ยาคุมฉุกเฉิน อันตรายจริงหรือ ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย - Emergency Contraceptive Pills

ยาคุมฉุกเฉิน อันตรายจริงหรือ กินอย่างไรให้ปลอดภัย

หลายคนคงเคยได้ยินคำเตือนที่ว่า ยาคุมฉุกเฉิน ห้ามกินเกินสองครั้งในชีวิต เพราะเป็นยาที่มีผลข้างเคียงและอันตราย แต่ข้อมูลนี้เป็นจริงมากน้อยแค่ไหน แล้วเราสามารถใช้ยาคุมกำเนิดให้มั่นใจ ปลอดภัยได้จริงหรือไม่

แชร์
FacebookFacebook MessengerxLINEthreads

ยาคุมฉุกเฉิน อันตรายจริงหรือ ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

หลายคนคงเคยได้ยินคำเตือนที่ว่า ยาคุมฉุกเฉิน ห้ามกินเกินสองครั้งในชีวิต เพราะเป็นยาที่มีผลข้างเคียงและอันตราย แต่ข้อมูลนี้เป็นจริงมากน้อยแค่ไหน แล้วเราสามารถใช้ยาคุมกำเนิดให้มั่นใจ ปลอดภัยได้จริงหรือไม่ บทความนี้เราจะมาหาคำตอบกัน

รู้จักยาคุมกำเนิด

ยาคุมกำเนิด เป็นวิธีการคุมกำเนิดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะใช้ฮอร์โมนมาเป็นตัวป้องกันการปฏิสนธิระหว่างฟองไข่กับอสุจิ ฮอร์โมนที่ใช้มี 2 รูปแบบ ทั้งฮอร์โมนเดี่ยว (โปรเจสเตอโรน) และฮอร์โมนรวม (เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน) ซึ่งมีหลายประเภท ทั้งยากิน แผ่นแปะ ห่วงที่ใส่ช่องคลอด ห่วงอนามัยที่ใส่ในโพรงมดลูก ยาฉีด และยาฝัง

กลไกการคุมกำเนิดหลัก ๆ ของยาคุมกำเนิด ได้แก่

  1. ยับยั้งการตกไข่ เมื่อไม่มีการตกไข่ ก็จะไม่เกิดการปฏิสนธิ
  2. ออกฤทธิ์เฉพาะที่ คือ ทำให้มูกที่ปากมดลูกข้นเหนียว ยากต่อการเจาะของอสุจิ หรือทำให้ผนังโพรงมดลูกบาง ไม่เหมาะต่อการฝังตัวของตัวอ่อน

ในส่วนของยาคุมฉุกเฉิน ก็มีทั้งแบบใช้ฮอร์โมนเดี่ยว และฮอร์โมนรวม และในรูปแบบแอนติโปรเจสโตเจน  นอกจากนี้ยังสามารถใช้ห่วงอนามัยเป็นยาคุมฉุกเฉินได้เช่นกัน ฮอร์โมนที่ใช้ในยาคุมฉุกเฉินจะมีปริมาณค่อนข้างสูง จึงมีวัตถุประสงค์ในการใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจ การคุมกำเนิดตามปกติเกิดผิดพลาด เช่น ลืมกินยาคุมกำเนิดปกติ ใส่ถุงยางอนามัย แต่ถุงยางอนามัยหลุด หรือขาด หรือในกรณีถูกล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น

รู้จักกับประเภทของยาคุมกำเนิด

ประเภทยาคุมกำเนิด จะแบ่งตามส่วนประกอบของฮอร์โมนที่ใช้ ได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ ได้แก่

  • ยาคุมกำเนิดที่ใช้ฮอร์โมนเดี่ยว มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอย่างเดียว 
  • ยาคุมกำเนิดที่ใช้ฮอร์โมนรวม มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและฮอร์โมนเอสโตรเจน 

ทั้งสองชนิดมีคุณสมบัติ หรือกลไกการทำงานช่วยยับยั้งการตกไข่ ทำให้มูกบริเวณปากมดลูกเหนียวข้น อสุจิจึงไม่สามารถเข้ามาในโพรงมดลูกและเข้าไปปฏิสนธิกับฟองไข่ที่ปีกมดลูกได้ และทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบาง ทำให้ตัวอ่อนที่ปฏิสนธิแล้วไม่สามารถมาฝังตัวและเจริญเติบโตในโพรงมดลูกได้ 

และยาคุมกำเนิดทั้งที่ใช้ฮอร์โมนเดี่ยว หรือ ฮอร์โมนรวม ยังแบ่งเป็นหลายรูปแบบ ได้แก่

