อาการเจ็บหน้าอก (Chest Pain): เกิดจากอะไร อาการ สาเหตุ การวินิฉัย และการรักษา

อาการเจ็บหน้าอก

อาการเจ็บหน้าอก อาจเป็นลักษณะปวดหน่วงๆในหน้าอก หรือปวดเสียวแปลบขี้นมา ซึ่งอาจเป็นอยู่นาน 2-3 นาทีถึงหลายชั่วโมง หรือหลายเดือน อาการเจ็บหน้าอกเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ

แชร์

อาการเจ็บหน้าอก

อาการเจ็บหน้าอก อาจเป็นลักษณะปวดหน่วงๆในหน้าอก หรือปวดเสียวแปลบขี้นมา ซึ่งอาจเป็นอยู่นาน 2-3 นาทีถึงหลายชั่วโมง หรือหลายเดือน อาการเจ็บหน้าอกเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ  แต่สาเหตุที่เป็นอันตรายต่อชีวิตมากที่สุดได้แก่โรคหัวใจวาย ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากโรคหัวใจ

หากอาการเจ็บหน้าอกนั้นเกิดจากโรคหัวใจ ผู้ป่วยอาจมีอาการ ดังนี้

  • รู้สึกเหมือนหน้าอกโดนกดทับและแน่นหน้าอก
  • อาการปวดร้าวไปที่กราม คอ ไหล่ หลัง และแขนข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
  • อาการเจ็บหน้าอกเป็นมากขึ้นหากออกกำลังกายและดีขึ้นเมื่อหยุดพัก

หากมีอาการเจ็บหน้าอกนานกว่า 5 นาทีและอาการไม่ดีขึ้นหลังพักผ่อนหรือรับประทานยา ควรรีบไปพบแพทย์ทันที อาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจถือเป็นภาวะฉุกเฉิน

อาการอื่น ๆ ที่อาจพบร่วมด้วย ได้แก่

  • หายใจหอบเหนื่อย
  • เหงื่อออก
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน
  • เวียนศีรษะและเป็นลม
  • จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ โดยมักเต้นเร็ว

สาเหตุ

  • อาหารไม่ย่อย: จะรู้สึกแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่
  • โรคปอด: เจ็บหน้าอกร่วมกับหายใจลำบาก
  • ปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อและกระดูก: เจ็บหน้าอกเมื่อกดบริเวณนั้น ๆ
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ภาวะชั้นผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ปริตัวแยกออกจากกัน ผู้ป่วยอาจรู้สึกเหมือนด้านในอกฉีกออกจากกัน มีอาการเจ็บอย่างรุนแรงที่หน้าอก หลัง และสะบัก
  • โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองเกิดจากการที่ผนังของหลอดเลือดแดงใหญ่เสื่อมสภาพ จนโป่งใหญ่ขึ้น ผนังหลอดเลือดอาจแตก ทําให้เกิดอาการเจ็บบริเวณหน้าอกหรือท้องอย่างรุนแรง ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน
  • โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากการที่คอเลสเตอรอลสะสมที่ผนังหลอดเลือดมากจนปิดกั้นการไหลเวียนของเลือดไปยังหัวใจ อาการเจ็บหน้าอกมักรุนแรงขึ้นเมื่อออกกำลังกาย
  • ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เกิดจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจตายลงเนื่องจากได้รับปริมาณออกซิเจนไม่เพียงพอ ซึ่งมักเป็นผลจากการที่หลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติเป็นภาวะที่ผนังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างหนาขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจนั้นได้รับออกซิเจนได้ไม่เพียงพอ
  • เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเป็นการติดเชื้อหรืออักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ ผู้ป่วยจะรู้สึเจ็บแปลบที่อกร้าวไปที่ไหล่และแขนซ้าย ความเจ็บจะรุนแรงขึ้นเมื่อนอนราบหรือหายใจเข้า

การตรวจวินิจฉัย

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG/ECG)
  • การตรวจเลือด เพื่อวัดเอนไซม์การทำงานของหัวใจ ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดที่พบในกล้ามเนื้อหัวใจ หากพบโปรตีนชนิดนี้มากขี้นในเลือดสามารถบ่งชี้ได้ว่าผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจขาดเลือด
  • การเอกซเรย์ทรวงอก เพื่อแสดงขนาด รูปร่าง และสภาพของหัวใจ ปอด และหลอดเลือด
  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูง เพื่อดูสภาพการทำงานของหัวใจ
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อตรวจวินิจฉัยว่ามีลิ่มเลือดในหลอดเลือดแดงของปอดหรือผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ปริตัวแยกชั้นออกจากกันหรือไม่

การรักษา

  • การรับประทานยา
  • การผ่าตัด
    • การสวนหัวใจเพื่อขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวด จะทำเมื่อผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกจากการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ แพทย์จะใส่สายสวนที่มีบอลลูนและขดลวดสวมอยู่ใกล้ปลายสายเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจบริเวณที่อุดตัน บอลลูนจะถูกทำให้โป่งตัวขึ้นเพื่อขยายหลอดเลือดแดงที่อุดตัน เสร็จแล้วก็จะแฟบตัวลง แพทย์จะวางขดลวดตรงตำแหน่งที่ตีบเพื่อช่วยค้ำให้ผนังหลอดเลือดถ่างขยายตัว
    • การผ่าตัดบายพาส เป็นการนำหลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายมาสร้างเป็นทางเบี่ยงให้เลือดไหลเวียนไปยังหัวใจ
    • การผ่าตัดซ่อมแซมหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ผนังปริตัวแยกชั้นออกจากกัน ถือเป็นการผ่าตัดฉุกเฉินเพื่อซ่อมแซมเส้นเลือดแดง
    • การขยายปอด เป็นการรักษาภาวะลมรั่วออกจากปอด โดยแพทย์จะสอดท่อระบายเข้าไปในช่องทรวงอกเพื่อให้ปอดขยายตัวได้
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต
    • ออกกําลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที
    • คงน้ำหนักตัวที่เหมาะสม
    • เลิกสูบบุหรี่หรือใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบใด ๆ
    • รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อวางแผนการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
    • ควบคุมดูแลโรคประจำตัว อันได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

 


บทความโดย
นพ.วุฒิพงศ์ วุฒิพฤกษ์

อายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด
ผู้ชำนาญการด้านการสวนหัวใจและหลอดเลือด
ประวัติแพทย์

เผยแพร่เมื่อ: 08 ม.ค. 2023

แชร์