การฉีดยาเข้าวุ้นตา คืออะไร รวมขั้นตอนรักษา และผลข้างเคียง

การฉีดยาเข้าวุ้นตา คืออะไร รวมขั้นตอนรักษา และผลข้างเคียง

ฉีดยาเข้าวุ้นตาคืออะไร? เจาะลึกขั้นตอนการรักษา ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล พร้อมวิธีดูแลตัวเองหลังฉีดอย่างปลอดภัยโดยจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการ...อ่านต่อ

แชร์

เลือกหัวข้อที่อ่าน


ฉีดยาเข้าวุ้นตา (Intravitreal Injection)

ฉีดยาเข้าวุ้นตา (Intravitreal Injection) คือการรักษาโรคทางจอประสาทตาและหลอดเลือดในดวงตาหลายชนิด เช่น โรคจุดรับภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบเปียก (AMD) และโรคเบาหวานขึ้นจอตา ช่วยชะลอการสูญเสียการมองเห็น และในบางกรณีอาจช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นได้ เป็นหัตถการที่ใช้เวลาไม่นาน และผู้เข้ารับการรักษามักไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ทั้งนี้ความถี่และจำนวนครั้งในการรักษาจะขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย

วุ้นตา คืออะไร

วุ้นตา (Vitreous humor) คือของเหลวเป็นเจลใส คล้ายไข่ขาว ทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างภายในลูกตา ช่วยให้ลูกตาคงรูป ไม่ยุบตัว วุ้นตาคิดเป็นประมาณ 80% ของปริมาตรภายในดวงตาทั้งหมด เมื่ออายุมากขึ้นวุ้นตาจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพจากเจลใส กลายเป็นน้ำมากขึ้น ส่งผลทำให้เห็นจุดลอยไปมา (floaters) เห็นแสงวาบ (flashes) และในบางรายอาจเกิดวุ้นตาหลุดลอก ส่งผลต่อจอประสาทตาได้

ฉีดยาเข้าวุ้นตา คืออะไร

ฉีดยาเข้าวุ้นตา (Intravitreal Injection) เป็นการฉีดยาผ่านตาขาว (Sclera) เพื่อส่งยาเข้าไปยังจอประสาทตา (Retina) เพื่อจัดการกับโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติต่อการมองเห็น

การฉีดยาเข้าวุ้นตา (intravitreal Injection) Th

ทำไมต้องฉีดยาเข้าวุ้นตา

  • เข้าถึงตำแหน่งที่ต้องการรักษาได้ตรงจุด
    การฉีดยาเข้าวุ้นตา เป็นวิธีที่ช่วยให้ยาเข้าถึงตำแหน่งโรคได้อย่างตรงจุด โรคส่วนใหญ่ เช่น จอประสาทตาเสื่อม หรือ เบาหวานขึ้นตาเกิดที่จอประสาทตา ซึ่งอยู่ลึกภายในลูกตา การฉีดยาเข้าวุ้นตาทำให้ยาออกฤทธิ์ตรงบริเวณดังกล่าวได้ทันที
  • เนื้อเยื่อกั้นระหว่างเลือดและจอประสาทตา (Blood-retinal barrier)
    ดวงตาของเรามีเนื้อเยื่อกั้นระหว่างเลือดในหลอดเลือดกับจอประสาทตา ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมภายในดวงตา และคัดกรองไม่ให้สารพิษหรือสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อตา ส่งผลให้ตัวยาจากการรับประทานหรือฉีดเข้าทางหลอดเลือดไม่อาจเข้าถึงตำแหน่งโรคได้ 
  • ผลข้างเคียงน้อย
    การฉีดยาเข้าวุ้นตาใช้ยาในปริมาณน้อย และออกฤทธิ์เฉพาะที่ ลดความเสี่ยงจากการที่ยาจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดแล้วอาจส่งผลต่อระบบอื่นในร่างกาย

โรคใดบ้างที่ต้องรักษาด้วย การฉีดยาเข้าวุ้นตา (Intravitreal Injection)

  • เบาหวานขึ้นจอตา (Diabetic Retinopathy): เพื่อรักษาภาวะจุดภาพชัดบวมจากเบาหวาน (Diabetic Macular Edema) และโรคเบาหวานขึ้นจอตาที่เกิดมีหลอดเลือดผิดปกติ เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของหลอดเลือดเหล่านั้นและลดการรั่วซึมของของเหลว
  • จอประสาทตาเสื่อมตามวัย (AMD): โดยเฉพาะชนิดเปียก ซึ่งมักพบการเกิดมีหลอดเลือดผิดปกติที่ใต้จอประสาทตา
  • เส้นเลือดจอประสาทตาอุดตัน (Retinal Vein Occlusion): รักษาภาวะจุดภาพชัดบวม (Macular Edema) ที่เกิดขึ้นจากหลอดเลือดดำในจอประสาทตาอุดตัน หากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวร
  • โรคจอประสาทตาที่มีการรั่วหรือบวม: เช่น จุดภาพชัดบวมหลังการผ่าตัดต้อกระจก ภาวะม่านตาอักเสบ หรือการติดเชื้อในดวงตา

อย่างไรก็ตาม การฉีดยาเข้าวุ้นตาไม่ได้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยทุกราย การพิจารณาเลือกแนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและดุลยพินิจของจักษุแพทย์ โดยมีปัจจัยสำคัญ ดังนี้

  1. ระยะของโรค: ในผู้ป่วยเบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มต้นหรือปานกลาง แพทย์อาจพิจารณาติดตามอาการอย่างใกล้ชิดร่วมกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แทนการเริ่มฉีดยาทันที
  2. ระดับการมองเห็น: สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะจุดภาพชัดบวมจากเบาหวาน แต่ยังคงมีการมองเห็นดี (20/25 หรือดีกว่า) แพทย์อาจให้เฝ้าระวังอาการและยังไม่ฉีดยาเข้าวุ้นตา
  3. ความเหมาะสมเฉพาะบุคคล: ผู้ป่วยบางรายอาจตอบสนองต่อการรักษาอื่น ๆ ได้ดี เช่น การรักษาด้วยเลเซอร์หรือการผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของรอยโรคและปัจจัยเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย

ขั้นตอนการฉีดยาเข้าวุ้นตาทำอย่างไร

การฉีดยาเข้าวุ้นตาเป็นหัตถการแบบผู้ป่วยนอกที่มีความปลอดภัยสูง ใช้เวลาไม่นาน และดำเนินการภายใต้สภาวะปลอดเชื้อในห้องที่ควบคุมความสะอาดอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

Aw การเตรียมตัวก่อนฉีดยาเข้าวุ้นตา 01

การเตรียมตัวก่อนฉีดยาเข้าวุ้นตา

  • การขยายม่านตา: พยาบาลหรือจักษุแพทย์จะหยอดยาขยายม่านตา เพื่อตรวจจอประสาทตา
  • การใช้ยาชา: จักษุแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่ เช่น ยาชาชนิดหยอด ยาชาชนิดเจล หรือฉีดยาชาใต้เยื่อบุตา เพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บขณะทำ
  • การฆ่าเชื้อ: จักษุแพทย์จะทำความสะอาดบริเวณเปลือกตา ขนตา และผิวรอบดวงตาด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และใช้ผ้าสะอาดคลุมหน้าผู้ป่วย
  • การใช้อุปกรณ์เปิดตา: จักษุแพทย์จะใช้อุปกรณ์เปิดเปลือกตา (Lid Speculum) เพื่อป้องกันไม่ให้ขนตาสัมผัสกับเข็มฉีดยาและช่วยให้ดวงตาอยู่นิ่งตลอดระหว่างหัตถการ

ขั้นตอนการฉีดยาเข้าวุ้นตา

  • แพทย์จะกำหนดตำแหน่งฉีดยาที่บริเวณตาขาว โดยจะห่างจากขอบตาดำประมาณ 3.5–4 มิลลิเมตร
  • แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยมองไปในทิศทางตรงกันข้ามกับตำแหน่งที่จะฉีด จากนั้นจะใช้เข็มขนาดเล็กมากฉีดยาเข้าไปในส่วนกลางของวุ้นตาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
  • ผู้ป่วยอาจรู้สึกตึง ๆ คล้ายมีเศษผงในตาหลังทำ

การดูแลตัวเองหลังฉีดยาเข้าวุ้นตา

  • แพทย์อาจใช้สำลีปลอดเชื้อกดเบา ๆ บริเวณตำแหน่งที่ฉีด เพื่อป้องกันยาไหลย้อน และเช็ดน้ำยาฆ่าเชื้อที่ตกค้างออก
  • ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติภายในวันเดียวกัน
  • หยอดยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่ง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการอักเสบและติดเชื้อ

