จากเชื้อ HPV สู่มะเร็งปากมดลูก เข้าใจระยะของโรค และแนวทางรักษาที่เพิ่มคุณภาพชีวิตหลังบอกลามะเร็ง
แม้ประเทศไทยจะเดินหน้าป้องกันมะเร็งปากมดลูกอย่างจริงจัง ด้วยการเชิญชวนผู้หญิงไทย อายุระหว่าง 11 – 20 ปี เข้ารับการฉีดวัคซีน HPV มากกว่า 1 ล้านโดส ในปี 2024 แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูก ยังคงสูงถึงปีละ 4,000 – 5,000 คน ซึ่งเท่ากับว่า ในทุก ๆ 2 ชั่วโมง ยังมีผู้หญิงอย่างน้อย 1 คน ต้องจากไปด้วยโรคนี้
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “เราป้องกันได้ดีแค่ไหน” แต่ “ทำไมโรคที่ป้องกันได้ ถึง ยังคร่าชีวิตผู้หญิงไทยจำนวนมาก”
บทความนี้ จะพาคุณไปหาคำตอบกับแพทย์เฉพาะทาง 3 สาขา ทั้งสูตินรีแพทย์ด้านมะเร็งวิทยานรีเวช อายุรแพทย์ด้านมะเร็งวิทยา และรังสีแพทย์ด้านรังสีรักษา เพื่อเข้าใจตั้งแต่ต้นเหตุของโรคจากเชื้อ HPV ความสำคัญวัคซีน HPV และการตรวจคัดกรอง ไปจนถึงทางเลือกใหม่ ๆ ในการรักษามะเร็งปากมดลูก ที่ไม่เพียงเพิ่มโอกาสหายจากโรค แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
มะเร็งปากมดลูก โรคที่ป้องกันได้ แต่ทำไมยังคร่าชีวิตผู้หญิงไทยจำนวนมาก
มะเร็งปากมดลูก เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ที่ต้นเหตุการเกิดโรค ด้วยวัคซีน HPV และการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพ แต่ในความเป็นจริง โรคนี้ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสำคัญของผู้หญิงไทย

พญ.อสมา วาณิชตันติกุล สูตินรีแพทย์ เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลเมดพาร์ค อธิบายถึงสาเหตุที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังไม่ลดต่ำลงเท่าที่ควรว่า
“มะเร็งปากมดลูกในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากไม่ได้ตรวจคัดกรอง จนกระทั่งเริ่มมีอาการผิดปกติ เช่น เลือดออก หรือตกขาวผิดปกติ จึงค่อยมาพบแพทย์ ซึ่งหลายครั้งโรคก็เข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว ขณะที่หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก ๆ การรักษาจะซับซ้อนน้อยกว่า และช่วยเพิ่มโอกาสหายขาดได้สูงกว่า”
เข้าใจ “เชื้อ HPV” จุดเริ่มต้นของมะเร็งปากมดลูก

ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า มะเร็งปากมดลูก มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อ HPV สูงถึง 99% โดยเฉพาะสายพันธุ์ความเสี่ยงสูง เช่น HPV 16 และ 18 ที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกทั่วโลก ซึ่งเชื้อ HPV ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งที่มีการสอดใส่ การสัมผัสผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ รวมไปถึงการทำ Oral sex ก็สามารถติดเชื้อ HPV ได้เช่นกัน
พญ.อสมา ให้ข้อมูลเชิงลึกที่คนส่วนใหญ่อาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า “ผู้หญิงประมาณ 80% มีโอกาสติดเชื้อ HPV ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ซึ่งเชื้อสามารถอยู่ในร่างกายได้หลายปีโดยไม่มีอาการ ส่วนใหญ่ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อนี้ได้เองภายใน 1 – 2 ปี แต่ในบางกรณีที่ติดเชื้อสายพันธุ์ความเสี่ยงสูง เชื้อเหล่านี้จะค่อย ๆ ทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะก่อนมะเร็ง และพัฒนาเป็นมะเร็งได้ในที่สุด”
