PGT-M ภาพนี้แสดงโครงสร้างตัวอ่อนระยะ blastocyst ได้ครบทั้ง 3 ส่วนหลัก: วงแหวนเซลล์รอบนอก = Trophectoderm (TE), Blastocoel — โพรงของเหลวภายในตัวอ่อน, Inner Cell Mass (ICM)

PGT-M คืออะไร ขั้นตอน ความสำเร็จ และการทำ IVF & PGT-M

PGT-M คือการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนในการทําเด็กหลอดแก้ว (IVF) ช่วยลดความเสี่ยงของโรคทางพันธุกรรมชนิดยีนเดี่ยว เรียนรู้ขั้นตอน โอกาสสำเร็จ ระยะเวลา และค่าใช้จ่ายในไทย

แชร์
เลือกหัวข้อที่อ่าน:


    PGT-M คืออะไร

    PGT-M (Preimplantation Genetic Testing for Monogenic Disorders) คือการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมของตัวอ่อนที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) เพื่อคัดกรองตัวอ่อนที่สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากยีนโรคทางพันธุกรรมชนิดยีนเดี่ยว ซึ่งอาจถ่ายทอดมาจากพ่อหรือแม่ที่เป็นพาหะหรือเป็นโรค ก่อนจะเลือกตัวอ่อนที่เหมาะสมที่สุดย้ายกลับเข้าสู่มดลูก

    การตรวจนี้เหมาะกับผู้ที่เป็นพาหะหรือมีโรคทางพันธุกรรมยีนเดี่ยวที่อาจถ่ายทอดสู่ลูกได้ เช่น โรคธาลัสซีเมีย โรคซิสติกไฟโบรซิส หรือ โรคกล้ามเนื้อเสื่อม เป็นต้น

    ประโยชน์ของการทำ PGT-M: ภาพนี้แสดงองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วนที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ คือตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst),  เกลียว DNA และจุดกลายพันธุ์, การเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรม

    ประโยชน์ของการทำ PGT-M 

    ลดความเสี่ยงในการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรม

    PGT-M ช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่ไม่มียีนก่อโรค ในระยะ Blastocyst ทำให้คู่สมรสที่เป็นพาหะหรือมีประวัติโรคทางพันธุกรรมยีนเดี่ยวสามารถมีบุตรที่แข็งแรง ปลอดจากโรคดังกล่าวได้

    ลดความจำเป็นในการยุติการตั้งครรภ์

    ในอดีตความผิดปกติทางพันธุกรรมมักถูกตรวจพบภายหลังการตั้งครรภ์แล้ว แต่การตรวจ PGT-M ช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยงได้ตั้งแต่ก่อนการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูก ส่งผลให้คุณแม่สามารถตั้งครรภ์ได้อย่างมั่นใจและสบายใจ ไม่ต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากในภายหลัง

    เพิ่มความมั่นใจในการวางแผนครอบครัว

    การตรวจ PGT-M ร่วมกับ PGT-A ซึ่งเป็นการตรวจประเมินจำนวนและโครงสร้างของโครโมโซม ช่วยให้แพทย์ประเมินความผิดปกติของยีนเฉพาะโรคและความสมบูรณ์ของโครโมโซม เพิ่มโอกาสในการคัดเลือกตัวอ่อนที่แข็งแรงเหมาะสมที่สุด ลดความกังวลของพ่อแม่ ทำให้สามารถวางแผนการตั้งครรภ์ได้อย่างมั่นใจ ภายใต้การดูแลจากแพทย์ผู้ชำนาญการ

    สามารถทำควบคู่กับ HLA Matching เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาพี่น้อง (Savior Sibling)

    ในบางกรณี PGT-M สามารถนำมาใช้ร่วมกับการตรวจความเข้ากันได้ทางเนื้อเยื่อ (HLA Matching) เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่ปลอดโรคและเข้ากันได้กับพี่น้องที่ป่วย เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีบุตรป่วยด้วยโรครุนแรง เช่น โรคธาลัสซีเมีย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ เมื่อทารกที่ผ่านการคัดเลือกคลอดออกมา แพทย์สามารถนำสเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือไปใช้ในการรักษาพี่น้องที่ป่วยได้

