IVL เทคโนโลยีคลื่นกระแทกเพื่อจัดการหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ เพิ่มทางเลือกในการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบที่ซับซ้อน
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นหนึ่งในโรคหัวใจที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน เกิดจากการสะสมของไขมันและหินปูนภายในผนังหลอดเลือดหัวใจ ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอ ผู้ป่วยอาจมีอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก หรือในบางรายอาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิตได้
โรคนี้มักค่อย ๆ พัฒนาเป็นเวลาหลายปีโดยไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง จนกระทั่งเกิดอาการเมื่อโรคดำเนินไปมากแล้ว

การตรวจคัดกรองช่วยค้นหาความเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจได้ตั้งแต่ก่อนมีอาการ เช่น
- Coronary Calcium Score การตรวจวัดปริมาณหินปูนที่สะสมอยู่ในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งช่วยประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคต
- Coronary CT Angiography (CTA) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ ช่วยให้เห็นภาพหลอดเลือดหัวใจและประเมินตำแหน่งหรือความรุนแรงของการตีบได้อย่างละเอียด
- ในกรณีที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการสวนหัวใจ แพทย์อาจใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพจากภายในหลอดเลือด เช่น Intravascular Ultrasound (IVUS) เพื่อประเมินลักษณะของรอยโรคและช่วยวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
หลอดเลือดหัวใจตีบแต่ละแบบ รักษาไม่เหมือนกัน
การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ความรุนแรง และลักษณะของรอยโรค
ในผู้ป่วยจำนวนมาก การรักษาด้วยการสวนหัวใจและใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือด (Stent) สามารถช่วยฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม รอยโรคบางประเภทมีความซับซ้อนมากกว่าปกติ เช่น
- มีหินปูนสะสมหนาแน่นภายในผนังหลอดเลือด
- มีการตีบหลายตำแหน่ง
- เป็นรอยโรคบริเวณทางแยกของหลอดเลือด
- มีการอุดตันเรื้อรังของหลอดเลือดหัวใจ
- เกิดในหลอดเลือดสำคัญของหัวใจ
รอยโรคเหล่านี้อาจต้องอาศัยเทคนิคและเครื่องมือเฉพาะทางเพิ่มเติมเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัย
ปัญหาของหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คือการมีหินปูนสะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดจำนวนมาก
เมื่อหินปูนสะสมหนาแน่น ผนังหลอดเลือดจะมีความแข็งและสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนเป็นไปได้ยากขึ้น บางครั้งแม้จะใส่ขดลวดแล้ว ขดลวดอาจกางได้ไม่เต็มที่ ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการรักษาในระยะยาว และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตีบซ้ำได้
ด้วยเหตุนี้ แพทย์จึงจำเป็นต้องเตรียมสภาพหลอดเลือดให้เหมาะสมก่อนการใส่ขดลวด
IVL คืออะไร
Intravascular Lithotripsy (IVL) เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยจัดการกับหินปูนภายในหลอดเลือดหัวใจ โดยประยุกต์หลักการเดียวกับการสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทกที่ใช้ในทางการแพทย์มานาน
ระหว่างการสวนหัวใจ แพทย์จะนำบอลลูนชนิดพิเศษเข้าไปยังตำแหน่งที่มีหินปูนสะสม จากนั้นบอลลูนจะปล่อยคลื่นกระแทกพลังงานต่ำผ่านของเหลวภายในบอลลูนไปยังผนังหลอดเลือด
คลื่นกระแทกดังกล่าวจะสร้างรอยร้าวขนาดเล็กภายในชั้นหินปูนที่อยู่ในผนังหลอดเลือด ทำให้หินปูนมีความแข็งลดลง และช่วยให้หลอดเลือดกลับมามีความยืดหยุ่นมากขึ้น เมื่อหลอดเลือดขยายตัวได้ดีขึ้น การใส่ขดลวดและการกางขดลวดก็มีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นตามไปด้วย

