Follow Us

โรคหัวใจ (Heart Disease)

โรคหัวใจอาจจะรักษาได้หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเกี่ยวกับอาการของคุณ เพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นี่คือสิ่งสำคัญหากคนในครอบครัวของคุณมีประวัติเป็นโรคหัวใจ

หัวใจ คือ อวัยวะที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อและภายในกลวง อยู่บริเวณส่วนกลางใต้กระดูกหน้าอกค่อนข้างไปทางซ้ายเล็กน้อย หัวใจมีหน้าที่สูบฉีดโลหิต นำพาออกซิเจนและสารอาหารไปยังทุกส่วนของร่างกาย หัวใจของคนเราแบ่งออกเป็น 4 ห้อง มี 2 ห้องบน และ 2 ห้องล่าง หัวใจซีกขวารับโลหิตที่ใช้แล้วจากร่างกาย แล้วสูบฉีดไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจน โลหิตที่มีออกซิเจนก็จะกลับไปยังหัวใจด้านซ้าย และก็จะถูกสูบฉีดโลหิตผ่านเส้นเลือดใหญ่ไปยังทุกส่วนของร่างกาย

หัวใจเริ่มเต้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา กล้ามเนื้อหัวใจมีลักษณะพิเศษกว่ากล้ามเนื้ออื่น ๆ คือ สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้เอง ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจะเริ่มต้นจากหัวใจห้องขวาบน (Sinus Node) กระจายออกไปตามเซลล์นำไฟฟ้า ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในหัวใจ เริ่มจากห้องบนขวาไปห้องบนซ้ายและลงหัวใจห้องล่าง เมื่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจถูกกระแสไฟฟ้านี้ก็จะเกิดการหดตัวขึ้น ทำให้เกิดการบีบตัวของห้องหัวใจ

สภาวะต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อหัวใจ

  • โรคหลอดเลือด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ปัญหาจังหวะการเต้นของหัวใจ (ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ)
  • ข้อบกพร่องของหัวใจแต่กำเนิด (ข้อบกพร่องของหัวใจพิการแต่กำเนิด)
  • โรคลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว
  • โรคของกล้ามเนื้อหัวใจ
  • การติดเชื้อที่หัวใจ
  • โรคของผนังหุ้มหัวใจ

โรคหัวใจมีอาการอย่างไร

อาการของโรคหัวใจขึ้นอยู่กับชนิดของโรคหัวใจ


1. อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ

  • เจ็บแน่นหน้าอก มักมีอาการแน่น อึดอัด เหมือนมีสิ่งกดทับกลางอก อาจมีอาการปวดร้าวไปคาง ไหล่ หรือแขนซ้าย มักเป็นมากขึ้นเมื่อออกกำลังและหากมีอาการรุนแรงอาจมีอาการเมื่ออยู่เฉย ๆ
  • เหนื่อยง่ายหายใจถี่
  • นอนราบไม่ได้
  • บวม
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • หน้ามืดหมดสติ
  •  

2. อาการของโรคหัวใจที่เกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Heart Arrhythmias)

หัวใจของคุณอาจเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือไม่สม่ำเสมอ อาการของหัวใจเต้นผิดจังหวะอาจรวมถึง:
  • หัวใจเต้นสะดุด หรือเต้นเร็วๆ รัวๆ (Heart Palpitations)
  • เจ็บหน้าอกหรือรู้สึกไม่สบาย (Chest pain or discomfort)
  • หายใจถี่ (Shortness of breath), เหนื่อยง่าย (Dyspnea on exertion)
  • วิงเวียนศีรษะ (Lightheadedness)
  • เวียนหัว (Dizziness)
  • เป็นลมหมดสติ (Syncope)

3. อาการของโรคหัวใจที่เกิดจากหัวใจพิการแต่กำเนิด (Heart Defects)

ความบกพร่องของหัวใจพิการแต่กำเนิด มักจะสังเกตเห็นได้หลังจากคลอดไม่นาน โดยมักมีสัญญาณและอาการผิดปกติของหัวใจในเด็กอาจรวมถึง:
  • สีผิวซีดเทา เขียว
  • อาการบวมที่ขา หน้าท้อง หรือบริเวณรอบดวงตา
  • ในทารกมักมีอาการหายใจถี่ระหว่างการให้น้ำนมทำ ให้น้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้น
  • นิ้วปุ้ม (Clubbing of finger)

ความบกพร่องของหัวใจพิการแต่กำเนิดที่รุนแรงน้อยกว่ามักไม่ได้รับการวินิจฉัยจนกว่าจะถึงในวัยเด็กหรือในวัยผู้ใหญ่ สัญญาณและอาการของความบกพร่องของหัวใจพิการแต่กำเนิดมักไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตในทันที ได้แก่:

  • หายใจไม่ออกระหว่างออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ
  • เหนื่อยง่ายระหว่างออกกำลังกายหรือทำกิจกรรม
  • อาการบวมที่มือ ข้อ หรือเท้า
  • ปากและเล็บเขียวคล้ำ

4. อาการของโรคหัวใจที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiomyopathy)

ในระยะแรกของโรคกล้ามเนื้อหัวใจ อาจไม่แสดงอาการ แต่เมื่ออาการแย่ลง สามารถสังเกตได้จาก:
หายใจไม่ออกขณะทำกิจกรรมหรือพักผ่อน
  • อาการบวมที่ขา ข้อ และเท้า
  • อาการเหนื่อยล้า เหนื่อยง่าย หายใจถี่
  • นอนราบไม่ได
  • การเต้นของหัวใจผิดปกติ
  • เวียนศีรษะ มึนงง และเป็นลม

5. อาการของโรคหัวใจที่เกิดจากการติดเชื้อ (Heart Infection)

เยื่อบุหัวใจอักเสบ คือการติดเชื้อที่มีผลต่อเยื่อบุด้านในของห้องหัวใจและลิ้นหัวใจ (Endocardium) สัญญาณและอาการของการติดเชื้อที่หัวใจอาจรวมถึง:
  • มีไข้หายใจถี่
  • อ่อนแอ เหนื่อยล้า
  • มีอาการบวมที่ขาหรือหน้าท้อง
  • การเต้นของหัวใจผิดปกติ
  • อาการไอแห้ง
  • มีผื่นขึ้นหรือมีจุดที่ผิวหนัง เล็บ ขึ้นผิดปกติ

6. อาการของโรคหัวใจที่เกิดจากลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว (Valvular Heart Disease)

ลิ้นหัวใจทำหน้าที่เปิดและปิดเพื่อให้เลือดไหลผ่านหัวใจโดยตรง ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจทำลายลิ้นหัวใจได้ โดยอาการแสดงของโรคลิ้นหัวใจตีบและรั่วอาจรวมถึง:
  • อาการเหนื่อยล้า
  • หายใจถี่ เหนื่อยง่าย
  • การเต้นของหัวใจผิดปกติ
  • เท้าหรือข้อเท้าบวเจ็บหน้าอก
  • เป็นลมหมดสติ




ควรพบแพทย์เมื่อใด

ควรไปพบแพทย์หากคุณมีอาการเหล่านี้:
  • เจ็บหน้าอก
  • หายใจถี่ เหนื่อยง่าย
  • เป็นลม
โรคหัวใจอาจจะรักษาได้หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเกี่ยวกับอาการของคุณ เพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นี่คือสิ่งสำคัญหากคนในครอบครัวของคุณมีประวัติเป็นโรคหัวใจ


สาเหตุของโรคหัวใจ

สาเหตุของโรคหัวใจขึ้นอยู่กับชนิดของโรคหัวใจนั้น ๆ สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจจากภาวะการเสื่อมของหลอดเลือด en มีสาเหตุไม่ชัดเจนแต่พบว่าสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยปัจจัยเสี่ยงแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ

  • ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้และสามารถปรับเปลี่ยนได้
  • ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้และไม่สามารถเปลี่ยนแปลง เช่น อายุ เพศ หรือประวัติสุขภาพของคนในครอบครัวได้ แต่สามารถชะลอโรคด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่กำหนดเองได้ก็จะป้องกันปัญหาโรคหัวใจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้


ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ

  • อายุ – การมีอายุมากขึ้นจะเพิ่มความเสี่ยงของหลอดเลือดแดงที่เสียหาย ตีบและกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
  • เพศ – ผู้ชายทั่วไปมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากกว่า แต่สำหรับผู้หญิงจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลังหมดประจำเดือน
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม – ครอบครัวที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคหัวใจจะเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพ่อแม่เป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย (ก่อนอายุ 55 ปีสำหรับผู้ชาย และ 65 สำหรับผู้หญิง)
  • สูบบุหรี่ – สารนิโคตินทำให้หลอดเลือดของคุณมีสภาวะหดตัว และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์สามารถทำลายเยื่อบุชั้นในได้ จึงทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ง่ายขึ้น โดยอาการหัวใจวายพบได้บ่อยในผู้สูบบุหรี่มากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่
  • การกินอาหารแบบผิด ๆ – อาหารที่มีไขมันอิ่มตัว เกลือ น้ำตาล และคอเลสเตอรอลสูง สามารถทำให้เกิดโรคหัวใจได้
  • ความดันโลหิตสูง – ความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้ อาจส่งผลให้หลอดเลือดแดงแข็งตัวและหนาขึ้นทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง
  • ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง – ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดที่สูงโดยเฉพาะชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL-cholesterol) สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • โรคเบาหวาน – โรคเบาหวานเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ
  • โรคอ้วน น้ำหนักส่วนเกินมักทำให้เกิดจจัยเสี่ยงโรคหัวใจอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูงเพิ่มมากขึ้น
  • การขาดการออกกำลังกาย – การขาดการออกกำลังกายมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ
  • ความเครียด – ความเครียดเป็นปัจจัยเสี่ยงทางด้านจิตใจ อาจส่งผลไปกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติที่กระตุ้นหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการของโรคหัวใจมากขึ้น
  • สุขภาพฟันที่ไม่ดี – พบรายงานแพทย์ถึงโรคฟันและเหงือกอักเสบสัมพันธ์กับการเกิดอาการของโรคหัวใจมากขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ

  1. ภาวะหัวใจล้มเหลว

    ภาวะหัวใจล้มเหลว คือภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดของโรคหัวใจ เกิดขึ้นเมื่อหัวใจของคุณไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ภาวะหัวใจล้มเหลวอาจเป็นผลมาจากโรคหัวใจหลายประเภท รวมถึงความบกพร่องของหัวใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง โรคลิ้นหัวใจ การติดเชื้อที่หัวใจ
  2. หัวใจวาย

    หากเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันกระทันหัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย ไฟฟ้าหัวใจอาจผิดปกติจนเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะร้ายแรงจนหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest)
  3. โรคหลอดเลือดสมอง

    โรคหลอดเลือดสมอง คือปัจจัยเสี่ยงสามารถนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองของคุณแคบลงหรือถูกปิดกั้นทำให้เลือดเข้าสู่สมองไม่เพียงพอ ส่งผลให้สมองขาดเลือด
  4. หลอดเลือดแดงโป่งพอง

    เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ในร่างกายโดยหากหลอดเลือดโป่งพองแตก จะทำให้เกิดภาวะเลือดออกภายในอย่างมากและรวดเร็ว เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
  5. โรคหลอดเลือดส่วนปลาย

    หากเป็นโรคหลอดเลือดส่วนปลาย สิ่งนี้ทำให้เกิดอาการปวดแขนหรือขาเมื่อออกแรง เหตุเพราะเลือดไปเลี้ยงได้ไม่เพียงพอ (Claudication) และหากอุดตัน จะทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อส่วนปลาย เช่น เท้า ได้
  6. ภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน

    ภาวะนี้คือการสูญเสียการทำงานของหัวใจ หายใจและหมดสติอย่างกะทันหันโดยไม่คาดคิด ซึ่งมักเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะร้ายแรง ภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหันเป็นภาวะฉุกเฉิน หากไม่ได้รับการรักษาทันทีจะส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจตายอย่างกะทันหัน

การป้องกัน

วิธีการป้องกันโรคหัวใจนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของโรคหัวใจ สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจแม้ไม่มีสาเหตุเฉพาะเจาะจงชัดเจน แต่ก็มีปัจจัยสิ่งหลายอย่างที่หากเราควบคุมได้ดีจะช่วยลดโอกาสโรคหลอดเลือดหัวใจลงได้มาก เช่น

  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • ควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินมาตรฐาน ควบคุมคอเลสเตอรอล และเบาหวาน
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน
  • รับประทานอาหารที่มีเกลือและไขมันอิ่มตัวต่ำ
  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินมาตรฐาน
  • ลดความเครียด
  • ฝึกสุขอนามัยที่ดี



การวินิจฉัยโรคหัวใจ

แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและสอบถามประวัติของคนไข้และครอบครัว โดยการวินิจฉัยโรคหัวใจขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ นอกจากการสอบถามประวัติโดยละเอียด การตรวจร่างกายการตรวจเลือด และเอกซเรย์ทรวงอกแล้ว การทดสอบพิเศษทางหัวใจต่างๆจะช่วยในการวินิจฉัย เช่น

  1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG หรือ EKG)

    การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นการตรวจทดสอบที่รวดเร็วและไม่เจ็บปวด
  2. เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง หรือ Ambulatory ECG Monitoring หรือ Holter ECG

    การติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นอุปกรณ์ ECG แบบพกพาที่สามารถใส่เพื่อบันทึกจังหวะการเต้นของหัวใจอย่างต่อเนื่องโดยปกติจะใช้เวลา 24 ถึง 72 ชั่วโมง การตรวจสอบ โดยใช้เพื่อตรวจจับปัญหาจังหวะการเต้นของหัวใจที่ไม่พบในระหว่างการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจปกติ
  3. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือ Echocardiogram

    การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงเป็นการทดสอบแบบใช้คลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ เพื่อสร้างภาพและตรวจวัดโครงสร้างหัวใจโดยละเอียด ขนาดของหัวใจการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจลิ้นหัวใจผนังกั้นและผนังหุ้มหัวใจ
  4. Stress Test

    การวินิจฉัยโรคหัวใจด้วยวิธี Stress Test เป็นการทดสอบการเพิ่มอัตราการเต้นและบีบตัวของหัวใจด้วยการออกกำลังกาย หรือยา และวัดการตอบสนองทั้งชีพจรความดันโลหิตความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจและบางรายวัดความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจโดยการตรวจ Echocardiogram (Stress Echocardiogram) ช่วยในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางครั้งประเมินสมรรถภาพภาวะผนังหัวใจและหลอดเลือด
  5. การสวนหัวใจ

    การสวนหัวใจเป็นการใส่ท่อสั้น ๆ เข้าไปในหลอดเลือดดำหรือหลอดเลือดแดงบริเวณขาหรือแขน เพื่อตรวจวัดภายในหัวใจโดยตรงหรือการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจโรคลิ้นหัวใจหรือผนังกั้นหัวใจผิดปกติโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
  6. การสแกนเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หัวใจ หรือ CT SCAN

    การทำ CT Scan เป็นการทดสอบแบบใช้การเอ็กซเรย์เพื่อสร้างภาพโครงสร้างโดยละเอียด เพื่อวัดคะแนนหินปูนของหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Calcium Score) และหากฉีดสารทึบรังสีด้วย จะได้ภาพของหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดแดงใหญ่ หลอดเลือดปอด เพื่อวินิจฉัยโรคหลอดเลือดต่าง ๆ ความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ ผนังหัวใจ



วิธีรักษาโรคหัวใจ

ประเภทของการรักษาจะขึ้นอยู่กับประเภทของโรคหัวใจ โดยทั่วไปมักประกอบด้วย:

  • การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต

    วิธีรักษาโรคหัวใจด้วยวิธีนี้เป็นวิธีช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้ด้วยการรับประทานอาหารสุขภาพ เช่น ลดการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง เกลือโซเดียมสูง ไขมันอิ่มตัวสูง คอเลสเตอรอลสูง รับประทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวแทน เพิ่มการรับประทานผักและผลไม้หลากหลายชนิด ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 150-300 นาทีต่อสัปดาห์ งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ยา

    หากการปรับเปลี่ยงวิถีชีวิตเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ แพทย์อาจจ่ายยาเพื่อควบคุมโรคหัวใจหรือปัจจัยเสี่ยง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของโรคหัวใจ

นอกจากวิธีการรักษาโรคหัวใจข้างต้นที่เน้นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการใช้ยาในการรักษาแล้วยังมีวิธีรักษาอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการรับประทานยาดังนี้

  • การรักษาด้วยหัตถการหลอดเลือดหรือการผ่าตัด

    • การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวด
    • การขยายลิ้นหัวใจที่ตีบด้วยบอลลูน
    • การใส่ลิ้นหัวใจเทียมแทนลิ้นหัวใจที่ตีบจากการเสื่อมสภาพ โดยการสอดใส่ผ่านทางหลอดเลือด
    • การปิดกั้นผนังกั้นหัวใจที่รั่วด้วยอุปกรณ์พิเศษผ่านทางหลอดเลือด
    • การจี้หัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดด้วยคลื่นไฟฟ้าความถี่สูงโดยการใส่สายผ่านทางหลอดเลือด
    • การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจชนิดถาวร
    • การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ
    • การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจโดยใช้หลอดเลือดของผู้ป่วยเอง (Coronary artery bypass graft surgery)
    • การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียม
  • การรักษาด้วยเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด

    ช่วยฟื้นฟูร่างกายให้สามารถกลับมาแข็งแรงใช้ชีวิตประจำวันได้ และหากเป็นไปได้ให้สามารถออกกำลังกายได้มากขึ้น วิธีรักษาโรคหัวใจด้วยเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัดช่วยในการควบคุมปัจจัยเสี่ยงลดอาการโรคหัวใจได้ดีขึ้น โดยในช่วงแรกอาจอยู่ภายใต้การดูแลใกล้ชิดของแพทย์และนักกายภาพบำบัด และค่อย ๆ ปรับเพิ่มโปรแกรมที่สามารถทำได้เองมากขึ้นจนสามารถปฏิบัติเองได้ที่บ้านทั้งหมด

 



เรียบเรียงโดย

นพ.ไพศาล บุญศิริคำชัย
แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด
เฉพาะทางด้านการตรวจทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ
ประวัติแพทย์