    ขั้นตอนของ PGT-M ระหว่างการทำ IVF/ICSI

    • ขั้นตอนที่ 1: การเตรียมชุดตรวจยีนจำเพาะบุคคล ใช้เวลาประมาณ 1 - 2 เดือน
      ก่อนจะเริ่มกระตุ้นไข่ แพทย์จะทำการเจาะเลือดคู่สมรส (และญาติสายตรงที่มีประวัติโรค) เพื่อส่งให้ห้องแล็บพันธุศาสตร์นำไปถอดรหัสดีเอ็นเอ เพื่อออกแบบชุดน้ำยาตรวจจับยีนกลายพันธุ์ของตัวอ่อน
    • ขั้นตอนที่ 2: การกระตุ้นและเก็บไข่ ใช้เวลาประมาณ 10 - 14 วัน
      เมื่อชุดตรวจยีนจากขั้นตอนแรกเสร็จสมบูรณ์แล้ว ฝ่ายหญิงจะเริ่มฉีดยากระตุ้นไข่ประมาณ 10–12 วัน เพื่อให้ได้ไข่จำนวนมากพอ จากนั้นแพทย์จะทำการเก็บไข่ (Egg Retrieval) ออกมาภายนอกร่างกาย
    • ขั้นตอนที่ 3: การปฏิสนธิด้วยวิธี ICSI และเลี้ยงตัวอ่อน จนมีอายุ 5-6 วัน
      นักวิทยาศาสตร์จะคัดเลือกอสุจิที่แข็งแรงที่สุดฉีดเข้าไปในไข่แต่ละใบ (ICSI) เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ จากนั้นจะเลี้ยงตัวอ่อนในตู้เพาะเลี้ยงพิเศษ 5-6 วัน จนตัวอ่อนอยู่ในระยะ Blastocyst
    • ขั้นตอนที่ 4: การดึงเซลล์ตัวอ่อนและตรวจวิเคราะห์ ใช้เวลาประมาณ 2 - 4 สัปดาห์
      เมื่อตัวอ่อนถึงระยะ Blastocyst นักวิทยาศาสตร์จะใช้เลเซอร์เจาะและดึงเซลล์รอบนอกออกมาเพื่อตรวจวิเคราะห์ด้วยชุดน้ำยาที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่ 1  เพื่อหาตัวอ่อนปกติ ปราศจากยีนโรค ในขั้นตอนนี้ แพทย์มักจะแนะนำให้ส่งตรวจ PGT-A ร่วมด้วยเพื่อตรวจนับจำนวนโครโมโซมไปพร้อมกัน หลังจากดึงเซลล์ออกมา ตัวอ่อนจะถูกนำไปแช่แข็ง
    • ขั้นตอนที่ 5: การเตรียมมดลูกและย้ายตัวอ่อนใช้เวลาประมาณ 2 - 3 สัปดาห์
      เมื่อได้ผลการตรวจยีนแล้ว แพทย์จะนัดฝ่ายหญิงมาฉีดหรือทานยาเตรียมผนังโพรงมดลูกให้มีความหนาและสมบูรณ์ที่สุด ในวันนัดย้ายตัวอ่อน นักวิทยาศาสตร์จะทำการละลายตัวอ่อนแช่แข็งและย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อให้เกิดการฝังตัวและตั้งครรภ์

    ขั้นตอนของ PGT-M ระหว่างการทำ IVF/ICSI ในภาพอธิบายขั้นตอนและภาพประกอบการทำ PGT-M

    PGT-M กับ PGT-A แตกต่างกันอย่างไร

    PGT-M และ PGT-A เป็นเทคโนโลยีคัดกรองพันธุกรรมของตัวอ่อนในกระบวนการเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) แต่มีความแตกต่างกันดังนี้

    • PGT-M ตรวจ “โรคทางพันธุกรรมบางชนิด” ในระดับยีนเดี่ยว
      ตรวจวิเคราะห์เพื่อค้นหายีนกลายพันธุ์บางชนิดที่ถ่ายทอดภายในครอบครัว เหมาะสำหรับคู่สมรสที่เป็นโรคหรือเป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมชนิดยีนเดี่ยว เช่น ธาลัสซีเมีย หรือโรคกล้ามเนื้อเสื่อม ต้องวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมทีละตำแหน่ง และจำเป็นต้องมีการเตรียมระบบตรวจเฉพาะบุคคลล่วงหน้าประมาณ 1–2 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ทราบแน่ชัดว่ามีโรคพันธุกรรมชนิดยีนเดี่ยวในครอบครัว
    • PGT-A ตรวจ “ความสมบูรณ์โดยรวม” ในระดับโครโมโซม
      ตรวจประเมินจำนวนและโครงสร้างของโครโมโซมในตัวอ่อน โดยคัดกรองความผิดปกติ เช่น กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม เพื่อช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่เหมาะสมและเพิ่มโอกาสในการฝังตัวให้สำเร็จ เหมาะสำหรับสตรีอายุ 35 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีประวัติแท้งซ้ำ