HPV ในผู้ชาย อีกหนึ่งกลุ่มเสี่ยงที่แทบไม่มีใครพูดถึง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการค้นพบว่าเชื้อ HPV ยังมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งอีกหลายชนิด ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย เช่น มะเร็งอวัยวะเพศชาย มะเร็งทวารหนัก รวมถึงมะเร็งช่องปากและลำคอ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก ที่สำคัญคือ ผู้ชายไทยส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจและยังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV
“หนึ่งในการให้ข้อมูลที่นำไปสู่ความเข้าใจผิด คือ การเรียกวัคซีน HPV ว่า วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ทำให้ผู้ชายคิดว่าสิ่งนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเอง ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้ชายสามารถติดเชื้อและเป็นพาหะนำเชื้อ HPV แพร่ไปสู่คู่นอนได้เช่นกัน ซึ่งในปัจจุบัน การตรวจหาเชื้อในผู้ชายยังทำได้ยากกว่าผู้หญิง เนื่องจากยังไม่มีระบบคัดกรองที่ชัดเจนเทียบเท่าการตรวจปากมดลูก”
วัคซีน HPV + ตรวจคัดกรอง = ลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง
สำหรับ วัคซีน HPV รุ่นใหม่ สามารถป้องกันเชื้อสายพันธุ์เสี่ยงสูงได้ถึง 9 สายพันธุ์ ครอบคลุมสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกได้ราว 95% โดยวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV จะให้ผลดีที่สุดช่วงก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ หรืออายุระหว่าง 9 - 12 ปี แต่ถึงแม้ว่าจะเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว แพทย์ก็ยังแนะนำให้รับวัคซีนได้จนถึงอายุ 45 ปี

พญ. อสมา กล่าวถึงสิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่ไปกับการรับวัคซีน HPV ว่า “แม้วัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันได้ 100% การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยค้นหาสัญญาณของโรคมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น”
ปัจจุบันการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่แพทย์แนะนำมีอยู่ 2 วิธี คือ
- Thin Prep ตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก เพื่อคัดกรองสัญญาณของมะเร็งปากมดลูก เหมาะสำหรับผู้หญิงอายุ 21 ปีขึ้นไป
- HPV DNA Test เป็นวิธีที่แพทย์แนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม สำหรับผู้หญิงอายุ 25 ปีขึ้นไป เพราะสามารถตรวจหาเชื้อ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงได้แม่นยำ
การรักษามะเร็งปากมดลูก ขึ้นอยู่กับระยะของโรค
การรักษามะเร็งปากมดลูกในปัจจุบัน แพทย์จะพิจารณาตามระยะของโรคเป็นสำคัญ ตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง ไปจนถึงระยะแพร่กระจาย เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ดังนี้
- ระยะก่อนมะเร็ง หรือ พบความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก ระดับน้อยถึงปานกลาง แพทย์อาจเลือกติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หรือรักษาด้วยหัตถการเฉพาะจุด เช่น การจี้ร้อน/จี้เย็น แต่หากเซลล์มีความผิดปกติระดับรุนแรง มักแนะนำให้ตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย (Cone biopsy) เพื่อป้องกันการพัฒนาไปสู่มะเร็งในอนาคต
แต่เมื่อเข้าสู่ระยะมะเร็ง แนวทางการรักษาจะเปลี่ยนไปตามการลุกลามของโรค ได้แก่