สิ่งที่ไม่ควรทำเพื่อป้องกันเชื้อโรคและสิ่งสกปรกเข้าสู่แผล

  • ห้ามขยี้ตาหลังฉีดยา เพื่อป้องกันการติดเชื้อและแผลเปิด
  • ระวังไม่ให้น้ำเข้าตาข้างที่ฉีด อย่างน้อย 3 วัน หากต้องการทำความสะอาดใบหน้า ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำบิดหมาดเช็ดหน้าแทน งดว่ายน้ำเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากน้ำในสระหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ

ผลข้างเคียงชั่วคราวอาจพบได้หลังฉีด และมักหายได้เองภายใน 1–2 สัปดาห์

  • จุดเลือดที่ตาขาวจากเข็มฉีดยา ซึ่งไม่มีอันตรายและจะค่อย ๆ จางไปเอง
  • รู้สึกระคายเคืองเหมือนมีผงเข้าตา ตึง ๆ หรือมีแรงกดในตา ซึ่งเกิดจากแรงดันขณะฉีดยา บางรายอาจรู้สึกระคายเคืองจากน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ทำความสะอาดดวงตาก่อนทำหัตถการ
  • เห็นจุดดำหรือเงาลอยไปมา อาจเกิดจากเงาของตัวยาหรือฟองอากาศขนาดเล็กเข้าไปขณะฉีด หรือเป็นตะกอนยาที่กำลังละลายในวุ้นตา ซึ่งจะค่อย ๆ จางหายไปเองเมื่อยาละลายหมด

หลังการรักษาฉีดยาเข้าวุ้นตา อาการแบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์

  • ปวดตารุนแรง หรือปวดมากกว่าเดิม
  • การมองเห็นแย่ลง
  • ตาแดงมากผิดปกติ หรือมีขี้ตาเป็นหนอง
  • สู้แสงไม่ได้
  • เห็นแสงวาบหรือเห็นเงาดำลอยไปมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

การฉีดยาเข้าวุ้นตา มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน

การฉีดยาเข้าวุ้นตา ถือเป็นวิธีการรักษาที่มีความปลอดภัยสูงและพบภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้น้อยมากเมื่อทำโดยจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการ

  • การติดเชื้อในลูกตา (Endophthalmitis): มีโอกาสเกิดขึ้นเพียงประมาณ 0.019% ถึง 0.09% เท่านั้น
  • จอประสาทตาลอก (Retinal Detachment): พบได้น้อยมาก มีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 0.077% ต่อการฉีดหนึ่งครั้ง
  • เลือดออกที่ตาขาว (Subconjunctival Hemorrhage): พบได้ประมาณ 10% ของผู้ป่วย โดยจะเห็นเป็นจุดเลือดสีแดงบนตาขาวแต่ไม่มีอันตราย และจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์
  • ความดันลูกตาสูงขึ้น: อาจเกิดขึ้นชั่วคราวได้หลังหัตถการ

การฉีดยาเข้าวุ้นตา ต้องฉีดกี่ครั้ง ทำครั้งเดียวหายไหม

การรักษาด้วยการฉีดยาเข้าวุ้นตาต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การฉีดครั้งเดียวแล้วหายขาด เนื่องจากโรคจอประสาทตาที่รักษาด้วยวิธีนี้มักเป็นโรคเรื้อรัง ต้องอาศัยการติดตามผลและการรักษาซ้ำ เพื่อควบคุมโรคและชะลอการเสื่อมของการมองเห็นในระยะยาว

ทำไมต้องฉีดยาเข้าวุ้นตามากกว่า 1 ครั้ง

  • ยาออกฤทธิ์ได้จำกัด: ยาในกลุ่ม Anti-VEGF มักออกฤทธิ์ในระยะเวลาสั้น ๆ (ประมาณ 7–9 วัน) หลังฉีดยาจะค่อย ๆ หมดฤทธิ์ไป
  • ร่างกายยังคงผลิตสารที่ก่อให้เกิดโรค: หลังฉีดยา ร่างกายจะยังคงผลิตโปรตีน VEGF ซึ่งเป็นโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่
  • ความเสี่ยงจากการหยุดรักษา: ผู้ป่วยที่เข้ารับการฉีดยาไม่สม่ำเสมอ หรือหยุดเข้ารับการรักษาก่อนเวลาที่กำหนด มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรเนื่องจากโรคกลับมาลุกลามใหม่

จักษุแพทย์มักกำหนดแผนการรักษาออกเป็น 2 ระยะหลัก:

  1. ระยะเริ่มต้น (Loading Phase): แพทย์จะฉีดยาเดือนละ 1 ครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เข็มแรก เพื่อปรับสภาพดวงตาให้แห้งและหยุดการรั่วซึมของของเหลว
  2. ระยะคงสภาพ (Maintenance Phase): แพทย์จะปรับเปลี่ยนการรักษาตามการตอบสนองของแต่ละบุคคล
    • แบบฉีดตามอาการ (PRN): ผู้ป่วยจะได้รับการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ โดยมักนัดตรวจทุกเดือน และจะพิจารณาฉีดยาเมื่อพบสัญญาณของโรคกลับมา เช่น ภาวะบวมหรือมีเลือดออกใหม่
    • แบบปรับยืดระยะเวลา (Treat-and-Extend; T&E): เป็นแนวทางที่นิยมใช้ในปัจจุบัน โดยจักษุแพทย์จะนัดตรวจให้ห่างขึ้น เช่น จาก 4 สัปดาห์ เป็น 6 หรือ 8 สัปดาห์ และอาจยืดได้ถึง 12–16 สัปดาห์ เพื่อลดจำนวนครั้งในการฉีดยา โดยที่ยังสามารถควบคุมโรคและป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การติดตามผลการรักษาหลังฉีดยาเข้าวุ้นตา

ผู้ป่วยต้องมาตรวจตามนัดอย่างเคร่งครัดเพื่อประเมินการตอบสนองต่อยาและการมองเห็น

  • การตรวจด้วยภาพถ่าย: แพทย์จะใช้เครื่องมือสแกนชั้นจอตา (OCT) เพื่อดูว่ายังมีของเหลวหลงเหลืออยู่หรือไม่ แม้ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าการมองเห็นดีขึ้นแล้วก็ตาม
  • ความแตกต่างเฉพาะบุคคล: ผู้ป่วยบางรายอาจหยุดฉีดได้หลังจากรักษาไปช่วงหนึ่ง แต่หลายรายจำเป็นต้องฉีดต่อเนื่องไปตลอดชีวิตเพื่อรักษาการมองเห็นไว้
  • นวัตกรรมเพื่อลดภาระการรักษา: ปัจจุบันมีการพัฒนาตัวยาที่ออกฤทธิ์นานขึ้น เช่น Faricimab ที่ฉีดได้ห่างนาน 4 เดือน หรือใช้อุปกรณ์ฝังในตาแบบเติมยาได้ (Port Delivery System) เพื่อลดจำนวนครั้งที่ผู้ป่วยต้องมาโรงพยาบาล

การฉีดยาเข้าวุ้นตา (intravitreal Injection) การฉีดยาเข้าวุ้นตากับคุณภาพการมองเห็นในระยะยาว

การฉีดยาเข้าวุ้นตากับคุณภาพการมองเห็นในระยะยาว

เป้าหมายหลักของการฉีดยาเข้าวุ้นตา คือการยับยั้งและชะลอความรุนแรงของโรค เพื่อรักษาคุณภาพการมองเห็นของผู้ป่วยให้คงอยู่ได้นานที่สุด ตัวยาจะทำหน้าที่ลดการรั่วซึมของหลอดเลือดและหยุดการเจริญเติบโตของหลอดเลือดที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะจุดภาพชัดบวมและเลือดออกในจอตา การรักษาที่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การอ่านหนังสือ หรือการขับรถ ได้ตามปกติ

ทั้งนี้ การรักษาโรคจอประสาทตาเป็นการจัดการโรคเรื้อรังที่ต้องอาศัยการดูแลในระยะยาว ไม่ใช่การรักษาแบบครั้งเดียวแล้วหายขาด การไม่ไปตามนัดหรือเว้นช่วงการฉีดนานเกินไป อาจส่งผลให้ของเหลวกลับมาสะสมใหม่ เกิดพังผืดหรือเนื้อเยื่อตาตายอย่างถาวร (Atrophy) จนไม่สามารถกู้คืนการมองเห็นได้อีก

ความแตกต่างของผลลัพธ์การฉีดยาเข้าวุ้นตาในแต่ละบุคคล

ผลการรักษาด้วยการฉีดยาเข้าวุ้นตามักขึ้นอยู่กับปัจจัยของผู้ป่วยแต่ละราย

  • ระดับการมองเห็นเริ่มต้น: ผู้ป่วยที่มีการมองเห็นแย่ในช่วงเริ่มต้น (20/50 หรือต่ำกว่า) อาจเห็นจำนวนตัวอักษรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อได้รับยาที่เหมาะสม ในขณะที่ผู้ป่วยที่มีการมองเห็นดีอยู่แล้ว เป้าหมายจะเน้นไปที่การประคับประคองให้สายตาไม่แย่ลง
  • สภาพทางสรีระของดวงตา: ปัจจัยทางกายภาพ เช่น ความยาวลูกตา สภาวะวุ้นตาเสื่อมตามอายุ (Liquefaction) หรือความดันลูกตาที่ผันผวน ล้วนมีส่วนทำให้การกระจายตัวของยาและระยะเวลาที่ยาคงอยู่ในดวงตาแตกต่างกัน
  • โรคประจำตัวและการตอบสนองต่อยา: การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตมีผลโดยตรงต่อการรักษา นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจตอบสนองต่อยาชนิดหนึ่งได้ดีกว่าอีกชนิดหนึ่ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดยาเข้าวุ้นตา (FAQ)

  • Q: การฉีดยาเข้าวุ้นตา (Intravitreal Injection) เจ็บไหม อันตรายหรือไม่?
    A: การฉีดยาเข้าวุ้นตาโดยทั่วไป ไม่เจ็บอย่างที่หลายคนกังวล ก่อนเริ่มหัตถการ จักษุแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่ ผู้ป่วยอาจรู้สึกถึงแรงกดเบา ๆ หรือตึง ๆ ภายในตา หลังยาชาหมดฤทธิ์อาจรู้สึกระคายเคืองคล้ายมีเศษผงในตา หรือปวดตื้อ ๆ เล็กน้อย ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นเองภายใน 24 ชั่วโมง
  • Q: การฉีดยาเข้าวุ้นตามี ค่าใช้จ่ายเท่าไร?
    A: ค่ารักษาอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ใช้ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น แผนการรักษาและสถานพยาบาล
  • Q: การฉีดยาเข้าวุ้นตาบ่อย ๆ จะเป็นอันตรายต่อดวงตาในระยะยาวหรือไม่?
    A: แม้ว่าหัตถการนี้จะมีความปลอดภัยสูง แต่จากการศึกษาพบว่าการฉีดมากกว่า 7 ครั้งต่อปีอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดต้อหิน ความดันลูกตาที่สูงขึ้นชั่วคราวอาจส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดในจอตาและเส้นประสาทตา จักษุแพทย์จึงจำเป็นต้องเฝ้าติดตามความดันลูกตาและสภาพจอตาทุกครั้งก่อนและหลังหัตถการ
  • Q: เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว สามารถหยุดการฉีดยาเข้าวุ้นตาได้หรือไม่?
    A: ผู้ป่วยบางรายอาจหยุดเข้ารับการฉีดได้หลังจากรับการรักษาไปช่วงหนึ่ง แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคจอตาเสื่อมตามวัย (AMD) หรือเส้นเลือดดำอุดตัน (RVO) ยังจำเป็นต้องรับยาต่อเนื่องเพื่อประคับประคองการมองเห็น
  • Q: หากไม่ได้รับการฉีดยาเข้าวุ้นตาตามกำหนด หรือไม่ได้รับการรักษา จะเกิดอะไรขึ้น?
    A: หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที อาจเกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร เนื่องจากของเหลวที่คั่งในจอตาจะทำลายเซลล์รับภาพและทำให้เกิดพังผืดหรือจอตาฝ่อในที่สุด ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่สามารถกู้คืนการมองเห็นกลับมาได้
  • Q: หลังฉีดยาเข้าวุ้นตา แล้วการมองเห็นจะดีขึ้นทันทีเลยไหม?
    A: การฉีดยาไม่ได้ทำให้การมองเห็นเปลี่ยนไปในทันที ในช่วง 1-2 วันแรกหลังฉีด ผู้ป่วยอาจมีอาการตามัวลงเล็กน้อยจากการระคายเคืองของน้ำยาฆ่าเชื้อ หรือเห็นจุดดำหรือเงาขยับไปมาซึ่งเกิดจากฟองอากาศหรือตะกอนยาที่ฉีดเข้าไป อาการเหล่านี้จะหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์ ทั้งนี้ผู้ป่วยมักจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนหลังการฉีดต่อเนื่องไปแล้วระยะหนึ่ง

คำแนะนำจากแพทย์โรงพยาบาลเมดพาร์ค

การฉีดยาเข้าวุ้นตา (Intravitreal Injection) เปรียบเสมือนการดูแลโรคเรื้อรัง จึงไม่ใช่การรักษาเพียงครั้งเดียวแล้วหาย แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอตามแผนที่แพทย์กำหนด การเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องช่วยควบคุมโรค ชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา และลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวร แม้ผู้ป่วยบางรายอาจยังไม่มีอาการรุนแรงหรือยังมองเห็นได้ดี แต่หากขาดการรักษาหรือการติดตามอาการอย่างเหมาะสม อาจทำให้โรคดำเนินไปโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้นการมาตรวจติดตามและรับการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์จึงมีความสำคัญต่อการคงคุณภาพการมองเห็นในระยะยาว

บทความโดย

เผยแพร่เมื่อ: 29 เม.ย. 2026

แชร์

แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

  • Link to doctor
    นพ. อดิศัย วราดิศัย

    นพ. อดิศัย วราดิศัย

    • จักษุวิทยา
    • จักษุวิทยาการผ่าตัดวุ้นน้ำตาและจอประสาทตา
    จักษุวิทยา, การผ่าตัดรักษาโรคทางจอประสาทตาและน้ำวุ้นตา
  • Link to doctor
    นพ. อภิพล อินโอภาส

    นพ. อภิพล อินโอภาส

    • จักษุวิทยา
    • จักษุวิทยาโรคต้อหิน
    จักษุวิทยา, โรคต้อหิน
  • Link to doctor
    นพ. กฤติเดช เดชะคุปต์

    นพ. กฤติเดช เดชะคุปต์

    • จักษุวิทยา
    • จักษุวิทยาจอตาและวุ้นตา
    ผ่าตัดจอประสาทตา, ต้อกระจก, การผ่าตัดต้อกระจก, โรคตาทั่วไป
  • Link to doctor
    พญ. สุปรียา อรรถวุฒิศิลป์

    พญ. สุปรียา อรรถวุฒิศิลป์

    • จักษุวิทยา
    • จักษุวิทยาโรคต้อหิน
    • ศัลยกรรมจักษุตกแต่งและเสริมสร้าง
    จักษุวิทยา, โรคต้อหิน, ศัลยกรรมจักษุตกแต่งและเสริมสร้าง
  • Link to doctor
    พญ. มณฑิรา เจิมจุติธรรม

    พญ. มณฑิรา เจิมจุติธรรม

    • จักษุวิทยา
    • จักษุวิทยากระจกตา
    • จักษุวิทยาผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ (LASIK & SMILE pro)
    โรคทางกระจกตาและตาส่วนนอก, การผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ, จักษุวิทยา, โรคต้อเนื้อ, โรคตาแห้งและโรคกระจกตา, การผ่าตัดต้อกระจก, การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา
  • Link to doctor
    นพ. ธนาพงษ์ สมกิจรุ่งโรจน์

    นพ. ธนาพงษ์ สมกิจรุ่งโรจน์

    • จักษุวิทยา
    • จักษุวิทยาจอตาและวุ้นตา
    การผ่าตัดต้อกระจก, จอประสาทตาและน้ำวุ้นตา, ม่านตาอักเสบ, โรคทางกระจกตาและตาส่วนนอก
  • Link to doctor
    นพ. ธันย์ฉัตร เจียรมณีโชติชัย

    นพ. ธันย์ฉัตร เจียรมณีโชติชัย

    • จักษุวิทยา
    • ศัลยกรรมจักษุตกแต่งและเสริมสร้าง
    จักษุวิทยา, ศัลยกรรมจักษุตกแต่งและเสริมสร้าง
  • Link to doctor
    นพ. นันทชัย สุรวัติเสถียร

    นพ. นันทชัย สุรวัติเสถียร

    • จักษุวิทยา
    • จักษุวิทยาการผ่าตัดวุ้นน้ำตาและจอประสาทตา
    จักษุวิทยา, การผ่าตัดรักษาโรคทางจอประสาทตาและน้ำวุ้นตา, จอประสาทตาและน้ำวุ้นตา
  • Link to doctor
    พญ. ชนัสนันท์ ณรงค์ชัย

    พญ. ชนัสนันท์ ณรงค์ชัย

    • จักษุวิทยา
    • จักษุวิทยาจอตาและวุ้นตา
    จักษุวิทยา, จอประสาทตาและน้ำวุ้นตา
  • Link to doctor
    นพ. ธีรธัช ศรีบุญนาค

    นพ. ธีรธัช ศรีบุญนาค

    • จักษุวิทยา
    • จักษุวิทยาโรคต้อหิน
    • จักษุวิทยาจอตาและวุ้นตา
    โรคต้อหิน, จักษุวิทยา, ต้อกระจก