    PGT-M สามารถตรวจโรคทางพันธุกรรมประเภทใดได้บ้าง

    PGT-M เหมาะสำหรับการตรวจคัดกรองโรคพันธุกรรมชนิดยีนเดี่ยว (single-gene disorders) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของยีนเพียงตำแหน่งเดียว และสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่บุตรได้

    • โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
    • โรคซิสติกไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis)
    • โรคกล้ามเนื้อเสื่อมดูเชน (Duchenne Muscular Dystrophy: DMD) 
    • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Spinal Muscular Atrophy: SMA)

    PGT-M ใช้เวลานานหรือไม่

    ระยะเวลาในการตรวจ PGT-M จะนานกว่าการตรวจ PGT-A เนื่องจากจำเป็นต้องเตรียมชุดตรวจยีนจำเพาะบุคคล ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน และต้องดูดเซลล์ตัวอ่อนส่งห้องแล็บเพื่อวิเคราะห์ผล

    PGT-M ช่วยลดความเสี่ยงของการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมได้ เนื่องจากสามารถตรวจพบความผิดปกติของยีนเดี่ยวที่ถ่ายทอดในครอบครัว มีความแม่นยำสูงถึงประมาณ 98–99%

    PGT-M ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จของการตั้งครรภ์หรือไม่

    PGT-M ไม่ได้เพิ่มอัตราความสำเร็จของการตั้งครรภ์โดยตรง แต่ช่วยเพิ่มโอกาสของการตั้งครรภ์ที่แข็งแรง เพราะสามารถช่วยลดความจำเป็นในการย้ายตัวอ่อนหลายครั้ง และไม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทางใจจากการต้องยุติการตั้งครรภ์ในภายหลังเมื่อตรวจพบว่าทารกในครรภ์เป็นโรครุนแรง

    อย่างไรก็ตามความสำเร็จของการตั้งครรภ์ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ เช่น อายุของฝ่ายหญิง สภาพของเยื่อบุโพรงมดลูก มากกว่าการตรวจ PGT-M เพียงอย่างเดียว

    PGT-M สามารถช่วยลดโอกาสที่บุตรจะเป็นโรคพันธุกรรมได้จริงหรือไม่

    PGT-M ช่วยลดความเสี่ยงของการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมได้ เนื่องจากสามารถตรวจพบความผิดปกติของยีนเดี่ยวที่ถ่ายทอดในครอบครัว มีความแม่นยำสูงถึงประมาณ 98–99% อย่างไรก็ตามแม้จะมีความแม่นยำสูง แต่อาจยังคงมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยจากปัจจัยทางชีววิทยา เช่น ภาวะตัวอ่อนโมเสก จึงจำเป็นต้องตรวจน้ำคร่ำเพื่อยืนยันผลเมื่ออายุครรภ์ 16-20 สัปดาห์

    ภายหลังการตรวจ PGT-M จะมีตัวอ่อนที่สามารถนำไปใช้ได้เหลืออยู่จำนวนเท่าใด

    จำนวนตัวอ่อนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น จำนวนไข่เริ่มต้น คุณภาพของตัวอ่อน และรูปแบบการถ่ายทอดทางพันธุกรรม (ยีนเด่น/ยีนด้อย)

    โดยทั่วไป หากเริ่มต้นจากการเก็บไข่ได้ประมาณ 10 ใบ มักจะได้ตัวอ่อนที่พัฒนาไปถึงระยะบลาสโตซิสต์ (Blastocyst) ซึ่งมีความสมบูรณ์เพียงพอสำหรับการตรวจอยู่ที่ประมาณ 3–5 ตัว จากนั้นเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจยีน ตัวอ่อนจะถูกคัดกรองตามความน่าจะเป็นของโรค เช่น ในกรณีโรคยีนด้อยอย่างธาลัสซีเมีย ตัวอ่อนจะมีโอกาสผ่านเกณฑ์ (ปกติหรือเป็นพาหะ) ประมาณ 75% ขณะที่โรคยีนเด่นจะมีโอกาสผ่านเกณฑ์ประมาณ 50% นอกจากนี้ หากมีการตรวจโครโมโซมร่วมด้วย (PGT-A) จำนวนตัวอ่อนที่ผ่านเกณฑ์อาจลดลงเพิ่มเติม โดยเฉพาะในกรณีที่ฝ่ายหญิงมีอายุมาก

    PGT-M เจ็บไหม

    ขั้นตอนการตรวจ PGT-M ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด เนื่องจากเป็นการนำเซลล์ของตัวอ่อนที่เพาะเลี้ยงอยู่ภายในห้องปฏิบัติการไปตรวจวิเคราะห์ แต่ขั้นตอนการทำ IVF/ICSI ซึ่งดำเนินควบคู่ไปกับการตรวจ PGT-M อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวได้บ้าง เช่น 

    • การฉีดยากระตุ้นไข่ อาจทำมีอาการแน่นท้องหรืออึดอัดเล็กน้อย
    • การเก็บไข่ อาจมีการให้ยาระงับความรู้สึก จึงไม่รู้สึกเจ็บขณะเก็บไข่ แต่หลังทำอาจมีอาการหน่วงบริเวณท้องน้อยคล้ายปวดประจำเดือน ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยยาแก้ปวด

    ทำ IVF แล้วจำเป็นต้องทำ PGT-M ไหม

    PGT-M ไม่ได้เป็นขั้นตอนที่จำเป็นสำหรับผู้ที่ทำ IVF ทุกคน แต่แพทย์จะแนะนำในกรณีที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมเท่านั้น

    • คู่สมรสที่เป็นพาหะของโรคยีนเดี่ยวทั้งคู่ เช่น เป็นพาหะธาลัสซีเมียชนิดเดียวกัน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงถึง 25% ที่ลูกในครรภ์จะเป็นโรครุนแรงขั้นเสียชีวิตหรือต้องเติมเลือดตลอดชีวิต
    • ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมยีนเด่น เช่น โรคท้าวแสนปม โรคถุงน้ำที่ไต หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงบางชนิด ซึ่งมีโอกาสส่งต่อโรคให้ลูกสูงถึง 50%
    • เคยมีประวัติคลอดบุตรที่เป็นโรคยีนเดี่ยว หรือเคยต้องยุติการตั้งครรภ์เนื่องจากทารกในครรภ์เป็นโรคทางพันธุกรรม

    ในกรณีทั่วไปที่ไม่มีความเสี่ยงเฉพาะ PGT-M มักไม่จำเป็น และแพทย์อาจพิจารณาการตรวจประเภทอื่น เช่น PGT-A แทน

    ค่าใช้จ่ายในการตรวจ PGT-M

    PGT-M เป็นการตรวจพันธุกรรมเฉพาะทางที่ต้องออกแบบชุดตรวจเฉพาะบุคคล จึงมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และมีปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่าย ดังนี้

    • ชนิดของโรคทางพันธุกรรม (หากเป็นการกลายพันธุ์ที่พบได้น้อย อาจต้องใช้เทคนิคการตรวจที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น) 
    • การพัฒนาชุดตรวจเฉพาะบุคคล
    • จำนวนตัวอ่อนที่นำมาตรวจ
    • เทคโนโลยีและมาตรฐานของห้องปฏิบัติการ
    • การตรวจร่วมกับ PGT-A ซึ่งอาจทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

    ค่าใช้จ่ายในการตรวจตัวอ่อนด้วย PGT-M อยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อตัวอ่อน* โดยราคาดังกล่าว ครอบคลุมเฉพาะค่าตรวจพันธุกรรมของตัวอ่อนเท่านั้น และ ไม่รวม ค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการรักษาอื่น ๆ เช่น การกระตุ้นไข่ การเก็บไข่ การทำ IVF/ICSI การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน การตัดชิ้นเนื้อตัวอ่อน (Embryo Biopsy) การแช่แข็งตัวอ่อน และการย้ายตัวอ่อน ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายจริงอาจแตกต่างกันไปตามแผนการรักษาของแต่ละราย

    * เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงพยาบาลเมดพาร์คกำหนด

    ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายโดยประมาณของการตรวจ PGT-M ได้ที่ ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและพันธุศาสตร์ เมดพาร์ค IVF

    สถานที่: ชั้น 20 เคาน์เตอร์ A (WEST Lift)
    โทร: 02-090-3020
    เวลาทำการ:
    วันจันทร์–วันศุกร์: 08.00–18.00 น.
    วันเสาร์–วันอาทิตย์: 08.00–16.00 น.

    PGT-M ที่ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก เมดพาร์ค ไอ วี เอฟ

    ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก เมดพาร์ค ไอ วี เอฟ (MedPark IVF Fertility and Genetics Center) ให้บริการดูแลผู้มีบุตรยากแบบครบวงจร นำทีมโดยสูตินรีแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ร่วมกับแพทย์เฉพาะทางด้านระบบสืบพันธุ์เพศชาย คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษาเข้าใจทุกขั้นตอน ลดความกังวล และสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจตลอดกระบวนการ พร้อมห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานสากล ควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด เพื่อให้ตัวอ่อนเจริญเติบโตได้อย่างมีคุณภาพสูงสุด

    บทความโดย

    เผยแพร่เมื่อ: 06 ก.ค. 2026

    แชร์