การตรวจวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของสารพันธุกรรมของอสุจิ
(Sperm DNA Fragmentation Testing)
Sperm DNA Fragmentation หรือ การแตกหักของดีเอ็นเอในตัวอสุจิ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ของเพศชาย แต่การตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำเชื้อ (Semen Analysis) ไม่สามารถตรวจพบความผิดปกตินี้ได้ เพราะการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำเชื้อจะตรวจวัดจำนวน การเคลื่อนไหว และรูปร่างของอสุจิ แต่ไม่ได้วิเคราะห์ความสมบูรณ์ของสารพันธุกรรมของอสุจิ ทั้งนี้การแตกหักเสียหายของดีเอ็นเอในอสุจิอาจส่งผลต่อการปฏิสนธิ การพัฒนาของตัวอ่อน และการตั้งครรภ์
Sperm DNA Fragmentation คืออะไร
Sperm DNA Fragmentation หรือ การแตกหักของดีเอ็นเอในอสุจิ คือ ภาวะที่สารพันธุกรรม (DNA) ที่อยู่ภายในหัวของตัวอสุจิเกิดความเสียหาย แตกหัก ไม่สมบูรณ์ แม้ว่าผลตรวจวิเคราะห์น้ำเชื้อของฝ่ายชายจะออกมาปกติ ทั้งในเรื่องของจำนวน การเคลื่อนที่ และรูปร่าง แต่ถ้าอสุจิเหล่านั้นมีอัตราการแตกหักของดีเอ็นเอสูง ก็อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิสนธิและการฝังตัวของตัวอ่อน
Sperm DNA Fragmentation ส่งผลอย่างไรต่อโอกาสในการมีบุตร
การตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์จำเป็นต้องอาศัยไข่และอสุจิที่มีคุณภาพ หากอสุจิมีการแตกหักของดีเอ็นเอสูง อาจส่งผลหลายประการดังนี้
- คุณภาพตัวอ่อนต่ำ
- อัตราการปฏิสนธิลดลง
- การฝังตัวล้มเหลวและความเสี่ยงแท้งบุตรเพิ่มขึ้น
- อัตราความสำเร็จของการรักษาภาวะมีบุตรยากลดลง
สาเหตุของ Sperm DNA Fragmentation
สาเหตุหลักของการแตกหักของดีเอ็นเอในอสุจิ คือภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) หรือการที่ร่างกายมีสารอนุมูลอิสระ (Reactive Oxygen Species: ROS) สูงเกินกว่าที่ระบบต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติจะรับมือได้ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
- โรคเส้นเลือดขอดที่ถุงอัณฑะ (Varicocele) ทำให้เลือดดำคั่ง อุณหภูมิในอัณฑะสูงขึ้น
- การติดเชื้อและอักเสบ เช่น ท่อพักอสุจิอักเสบ หรือต่อมลูกหมากอักเสบ
- โรคเบาหวาน
- การรักษามะเร็งบางประเภท
- ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
- พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ การได้รับสารอาหารไม่เพียงพอหรือไม่เหมาะสม และการขาดการออกกำลังกาย
- การสัมผัสมลพิษ ฝุ่น PM2.5 สารเคมี รวมไปถึงความร้อนที่สะสมบริเวณเป้ากางเกง เช่น การนั่งขับรถนาน ๆ การใส่กางเกงรัดรูป หรือการแช่น้ำร้อนบ่อย ๆ
เมื่อไรที่ควรเข้ารับการตรวจ Sperm DNA Fragmentation
- มีภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ
- แท้งบุตรซ้ำ ๆ โดยเฉพาะในไตรมาสแรก โดยไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน
- การรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ก่อนหน้านี้ไม่สำเร็จ โดยเฉาะในผู้ที่มีปัญหาเรื่องตัวอ่อนไม่พัฒนา
- ฝ่ายชายอายุมาก เนื่องจากความเสียหายของ DNA ในอสุจิมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ

วิธีการตรวจ Sperm DNA Fragmentation
- การตรวจด้วยเทคนิค Sperm Chromatin Dispersion (SCD) หรือ Halosperm Test
- การตรวจด้วยเทคนิค Sperm Chromatin Structure Assay (SCSA)
- การตรวจด้วยเทคนิค TUNEL (Terminal Deoxynucleotidyl Transferase dUTP Nick End Labeling)
- การตรวจด้วยเทคนิค COMET (Single-cell Gel Electrophoresis)
ผลการตรวจ Sperm DNA Fragmentation จะแสดงเป็นค่า DNA Fragmentation Index (DFI) แสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์ของอสุจิที่เสียหายหรือแตกหัก
- ค่า DFI น้อยกว่าหรือเท่ากับ 20% (Excellent): ดีเอ็นเออสุจิมีความสมบูรณ์สูงคุณภาพดีเยี่ยม มีโอกาสปฏิสนธิและตั้งครรภ์ได้ตามปกติ
- ค่า DFI ระหว่าง 21% ถึง 29% (Good to Fair): ดีเอ็นเออสุจิมีความสมบูรณ์ปานกลาง อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
- ค่า DFI เท่ากับ 30% (High Fragmentation): ดีเอ็นเออสุจิมีความเสียหายสูง โอกาสการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติและการทำ IUI ลดลง มีความเสี่ยงที่ตัวอ่อนจะหยุดการเจริญเติบโตและแท้งบุตร
วิธีการรักษาและการดูแลตนเอง
เนื่องจากร่างกายใช้เวลาประมาณ 72–90 วัน ในการสร้างน้ำเชื้อ การเพิ่มคุณภาพของดีเอ็นเอในอสุจิจึงอาจต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือนจึงจะเห็นผลอย่างชัดเจน