IVL แตกต่างจากเทคนิคอื่นอย่างไร
ในอดีต การรักษารอยโรคที่มีหินปูนหนาตัวอาจต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทางหลายรูปแบบ เช่น
- บอลลูนแรงดันสูง (High-pressure Balloon)
- บอลลูนชนิดพิเศษที่ช่วยสร้างรอยแยกในรอยโรค (Cutting Balloon หรือ Scoring Balloon)
- อุปกรณ์กรอหินปูน (Rotational Atherectomy)
แต่ละเทคนิคมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน
จุดเด่นของ IVL คือสามารถส่งคลื่นกระแทกเข้าไปปรับสภาพหินปูนที่อยู่ลึกภายในผนังหลอดเลือดได้ โดยใช้แรงดันบอลลูนค่อนข้างต่ำ ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดีขึ้น และช่วยให้การกางขดลวดมีประสิทธิภาพมากขึ้นในผู้ป่วยที่มีหินปูนหนาตัว
ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจเลือกใช้ IVL ร่วมกับเทคนิคอื่น ๆ เพื่อให้เหมาะกับลักษณะของรอยโรคแต่ละแบบ

IVL ช่วยในกรณีใดบ้าง
นอกจากการเตรียมหลอดเลือดก่อนใส่ขดลวดแล้ว IVL ยังสามารถนำมาใช้ในบางกรณีที่ขดลวดเดิมกางได้ไม่เต็มที่จากปัญหาหินปูนที่อยู่ใต้ขดลวด
เมื่อขดลวดกางไม่สมบูรณ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือการตีบซ้ำในอนาคต การใช้ IVL สามารถช่วยปรับสภาพหินปูนบริเวณดังกล่าวและเพิ่มโอกาสให้ขดลวดขยายตัวได้เต็มที่ขึ้น
คุณหมอสุวัจชัย เสริมว่า ตอนนี้ที่โรงพยาบาลเมดพาร์ค มีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่จะรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ ด้วยวิธีการสวนหัวใจทำบอลลูน หรือ PCI ครอบคลุมที่จะรับมือกับความซับซ้อนของตัวโรค มีแพทย์เฉพาะทางที่ผ่านการฝึกและมีประสบการณ์ในเครื่องมือเหล่านี้อย่างเพียงพอ เพื่อเพิ่มโอกาสและทางเลือกของการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแก่ผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น จากบางกรณีที่เมื่อก่อนจำเป็นต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก แต่ในปัจจุบันการทำบอลลูนหัวใจก็สามารถช่วยรักษาได้ อาศัยอุปกรณ์และความเชี่ยวชาญของแพทย์
“ในเคสที่ซับซ้อน แพทย์จำเป็นต้องมีกระบวนการการวางแผนรักษาที่ละเอียด พิจารณาลำดับขั้นของหัตถการ การใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อแก้ไขจุดที่เป็นปัญหาเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ ตรงนี้เป็นความท้าทาย แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมรักที่จะทำ”
“เพราะในหนึ่งเคส เราอาจต้องประยุกต์ใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ร่วมกัน ปรับเปลี่ยนลำดับขั้นตอนใหม่ให้เข้ากับลักษณะโรคของผู้ป่วย บางครั้งหากมีกรณีเฉพาะหน้าอะไร เครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อมในห้อง Cath Lab ของโรงพยาบาล มีส่วนช่วยให้เราดำเนินการต่อได้เลยโดยไม่ต้องพัก หรือหยุดการรักษาไว้ก่อนครับ ผมว่าความพร้อมของเครื่องมือและเทคโนโลยีค่อนข้างสำคัญ”
เพราะการรักษาโรคหนึ่ง ในคนคนหนึ่ง ไม่มีกฎตายตัว แต่ละคนเป็นโรคเดียวกัน อาจมีกระบวนการการรักษาไม่เหมือนกัน เทคโนโลยีใหม่ ๆ ย่อมเพิ่มทางเลือกการรักษา ให้การรักษานั้นครอบคลุมและประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยได้หลากหลายยิ่งขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วย ได้รับการรักษาที่เหมาะกับตัวเองและเกิดประสิทธิผลมากที่สุด