- ระยะที่ 1 โรคยังอยู่เฉพาะบริเวณปากมดลูก เน้นรักษาด้วยการผ่าตัด
- ระยะที่ 2–3 โรคเริ่มลุกลามไปยังเนื้อเยื่อหรืออวัยวะใกล้เคียง การรักษาหลักจะเปลี่ยนเป็นการฉายแสง ร่วมกับยาเคมีบำบัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรค
- ระยะที่ 4 เมื่อมะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ การรักษาจะเน้นการให้ยาออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย ทั้งยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด อาจมีการฉายแสงเฉพาะจุดร่วมด้วย เพื่อช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ เช่น อาการปวด เลือดออก หรือภาวะแทรกซ้อนจากก้อนมะเร็ง
การผ่าตัด: ทางเลือกสำคัญสำหรับ มะเร็งปากมดลูก ระยะเริ่มต้น
พญ.อสมา อธิบายถึงแนวทางการผ่าตัดมะเร็งปากมดลูก โดยจะพิจารณาตามขนาดของก้อนมะเร็ง ระยะของโรค รวมไปถึงความต้องการมีบุตรในอนาคต

“ปัจจุบันการผ่าตัดมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การตัดเฉพาะรอยโรค การตัดปากมดลูกบางส่วน ไปจนถึงการผ่าตัดมดลูกและการเลาะต่อมน้ำเหลือง ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย หากตรวจพบโรคได้เร็ว อาจรักษาด้วยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว โดยไม่จำเป็นต้องทำเคมีบำบัดหรือฉายแสงเพิ่มเติม”
“สำหรับผู้ที่วางแผนมีบุตรในอนาคต การผ่าตัดบางรูปแบบอาจส่งผลให้ปากมดลูกสั้นลง เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดมากขึ้น การตั้งครรภ์หลังการรักษาจำเป็นต้องได้รับการดูแลและติดตามอย่างใกล้ชิดจากแพทย์เฉพาะทางตลอดอายุครรภ์”
เคมีบำบัด การฉายแสง: เมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลาม
สำหรับผู้ป่วยที่โรคเริ่มลุกลาม การฉายแสงร่วมกับยาเคมีบำบัด ถือเป็นแนวทางรักษามาตรฐานที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคได้ดีขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ รักษาให้ได้ผลดีที่สุด และลดผลข้างเคียงต่ออวัยวะข้างเคียงให้น้อยที่สุด

ผศ. พญ.สุนันทา ศรีสุบัติ-พลอยส่องแสง รังสีแพทย์ เฉพาะทางด้านรังสีรักษามะเร็งวิทยา อธิบายว่า
“การฉายแสงในปัจจุบันมีความแม่นยำกว่าในอดีตมาก โดยใช้เทคโนโลยีวางแผนการรักษาแบบสามมิติ ช่วยให้รังสีพุ่งตรงไปยังตำแหน่งก้อนมะเร็ง สามารถลดผลกระทบต่อกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และทวารหนัก ซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้เคียงได้ดีขึ้น”
การฝังแร่: เทคโนโลยีรังสีรักษาระยะใกล้ จัดการโรคได้ตรงจุดมากขึ้น
อีกหนึ่งเทคนิคสำคัญ คือ การฝังแร่ (Brachytherapy) เป็นการใส่เม็ดแร่กัมมันตรังสี เข้าไปในโพรงมดลูก และบริเวณปากมดลูกโดยตรง เพื่อให้รังสีในปริมาณสูงพุ่งตรงเข้าสู่ก้อนมะเร็งได้อย่างแม่นยำ
ผศ. พญ.สุนันทา อธิบายถึงข้อดีและขั้นตอนสำคัญในการรักษาด้วยวิธีฝังแร่มะเร็งปากมดลูกว่า “จุดเด่นของการฝังแร่คือ ปริมาณรังสีจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ห่างจากตำแหน่งที่ใส่แร่ ทำให้อวัยวะข้างเคียงอย่าง กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และทวารหนัก ได้รับผลกระทบน้อยมาก ทุกครั้งก่อนการฝังแร่ ทีมรังสีแพทย์จะวางแผนรักษาอย่างละเอียดด้วยเครื่อง CT Scan หรือ MRI เพื่อคำนวณตำแหน่งและปริมาณรังสีที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย”