ฮอร์โมนเดี่ยว

  • ยากิน สำหรับกินวันละ 1 เม็ด โดยหนึ่งแผงมี 28 เม็ด กินต่อเนื่อง โดยจะต้องกินยาอย่างเคร่งครัด เพราะประสิทธิภาพจะลดลง และมีผลข้างเคียงมากขึ้นหากลืมกินยา
  • ยาฉีด สำหรับฉีดทุก 3 เดือน
  • ยาฝัง ที่บริเวณต้นแขน แบบแท่งเดี่ยวจะมีระยะเวลาคงประสิทธิภาพ 3 ปี และแบบแท่งคู่จะมีระยะเวลาคงประสิทธิภาพ 5 ปี
  • ห่วงคุมกำเนิด (ใส่ในโพรงมดลูก) มีระยะเวลาคงประสิทธิภาพ 5 ปี

ฮอร์โมนรวม

  • ยากิน สำหรับกินวันละ 1 เม็ด โดยหนึ่งแผงมี 21 เม็ด และยาเม็ดแป้งอีก 7 เม็ด ในบางยี่ห้อหนึ่งแผงมี 24 เม็ด และยาเม็ดแป้งอีก 4 เม็ด
  • แผ่นแปะ ใช้แปะทุก 3 สัปดาห์ เว้น 1 สัปดาห์
  • ห่วงใส่ช่องคลอด ใส่ 3 สัปดาห์ เว้น 1 สัปดาห์ 

การใช้ยาคุมในปัจจุบัน นอกจากการใช้เพื่อคุมกำเนิดแล้ว ยังสามารถนำมาใช้เพื่อบรรเทาอาการจากโรคทางนรีเวชด้วย จัดเป็นประโยชน์ทางอ้อมของการใช้ฮอร์โมน โดยจะช่วยยับยั้งการตกไข่ ลดการหลั่งของสารโพรสตาแกลนดิน หรือสารที่ทำให้ปวดท้อง ปวดหน่วงช่วงมีประจำเดือน และถ้าใช้อย่างต่อเนื่องจะทำให้ประจำเดือนไม่มา ทำให้เยื่อบุมดลูกบาง จะช่วยบรรเทาอาการของโรคบางโรค เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้ โดยวัตถุประสงค์หลัก ๆ ของการใช้ยา คือ การบรรเทาอาการ และชะลอการดำเนินของโรค ในกรณีที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีข้อบ่งชี้ต้องผ่าตัด แต่ไม่ได้ทำให้โรคหาย หรือพยาธิสภาพของโรคหายไป ซึ่งต้องพิจารณาการใช้เป็นรายบุคคลไป

ยาคุมฉุกเฉิน ห้ามกินเกิน 2 ครั้งในชีวิตจริงหรือ?

ยาคุมฉุกเฉิน ตามที่กล่าวไปว่ามีทั้งชนิดที่เป็นฮอร์โมนเดี่ยวและฮอร์โมนรวม แต่จะมีฮอร์โมนในปริมาณที่สูงกว่ายาคุมกำเนิดปกติ โดยยาคุมฉุกเฉินนั้น ในปัจจุบัน กลไกการทำงานยังไม่แน่ชัด มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดต่ำกว่ายาคุมกำเนิดปกติ  และมีข้อจำกัดในการใช้งานพอสมควร คือต้องใช้ภายใน 5 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ หลังจากนั้นประสิทธิภาพจะลดลง

แล้วห้ามกินเกิน 2 ครั้งในชีวิตจริงหรือไม่ ในแง่ของผลจากฮอร์โมน ไม่ได้เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ควรใช้ในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น เนื่องจากกลไกการทำงานเพื่อคุมกำเนิดของยาคุมฉุกเฉินยังไม่แน่ชัด และอัตราการคุมกำเนิดประสบความสำเร็จอยู่ที่ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การกินยาคุมกำเนิดปกติอยู่ที่ประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า จึงไม่แนะนำให้ใช้ยาคุมฉุกเฉินในการคุมกำเนิดตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคนที่มีเพศสัมพันธ์บ่อย ๆ เพราะมีวิธีอื่นที่มีประสิทธิภาพมากกว่า 

ผลข้างเคียงจากยาคุมกำเนิดจริง ๆ มีอะไรบ้าง?

สำหรับยาคุมกำเนิดที่ใช้ฮอร์โมนเดี่ยว ซึ่งเป็นฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน อาจส่งผลข้างเคียงให้มีเลือดออกกะปริบกะปรอยได้ ในขณะที่ฮอร์โมนรวม ที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนเข้ามาด้วย จะลดผลข้างเคียงเรื่องเลือดออกกะปริบกะปรอยได้ แต่อาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียนมากกว่า

แนะนำการคุมกำเนิดจากหมอสูติ

การคุมกำเนิดที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันส่วนใหญ่ มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ จึงไม่ได้มีวิธีใดดีกว่าวิธีอื่น แต่การจะตัดสินใจเลือกว่าจะใช้วิธีใด ขึ้นอยู่กับปัจจัยของตัวผู้ใช้เอง โดยแพทย์จะสอบถามข้อมูลเพื่อให้คำแนะนำว่าควรคุมกำเนิดด้วยวิธีใด ถึงจะเหมาะสม ซึ่งจะพิจารณาจาก

