ. องอาจ บวรสกุลวงศ์

      • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
      • เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์
      สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
    • Link to doctor
      รศ.นพ. ธีระภัทร เจริญวิทย์

      รศ.นพ. ธีระภัทร เจริญวิทย์

      • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
      • เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์
      สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา, เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์
    • Link to doctor
      พญ. สาวินี รัชชานนท์

      พญ. สาวินี รัชชานนท์

      • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
      • เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์
      สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
    • Link to doctor
      พญ. เคลียวพันธ์ สูรพันธุ์

      พญ. เคลียวพันธ์ สูรพันธุ์

      • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
      สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
    • Link to doctor
      นพ.   วรชัย ชื่นชมพูนุท

      นพ. วรชัย ชื่นชมพูนุท

      • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
      สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
    • Link to doctor
      พญ. มัฏฐวัณณ์ จามิกร

      พญ. มัฏฐวัณณ์ จามิกร

      • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
      • เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์
      สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา, เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์
    • Link to doctor
      นพ. นพดล ไชยสิทธิ์

      นพ. นพดล ไชยสิทธิ์

      • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
      • เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์
      สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา, เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์