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของอสุจิ
ถือเป็นแนวทางสำคัญเพื่อส่งเสริมสุขภาพของอสุจิและลดภาวะเครียดออกซิเดชัน
- รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผัก ผลไม้ และถั่ว
- งดสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
- จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
- พักผ่อนให้เพียงพอ และลดความเครียด
วิธีการรักษาอื่น ๆ
- การผ่าตัดรักษาเส้นเลือดขอดที่อัณฑะ
- การเก็บอสุจิโดยตรงจากอัณฑะ
ทำไมจึงควรตรวจ Sperm DNA Fragmentation ที่ รพ.เมดพาร์ค
- ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก เมดพาร์คไอวีเอฟ (MedPark IVF Fertility and Genetics Center) ให้บริการดูแลและรักษาภาวะมีบุตรยากในฝ่ายชายและฝ่ายหญิงแบบครบวงจร
- นำทีมโดยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านระบบทางเดินปัสสาวะและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ มีประสบการณ์ในการดูแลภาวะมีบุตรยากในฝ่ายชายและการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ขั้นสูง
- ห้องปฏิบัติการด้านภาวะเจริญพันธุ์ของเมดพาร์คมีเทคโนโลยีทันสมัย เช่น ระบบคัดเลือกตัวอ่อนด้วย AI และ EmbryoScope Plus ซึ่งเป็นเทคโนโลยี time-lapse สำหรับติดตามและประเมินการพัฒนาของตัวอ่อนอย่างแม่นยำ
- การดูแลแบบบูรณาการด้วยทีมสหสาขาวิชาชีพ รวมไปถึง พยาบาลด้านภาวะมีบุตรยาก และนักวิทยาศาสตร์ตัวอ่อน ร่วมกันดูแลอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอนของการรักษา
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ค่า Sperm DNA Fragmentation แบบไหนถือว่าปกติ
ผลตรวจ Sperm DNA Fragmentation มักรายงานในรูปแบบ DNA Fragmentation Index (DFI) โดยทั่วไป ค่า DFI ไม่เกิน 20% แสดงว่าดีเอ็นเอของอสุจิมีความสมบูรณ์อยู่ในเกณฑ์ดี มีโอกาสปฏิสนธิและตั้งครรภ์ได้ตามปกติ ส่วน ค่า DFI 21–29% ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง และ 30% ขึ้นไป ถือว่าดีเอ็นเออสุจิมีความเสียหายสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อโอกาสการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติและความสำเร็จของการรักษาภาวะมีบุตรยาก
Sperm DNA Fragmentation สามารถดีขึ้นได้หรือไม่
ในหลายกรณี คุณภาพ DNA ของอสุจิอาจดีขึ้นได้จากการปรับพฤติกรรมและการรักษาที่เหมาะสม เช่น การเลิกสูบบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย จัดการความเครียด รักษาโรคประจำตัว และรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระภายใต้คำแนะนำของแพทย์
หากมีค่า Sperm DNA Fragmentation สูง ยังสามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่
ยังสามารถตั้งครรภ์ได้ทั้งแบบธรรมชาติและด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ระดับ DNA damage ที่สูงอาจลดโอกาสการปฏิสนธิ ส่งผลต่อคุณภาพตัวอ่อน เพิ่มโอกาสการฝังตัวล้มเหลว และเพิ่มความเสี่ยงของการแท้งบุตร
Sperm DNA Fragmentation ส่งผลต่อ IVF หรือ ICSI หรือไม่
Sperm DNA Fragmentation ระดับสูงอาจส่งผลต่อการพัฒนาของตัวอ่อน และอาจลดอัตราความสำเร็จของ IVF หรือ ICSI ในบางคู่สมรส ปัจจุบันมีเทคนิคช่วยคัดเลือกอสุจิและเทคโนโลยีทางห้องปฏิบัติการที่อาจช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการรักษาได้
ใครบ้างที่ควรพิจารณาตรวจ Sperm DNA Fragmentation
การตรวจอาจเหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ มีประวัติแท้งซ้ำ ทำ IVF หรือ ICSI ไม่สำเร็จหลายครั้ง มีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงผู้ที่มีอายุมากขึ้น แม้ว่าผลตรวจน้ำเชื้อพื้นฐานจะดูปกติก็ตาม
คำแนะนำจากแพทย์โรงพยาบาลเมดพาร์ค
Sperm DNA Fragmentation หรือ การแตกหักของดีเอ็นเอในอสุจิ เป็นปัจจัยสำคัญที่มักถูกมองข้าม ความเสียหายของดีเอ็นเอส่ง ผลต่อการปฏิสนธิ การพัฒนาของตัวอ่อน การฝังตัว อัตราความสำเร็จของ IVF หรือ ICSI รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร
อย่างไรก็ตามน้ำเชื้อสามารถกลับมามีคุณภาพที่เหมาะสมได้ด้วยการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการเลือกใช้แนวทางการรักษาที่เหมาะสม อีกทั้งการวางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคลร่วมกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ขั้นสูง ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น