  • ต้องการคุมกำเนิดนานแค่ไหน ระยะสั้น 1-2 ปี และระยะยาวคือมากกว่า 3 ปีขึ้นไป
  • นิสัยหรือพฤติกรรมการกินยา ว่าเข้มงวดแค่ไหน หากลืมกินยาบ่อย จะไม่เหมาะกับยาคุมกำเนิดประเภทยากิน
  • ราคา
  • ผลข้างเคียงจากยาชนิดต่าง ๆ 

ยาคุมกำเนิดแบบยากิน จะเหมาะกับใคร - Emergency Contraceptive Pills Banner 2

ยาคุมกำเนิดแบบยากิน จะเหมาะกับคนที่มีวินัยในการกินยา เพราะต้องกินทุกวัน ห้ามขาด หากลืมกิน 1-2 เม็ดแล้วนึกได้ต้องรีบกินทันทีตามจำนวนเม็ดที่ลืม แล้วกินยาต่อตามปกติเมื่อถึงเวลากินเม็ดต่อไป หากลืมกิน 3 เม็ดแล้วนึกได้ ให้ยกเลิกยาแผงนั้นไปเลย รอให้ประจำเดือนมาก่อน แล้วค่อยเริ่มยาแผงใหม่ เหมาะกับการคุมกำเนิดระยะสั้น 1-2 ปี และหลังจากหยุดกิน ไม่นานก็จะกลับมามีบุตรได้

ยาคุมกำเนิดแบบยาฉีด เป็นยาฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเดี่ยว ออกฤทธิ์ 3 เดือน หรือ 12 สัปดาห์ จึงต้องไปฉีดทุก 3 เดือน ช่วยยับยั้งการตกไข่ แต่หลังจากหยุดฉีดยา อาจต้องรอประมาณ 6 เดือนถึงจะกลับมามีลูกได้ มีข้อดีคือ ราคาถูก

ยาคุมกำเนิดแบบห่วงใส่ในโพรงมดลูก เป็นห่วงที่สอดเข้าไปในโพรงมดลูก ชนิดแรกคือห่วงที่มีตัวยาฮอร์โมน กลไกออกฤทธิ์เฉพาะที่ ทำให้มูกปากมดลูกเหนียวข้น เยื่อบุโพรงมดลูกบาง อาจยับยั้งการตกไข่ได้บ้างแต่ไม่มาก ออกฤทธิ์นาน 5 ปี มีราคาค่อนข้างสูง และอีกชนิดหนึ่งคือห่วงทองแดง ไปกระตุ้นกระบวนการอักเสบที่ไม่ใช่การอักเสบติดเชื้อ ช่วยให้สิ่งแวดล้อมในโพรงมดลูกไม่เหมาะกับการฝังตัวของตัวอ่อน ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ ทำให้มีประจำเดือนทุกเดือนตามปกติ ออกฤทธิ์นาน 8 ปี กับ 10 ปี และมีข้อดีคือ ราคาถูก

ยาคุมกำเนิดแบบแผ่นแปะและแบบห่วงใส่ในช่องคลอด เป็นฮอร์โมนรวม แบบแผ่นแปะใช้แปะติดกับผิวหนัง ให้ยาซึมผ่านผิวหนัง แบบห่วงใส่ในช่องคลอด ยาจะซึมผ่านทางผนังช่องคลอด ตัวยาออกฤทธิ์นาน 3 สัปดาห์ แล้วเว้น 1 สัปดาห์ให้ประจำเดือนมา ข้อดีคือใช้งานสะดวก หากเป็นคนชอบลืมกินยา แต่ก็อยากคุมกำเนิดระยะสั้น ๆ สามารถใช้วิธีนี้ได้

ยาคุมกำเนิดแบบฝัง เป็นฮอร์โมนเดี่ยว ใช้ฝังที่แขน ออกฤทธิ์นาน 3 ปี กับ 5 ปี แล้วแต่ชนิดยา เหมาะกับการคุมกำเนิดในระยะยาว ไม่ต้องการมีบุตรในช่วงเวลาหลายปี 

สรุปแล้ว ยาคุมฉุกเฉิน ไม่แนะนำให้ใช้บ่อย ๆ ไม่ใช่เพราะเป็นยาที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย แต่เพราะประสิทธิภาพที่ให้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าการคุมกำเนิดด้วยยาคุมกำเนิดชนิดอื่น ๆ แพทย์จึงไม่แนะนำให้ใช้พร่ำเพรื่อ หรือใช้แทนการคุมกำเนิดตามปกติ ควรใช้ในกรณีจำเป็นหรือฉุกเฉินจริง ๆ เท่านั้น

บทความโดย

เผยแพร่เมื่อ:01 เม.ย. 2024

แชร์
FacebookFacebook MessengerxLINEthreads