ยามุ่งเป้า ภูมิคุ้มกันบำบัด: ความหวังใหม่ของผู้ป่วยระยะลุกลาม
สำหรับผู้ป่วยระยะลุกลาม หรือผู้ที่โรคกลับมาเป็นซ้ำหลังการรักษา ปัจจุบัน แพทย์ได้เริ่มนำแนวทางการรักษาด้วย “ยามุ่งเป้า” (Targeted Therapy) และ “ภูมิคุ้มกันบำบัด” (Immunotherapy) เข้ามาใช้มากขึ้น

นพ.สุดปรีดา ชัยนิธิกรรณ อายุรแพทย์ เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยา อธิบายถึงยากลุ่มใหม่ว่า “ยากลุ่มใหม่อย่าง ADC (Antibody-Drug Conjugate) เป็นยาชนิดใหม่ที่เป็นการผนึกยามุ่งเป้า และ ยาเคมีบำบัดเข้าด้วยกัน ทำงานคล้าย “จรวดนำวิถี” ที่พุ่งตรงเข้าสู่เซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ ตัวแอนติบอดี้เปรียบเหมือนจรวดที่มีเรดาร์ ส่วนยาเคมีบำบัดคือระเบิดที่ถูกส่งเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง”
ข้อดีของยา ADC คือ เพิ่มความแม่นยำในการรักษา และลดผลกระทบต่อเซลล์ปกติเมื่อเทียบกับเคมีบำบัดแบบเดิม แม้ปัจจุบันจะยังจำกัดการใช้ในผู้ป่วยบางกลุ่ม และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ถือเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าสำคัญของการรักษามะเร็ง
การดูแลรักษาเป็นทีมของแพทย์หลายสาขา เพื่อเป้าหมายเดียวกัน
การรักษามะเร็งปากมดลูกในปัจจุบัน ไม่ได้อาศัยแพทย์เพียงสาขาใดสาขาหนึ่ง แต่เป็นการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขา ทั้งสูตินรีแพทย์ด้านมะเร็งวิทยา อายุรแพทย์ด้านมะเร็งวิทยา อายุรแพทย์ด้านรังสีรักษา และพยาบาลผู้ชำนาญการเฉพาะทาง ร่วมกันวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน
โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่โรคมีความซับซ้อนสูง การประชุมร่วมกันของทีมแพทย์ (Tumor Board) เพื่อประเมินทั้งระยะโรค แนวทางรักษา ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว ซึ่งเป้าหมายสำคัญไม่ใช่แค่รักษาโรค แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้ดีหลังการรักษา
มากกว่าการรักษา คือ คุณภาพชีวิตหลังมะเร็งบอกลา
สำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก การรักษาหายอาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการต่อสู้กับมะเร็งปากมดลูก เพราะหลังจบการรักษา ยังต้องดูแลร่างกายและจิตใจ ต้องค่อย ๆ ปรับตัวเพื่อกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติอีกครั้ง สำหรับผู้หญิงที่มีครอบครัว หลายคนอาจกังวลเรื่องความสัมพันธ์กับคู่ชีวิต และไม่มั่นใจว่าจะกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมหรือไม่
พญ.อสมา ให้คำแนะนำว่า “หากรักษาครบและไม่มีร่องรอยของโรค ผู้ป่วยสามารถกลับมามีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ ซึ่งไม่เพียงช่วยเติมเต็มความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่ยังช่วยลดปัญหาช่องคลอดแห้งและตีบในระยะยาวได้อีกด้วย”
แพทย์ทั้ง 3 สาขายังย้ำตรงกันว่า การติดตามอาการหลังการรักษาอย่างสม่ำเสมอ มีความสำคัญไม่แพ้กระบวนการรักษา เพื่อเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำของโรค และดูแลผลข้างเคียงระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เพราะการรักษามะเร็งไม่ได้มุ่งเพียงยืดระยะเวลาชีวิต แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างมั่นใจ มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว