คู่รักชาย หญิง กำลังวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้การทำ IVF และ ICSI ล้มเหลวซ้ำหลายครั้ง

10 สาเหตุ IVF/ICSI ล้มเหลว วิธีแก้ไขที่ได้ผล การเตรียมตัวรอบต่อไป

IVF/ICSI ล้มเหลวซ้ำ อาจไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัย สูตินรีแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์โรงพยาบาลเมดพาร์ค ได้รวบรวม 10 สาเหตุทำ IVF/ICSI ไม่สำเร็จ พร้อมคำแนะนำ

แชร์
FacebookFacebook MessengerxLINEthreads

เลือกหัวข้อที่อ่าน


10 สาเหตุทำเด็กหลอดแก้ว IVF/ICSI ไม่สำเร็จ

สำหรับคู่รักที่มีภาวะมีบุตรยาก หรือผู้ที่ต้องการมีลูกเมื่ออายุมาก การมีลูกด้วยวิธีการทำเด็กหลอดแก้ว IVF หรือ ICSI ถือเป็นวิธีที่ช่วยให้มีลูกสำเร็จได้จริง หลายท่านตั้งครรภ์ทันทีตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ IVF/ICSI แต่หลายท่านที่ทำซ้ำรอบสองแล้วยังไม่สำเร็จ สิ่งสำคัญที่ต้องตั้งคำถาม ไม่ใช่ “ทำไมเราถึงโชคไม่ดี” แต่คือ “อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง แล้วเราจะแก้ไขได้ไหม” เพราะการทำ IVF/ICSI ล้มเหลวซ้ำ อาจไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัย สูตินรีแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์โรงพยาบาลเมดพาร์ค ได้รวบรวม 10 สาเหตุทำ IVF/ICSI ไม่สำเร็จ พร้อมคำแนะนำ เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไข ดังต่อไปนี้

1. อายุเพิ่มขึ้น (Advanced Age)

อายุ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดคุณภาพและปริมาณไข่ของเพศหญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุ 35-38 ปี ไปแล้ว โดยจะส่งผลให้ปริมาณไข่ตามธรรมชาติของผู้หญิงลดน้อยลง คุณภาพของไข่เริ่มเสื่อม และเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยาก

ปัจจัยข้างต้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสการตั้งครรภ์ของฝ่ายหญิงอย่างมาก และยังเป็นสาเหตุให้ผู้ที่ตั้งครรภ์ด้วยวิธี IVF หรือ ICSI ล้มเหลว เนื่องจากไข่ที่เริ่มเสื่อม จะตอบสนองต่อฮอร์โมนกระตุ้นให้ไข่สุกได้น้อยลง

แพทย์แนะนำ ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่ต้องการทำ IVF/ICSI ซ้ำ ให้แพทย์ทบทวนขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยและรักษาทั้งหมดอีกครั้ง รวมทั้งตรวจร่างกายฝ่ายหญิงและฝ่ายชายซ้ำอย่างละเอียด ในการตรวจที่ลึกขึ้น ในตำแหน่งที่ไม่เคยตรวจมาก่อน

2. คุณภาพไข่ไม่ดี (Poor Oocyte Quality)

คุณภาพไข่ไม่ดี เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ในปัจจุบัน ด้วยการทำงานและการใช้ชีวิต หลายท่านเลือกที่จะมีลูกเมื่อพร้อม ทำให้แพลนมีลูกช้าออกไป หรือกว่าคิดที่จะมีลูกอีกที อายุก็มากเสียแล้ว ทำให้มีภาวะมีบุตรยาก หรือแม้ทำ IVF หรือ ICSI แล้วก็ยังล้มเหลว

จากงานวิจัยกลุ่มเพศหญิงช่วงอายุ 38-40 ปี พบว่า จะมีไข่ที่มีโครโมโซมปกติเพียง 40–50% เท่านั้น ที่ใช้ได้ และจะค่อย ๆ ลดจำนวนลงตามอายุ ซึ่งไข่ที่มีความผิดปกติของโครโมโซม (Aneuploid Oocytes) จะไม่สามารถพัฒนาเป็นตัวอ่อนระยะ บลาสโตซิสต์ที่แข็งแรงได้เลย (ตัวอ่อนวันที่ 5-6) แม้จะผ่านกระบวนการ IVF หรือ ICSI มาแล้วก็ตาม

แพทย์ รพ. เมดพาร์ค แนะนำให้ผู้ที่ยังไม่พร้อมมีลูกในตอนนี้ แต่แพลนมีลูกในอนาคต  ฝ่ายหญิงควรฝากไข่ แช่แข็งไข่ (Egg freezing) โดยแนะนำให้เก็บไข่ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งจะทำให้ได้ไข่ที่มีคุณภาพในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อลดความเสี่ยงการมีลูกยากเมื่อถึงเวลาที่พร้อมจะมีลูกจริง ๆ

นักวิทยาศาสตร์ตรวจวิเคราะห์คุณภาพของอสุจิ และการแตกหักของ DNA ที่หัวของอสุจิ (DFI)

3. การแตกหักของ DNA ที่หัวของอสุจิ (Sperm DNA Fragmentation)

นอกเหนือจากรูปร่างของตัวอสุจิที่ผิดปกติ อสุจิมีปริมาณน้อย และอสุจิเคลื่อนไหวช้า ที่เป็นสาเหตุให้ IVF/ICSI ล้มเหลวแล้ว สาเหตุที่ลึกยิ่งไปกว่านั้น คือการแตกหักของ DNA ที่หัวของอสุจิของฝ่ายชาย ที่ทำให้รูปร่างของอสุจิไม่สมบูรณ์ กระทบต่อคุณภาพของตัวอ่อน มีอัตราการปฏิสนธิน้อย และมีอัตราการฝังตัวในโพรงมดลูกต่ำ ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรสูง

ค่าปกติในการวิเคราะห์คุณภาพของน้ำอสุจิ ตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) มีดังนี้

  • ปริมาตรน้ำอสุจิ =1.5-5.0 มล.
  • ความเข้มข้นของน้ำอสุจิ > 15 ล้านตัว/มล.
  • จำนวนตัวอสุจิทั้งหมด > 39 ล้านตัว
  • ตัวอสุจิเคลื่อนไหวได้ > 40%
  • รูปร่างของตัวอสุจิปกติ > 4% (ภายใต้เกณฑ์ที่เข้มงวด)

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ตามมาตรฐานข้างต้น อาจมิได้บ่งบอกคุณภาพของอสุจิในระดับ DNA แพทย์ รพ. เมดพาร์ค แนะนำให้ตรวจ Sperm DNA Fragmentation Index (DFI) หรือ ดัชนีชี้วัดการแตกหักของ DNA ที่หัวของอสุจิ ซึ่งจากรายงานพบว่าค่า DFI ที่สูงกว่า 25-30% มักสัมพันธ์กับอัตราการฝังตัวของตัวอ่อนที่ต่ำ ส่งผลต่อการปฏิสนธิและพัฒนาการของตัวอ่อน และยังเพิ่มความเสี่ยงในการแท้งบุตร แม้ว่าภายนอกตัวอ่อนจะแลดูสมบูรณ์ดีก็ตาม

4. คุณภาพตัวอ่อนไม่ดี (Poor Embryo Quality)

คุณภาพของตัวอ่อนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) และการทำอิ๊กซี่ (ICSI) ซึ่งตัวอ่อนคุณภาพดี จะต้องมีจำนวนโครโมโซมครบ 23 คู่ (Euploid Embryo) และควรมีเศษเซลล์ผิดปกติ (Fragmentation) น้อยกว่า 20% เพราะยิ่งหากมีเศษเซลล์จำนวนมาก อาจส่งผลให้เซลล์ตัวอ่อนสูญเสียสสารสำคัญภายในเซลล์ที่อยู่รอบนิวเคลียส (Cytoplasm) และทำให้กลุ่มเซลล์ที่จะพัฒนาไปเป็นทารกในอนาคต (Inner cell mass) มีคุณภาพลดลง

จากรายงานการแพทย์พบว่า ตัวอ่อนระดับ Grade C หรือต่ำกว่า จะมีจำนวนเซลล์น้อย วางตัวกระจัดกระจาย และมีอัตราการฝังตัวในโพรงมดลูกต่ำเพียง 5–10% เมื่อเทียบกับตัวอ่อนระดับ Grade A ที่มีอัตราการฝังตัวที่สูงถึง 40–50%

อย่างไรก็ตาม การประเมินคุณภาพตัวอ่อนจากลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าตัวอ่อนมีความสมบูรณ์ทางพันธุกรรมหรือไม่ แม้ว่าจะเป็นตัวอ่อน Grade A ก็ยังอาจมีความผิดปกติของโครโมโซมได้ ดังนั้น แพทย์จึงอาจแนะนำให้ตรวจโครโมโซมตัวอ่อนด้วยเทคโนโลยี PGT-A (Preimplantation Genetic Testing for Aneuploidy) เพื่อช่วยคัดเลือกตัวอ่อนที่มีโครโมโซมครบถ้วน และมีโอกาสฝังตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนแบบ Time-Lapse อย่าง EmbryoScope+ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดเลือกตัวอ่อน ซึ่งระบบจะบันทึกภาพการเจริญเติบโตของอ่อนตัวตลอด 24 ชม. โดยไม่จำเป็นต้องนำตัวอ่อนออกมาตรวจบ่อยครั้ง จึงช่วยลดการรบกวนสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของตัวอ่อนได้

การใช้เทคโนโลยี EmbryoScope+ ร่วมกับการตรวจ PGT-A ช่วยให้แพทย์เลือกตัวอ่อนที่แข็งแรง มีพัฒนาการที่ดี และมีโอกาสฝังตัวในโพรงมดลูกได้มากขึ้น ซึ่งอาจช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์สำหรับคู่รักที่กำลังวางแผนมีบุตรด้วยวิธี IVF หรือ ICSI ได้

ตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน EmbryoScope plus บันทึกภาพการเจริญเติบโตของตัวอ่อนตลอด 24 ชั่วโมง

5. เยื่อบุโพรงมดลูกบางเกินไป (Thin Uterine Lining)

เยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrium) ที่บางน้อยกว่า 7 มม. ในวันย้ายตัวอ่อน เป็นอีกเหตุปัจจัย ที่ทำให้ IVF/ICSI ล้มเหลว จากงานวิจัยชี้ว่า ความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกที่น้อยกว่า 6 มม. สัมพันธ์กับอัตราการฝังตัวในโพรงมดลูกที่ลดลงกว่า 50%

ความหนาของผนังมดลูกที่เหมาะสมต่อการฝังตัวของตัวอ่อนอยู่ที่ 7-10 มม. เพราะหากบางกว่า 5 มม. ตัวอ่อนจะไม่สามารถยึดเกาะ และฝังตัวลงบนผนังมดลูกได้ลึกพอ และส่งผลให้การตั้งครรภ์ล้มเหลว

นอกจากนี้ เยื่อบุโพรงมดลูกที่บาง มักส่งผลให้เกิดความผิดปกติของฮอร์โมน ที่ทำให้ช่วงเวลาที่มดลูกมีความพร้อมในการฝังตัวของตัวอ่อน (Window of implantation) คลาดเคลื่อนไปจากวันที่จะทำการย้ายตัวอ่อน หรืออาจทำให้ตัวอ่อนหลุดออกไปก่อนที่จะฝังตัวได้สำเร็จ

นอกจากความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูกที่มีผลต่ออัตราความสำเร็จของการตั้งครรภ์แล้ว ยังมีเรื่องความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial Receptivity) อีกด้วย เพราะถึงแม้ว่าผนังมดลูกจะมีความหนาอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ในผู้ป่วยบางราย พบว่าช่วงเวลาที่มดลูกพร้อมรับการฝังตัวของตัวอ่อน หรือที่เรียกว่า Window of Implantation (WOI) อาจไม่ตรงกับวันที่วางแผนย้ายตัวอ่อน ส่งผลให้ตัวอ่อนไม่สามารถฝังตัวได้สำเร็จ

ในผู้ป่วยที่เคยย้ายตัวอ่อนคุณภาพดีหลายครั้งแต่ยังไม่ตั้งครรภ์ แพทย์อาจพิจารณาการตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial Receptivity Analysis) หรือ ERA Test ซึ่งเป็นการตรวจระดับโมเลกุลของเยื่อบุโพรงมดลูก เพื่อประเมินช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการย้ายตัวอ่อน ช่วยให้การวางแผนการย้ายตัวอ่อนสามารถเพิ่มโอกาสในการฝังตัวของตัวอ่อนได้

6. ท่อนำไข่อุดตัน ท่อนำไข่บวมน้ำ (Blocked Fallopian Tubes and Hydrosalpinx)

ท่อนำไข่อุดตัน และท่อนำไข่บวมน้ำ เป็นอีกสาเหตุซ่อนเร้นที่ทำให้ IVF/ICSI ไม่สำเร็จ เพราะทำให้เกิดภาวะมดลูกไม่พร้อม หรือภาวะน้ำในท่อนำไข่เป็นพิษต่อตัวอ่อน โดยมีสาเหตุจาก

ของเหลวที่สะสมคั่งค้างอยู่ภายในท่อนำไข่ กลายเป็นสารอักเสบและสารพิษ ที่สามารถไหลย้อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกได้ ซึ่งของเหลวเหล่านี้จะไปทำลายตัวอ่อน ชะล้างตัวอ่อนไม่ให้เกาะติดผนังมดลูก และเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งทำให้ตัวอ่อนฝังตัวได้ยาก

แพทย์แนะนำ การตรวจอัลตราซาวด์ Ultrasound อย่างละเอียด และ/หรือ ทำ MRI ร่วมด้วย เพื่อตรวจหาท่อนำไข่อุดตัน หรือบวมน้ำในโรงพยาบาลที่มีการตรวจชนิดนี้ เพื่อผ่าตัดรักษา ก่อนการทำ IVF หรือ ICSI รอบถัดไป ซึ่งช่วยให้เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ได้เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า

ภาพแสดงการส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก หาติ่งเนื้อในโพรงมดลูก

7. โรคและความผิดปกติในโพรงมดลูก (Endometrial diseases and Abnormalities)

โรคและความผิดปกติภายในโพรงมดลูก เป็นอีกสาเหตุให้ผู้ที่ทำ IVF หรือ ICSI ล้มเหลวมาแล้วมากมาย จากสถิติผลการตรวจด้วยวิธีการส่องกล้องตรวจโพรงมดลูกในกลุ่มผู้ที่ทำ IVF ซ้ำหลายรอบ พบความผิดปกติภายในโพรงมดลูก เช่น ติ่งเนื้อ เนื้องอก หรือพังผืดสูงถึง 40-50% แม้ว่าผลการตรวจ Ultrasound ในครั้งแรก ๆ จะดูปกติดีก็ตาม โรคและความผิดปกติเหล่านี้ ได้แก่

  • ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก ที่รบกวนการสร้างสารที่ช่วยให้ตัวอ่อนฝังตัว
  • เนื้องอกมดลูก ทำให้โพรงมดลูกผิดรูป และรบกวนการฝังตัวของตัวอ่อน
  • พังผืดในโพรงมดลูก ทำให้พื้นที่ในโพรงมดลูกแคบลง ตัวอ่อนไม่มีพื้นที่ฝังตัว และลดโอกาสการตั้งครรภ์ลงอย่างมาก

แพทย์แนะนำ การส่องกล้องตรวจโพรงมดลูก (Diagnostic hysteroscopy) เพื่อหาโรคและความผิดปกติอย่างละเอียด ในโรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้ชำนาญการและวิสัญญีแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพราะในบางกรณี อาจต้องวางยาสลบก่อนการตรวจ

8. วิธีการกระตุ้นไข่ไม่เหมาะสม (Inappropriate Ovarian Stimulation Protocols)

วิธีการกระตุ้นไข่ที่ไม่เหมาะสม คือข้อผิดพลาดพบบ่อย ที่ทำให้ IVF/ICSI ล้มเหลวซ้ำซาก เช่น

  • การให้ปริมาณฮอร์โมนที่สูงหรือต่ำจนเกินไป ทำให้ได้ไข่ที่ไม่สมบูรณ์ และมีความพร้อมปฏิสนธิน้อย
  • ยาบางชนิดกระตุ้นการทำงานของรังไข่ได้ไม่ดี ทำให้ได้ไข่ที่สุกไม่เต็มที่
  • ยาบางชนิดกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนมากเกินไป จนทำให้ฟองไข่หลุดเข้าไปในช่องท้องก่อนกำหนดการเก็บไข่

แพทย์แนะนำ การปรับวิธีการกระตุ้นไข่ให้เหมาะสมเฉพาะบุคคล ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ได้มากยิ่งขึ้น เช่น ผู้ที่มีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย (DOR) ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) หรือเป็นผู้ที่รังไข่ตอบสนองต่อการกระตุ้นด้วยฮอร์โมนน้อยมาก่อน อาจใช้วิธีการกระตุ้นไข่ที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • การให้ยาฮอร์โมนกระตุ้นไข่ขนาดต่ำ (Minimal Stimulation IVF)
  • การกระตุ้นไข่ 2 รอบในรอบเดือนเดียว  (Double Stimulation Protocols)
  • การปรับขนาดยาตามผลการตรวจฮอร์โมน AMH
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องเพื่อประเมินปริมาณไข่สำรอง (Antral Follicle Count: AF

ภาพการตรวจ Thrombophilia Panel หาความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน โรงพยาบาลเมดพาร์ค

9. ภูมิคุ้มกันทำลายตัวอ่อน (Immunological Infertility)

ภูมิคุ้มกันทำลายตัวอ่อน เป็นภาวะหนึ่งที่ทำให้ IVF /ICSI ล้มเหลวชนิดที่คาดไม่ถึง ซึ่งภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกตินี้ มองว่าตัวอ่อนเป็นสิ่งแปลกปลอมรุกล้ำร่างกาย จึงกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันให้ทำลายตัวอ่อน ขัดขวางไม่ให้ตัวอ่อนฝังตัว และทำให้เกิดภาวะแท้งในระยะเริ่มตั้งครรภ์ ภาวะผิดปกติเหล่านี้ เช่น

  1. ความผิดปกติของไทรอยด์ (Thyroid Disorders) โดยเฉพาะภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน ส่งผลให้ไข่ไม่ตก รอบเดือนผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงในการแท้งบุตรในช่วงไตรมาสแรกถึง 2 เท่า ซึ่งแพทย์แนะนำให้ตรวจ Anti-TPO และ Anti-TG เพื่อหาภาวะภูมิคุ้มกันทำลายต่อมไทรอยด์แฝงซึ่งมักไม่แสดงอาการ ซึ่งหากตรวจพบ แพทย์จะรักษาโดยการให้ยาเพื่อปรับค่า TSH ให้ต่ำกว่า 2.5 mIU/L ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ให้สำเร็จได้
  2. กลุ่มอาการต้านฟอสโฟลิพิด (Antiphospholipid Syndrome) กลุ่มอาการแพ้ภูมิคุ้มกันตนเอง ซึ่งร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาทำลายสารฟอสโฟลิพิดในร่างกาย ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดบริเวณเยื่อบุโพรงมดลูก ส่งผลให้ตัวอ่อนได้รับเลือดและออกซิเจนไม่เพียงพอจนไม่สามารถฝังตัวได้ และทำให้ทารกเสียชีวิตในครรภ์ ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุภาวะมีบุตรยาก และการแท้งซ้ำซาก (โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1-2)
  3. ภาวะขาด Factor 12 (Factor XII Deficiency) เป็นความผิดปกติของกลไกการแข็งตัวของหลอดเลือดบริเวณรกที่มากกว่าปกติ ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดฝอยโพรงมดลูก ซึ่งขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน หรือในกรณีที่ตั้งครรภ์ได้แล้ว ก็อาจทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงทารกไม่เพียงพอ ทำให้เกิดภาวะแท้งซ้ำซาก แท้งหลังย้ายตัวอ่อน หรือแท้งเมื่ออายุครรภ์หลายเดือนแล้ว

แพทย์แนะนำ การตรวจ Thrombophilia Panel หาความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน ใน รพ. ที่มีประสบการณ์การทำ IVF/ICSI เคสที่มีความยากซับซ้อน ซึ่งในหลาย ๆ กรณี ต้องวางแผนการทำงานร่วมกันกับแพทย์ด้านโลหิตวิทยา เพื่อรักษาความผิดปกติของระบบเลือดในร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่ตรวจพบภาวะขาด Factor 12 ระหว่างตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการโดยเร็ว

10. การละเลยต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิต (Neglected Lifestyle Habits)

จากรายงานวิจัย Reproductive BioMedicine Online ในปี 2023 พบว่า

  • การสูบบุหรี่ ลดอัตราความสำเร็จในการทำ IVF ลงถึง 15-20%
  • ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 30 สัมพันธ์กับอัตราการฝังตัวอ่อนที่ต่ำกว่าปกติถึง 35%
  • การนอนหลับพักผ่อนน้อยกว่า 7 ชม.  เชื่อมโยงกับการรบกวนฮอร์โมนที่ส่งผลต่อคุณภาพของไข่
  • ความเครียดสะสมเรื้อรัง ส่งผลต่อระดับฮอร์โมน Cortisol ซึ่งรบกวนต่อการตอบสนองของยากระตุ้นไข่

แพทย์แนะนำ รักษาค่าดัชนีมวลกายให้เหมาะสม งดสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียด

ภาพ แพทย์โรงพยาบาลเมดพาร์คอัลตราซาวด์เยื่อบุโพรงมดลูก

ทำ IVF/ICSI ไม่สำเร็จซ้ำหลายครั้ง ต้องทำอย่างไร  

แพทย์ให้แนวทางสำหรับผู้ที่ทำ IVF/ISCI ล้มเหลวซ้ำหลายครั้ง ดังนี้

  1. ขอเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ เพื่อทบทวนขั้นตอนของรอบที่ผ่านมาทั้งหมดอย่างละเอียด ให้แพทย์อธิบายผลทุกขั้นตอน ตั้งแต่จำนวนไข่ อัตราการปฏิสนธิ การแบ่งเกรดตัวอ่อน และสภาพความพร้อมของเยื่อบุโพรงมดลูกในวันย้ายตัวอ่อน
  2. พิจารณาขอความเห็นที่สอง (Second opinion) ในกรณีที่ทำ IVF/ICSI มากกว่า 2-3 รอบแล้วยังไม่สำเร็จและไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน แพทย์แนะนำให้ขอความเห็นที่ 2 จากแพทย์ผู้ชำนาญการที่มีประสบการณ์ท่านอื่น หรือจากโรงพยาบาลอื่น ๆ ที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีการแพทย์ มีห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อนที่มีมาตรฐาน และมีเคสรีวิวผู้ที่ตั้งครรภ์สำเร็จได้จริง
  3. ตรวจความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial Receptivity Array: ERA) ตรวจความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก เพื่อให้แพทย์ประเมินช่วงเวลาที่มดลูกมีความพร้อมในการฝังตัวอ่อนได้แม่นยำ รวมถึงช่วยประเมินช่วงเวลาที่เหมาะสมในการให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนก่อนการย้ายตัวอ่อน เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการฝังตัวอ่อนได้สำเร็จ

ภาพรีวิว คู่รักทั้งครรภ์สำเร็จ ที่ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากเมดพาร์ค IVF

IVF ICSI เมดพาร์ค

โรงพยาบาลเมดพาร์ค กรุงเทพ มีศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก เมดพาร์ค IVF นำโดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์เจริญพันธุ์ที่ช่วยให้ผู้มีบุตรยากตั้งครรภ์สำเร็จมาแล้วมากมาย ร่วมกับทีมสูตินรีแพทย์ผู้ชำนาญการด้านมารดาและทารกในครรภ์ ที่มีประสบการณ์รับมือกับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงทุกชนิด เช่น มดลูกบีบตัวก่อนคลอด แท้งคุกคาม วิกฤติความดันโลหิตสูง และอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายให้ผู้ที่ล้มเหลวในการทำ IVF/ICSI ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีโอกาสตั้งครรภ์ได้สำเร็จ คุณแม่และลูกน้อยคลอดได้อย่างปลอดภัย นำความยินดีมาให้ครอบครัว ไฮไลท์การทำ IVF/ICSI รพ. เมดพาร์ค

  • ตรวจโครโมโซมตัวอ่อน PGT-A, PGT-M หรือ PGT-SR แก้ปัญหาแท้งซ้ำซาก จากการตั้งครรภ์อายุมาก
  • ตรวจการแตกหักของ DNA ที่หัวของอสุจิ หาสาเหตุผลตรวจอสุจิปกติ แต่ตัวอ่อนคุณภาพต่ำ แท้งซ้ำซาก
  • ตรวจยีนหาโรคทางพันธุกรรม ป้องกันการส่งต่อโรคสู่ลูกหลาน ด้วยห้องปฏิบัติการ ISO 15189 และ ISO 15190
  • ห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อนที่ทันสมัย มาตรฐานสากล มีระบบควบคุมอุณหภูมิ แรงดัน ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสม
  • ตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน EmbryoScope+ ให้ตัวอ่อนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเจริญเติบโต และแบ่งเซลล์ได้ดี
  • ตรวจ ERA ดูความพร้อมเยื่อบุโพรงมดลูก ประเมินช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการฝังตัวอ่อน เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์สำเร็จ
  • ตรวจ Thrombophilia Panel หาความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือด รักษา ป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
  • ห้อง NICU หอผู้ป่วยวิกฤติทารกแรกเกิด รับมือทารกคลอดก่อนกำหนด หายใจผิดปกติ อวัยวะทารกพัฒนาไม่เต็มที่

รีวิว คลอดครรภ์แฝด ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก เมดพาร์ค IVF

คำถามที่พบบ่อย

1. คุณภาพตัวอ่อนไม่ดีทำให้ IVF/ICSI ล้มเหลวจริงไหม

จริง แต่คุณภาพของตัวอ่อนที่แท้จริง อยู่ที่โครโมโซมตัวอ่อนที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยการส่องกล้อง Microscope ทั่วไป แต่สามารถตรวจวิเคราะห์ได้ด้วยวิธี การตรวจโครโมโซมตัวอ่อน PGT-A, PGT-M หรือ PGT-SR ซึ่งเป็นวิธีที่ให้ผลการตรวจที่แม่นยำ

2. ย้ายตัวอ่อนแล้วไม่ติดสาเหตุมาจากอะไร

สาเหตุของการย้ายตัวอ่อนแล้วไม่ติดหลัก ๆ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม

  1. ปัญหาตัวอ่อนไม่สมบูรณ์
  2. ปัญหาที่มดลูก หรือเยื่อบุโพรงมดลูก
  3. ปัญหาช่วงเวลาที่มดลูกมีความพร้อมในการฝังตัวอ่อนคลาดเคลื่อน

3. ทำ ICSI ไม่สำเร็จซ้ำหลายครั้งต้องทำอย่างไร

อย่าทำซ้ำโดยไม่มีข้อมูลใหม่ ขอให้แพทย์ตรวจประเมินให้ครบอย่างเป็นระบบ ทั้งกระบวนการค้นหาสาเหตุ การวินิจฉัย และการแก้ปัญหาตามขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนและเป็นลำดับ 

การขอ Second Opinion จากแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านภาวะตัวอ่อนไม่ฝังตัวซ้ำซ้อน (Recurrent Implantation Failure) โดยเฉพาะ ก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ตรงจุด ซึ่งพบว่าสามารถช่วยให้ตั้งครรภ์ได้สำเร็จมากขึ้นถึง 60-70% ภายในการทำ IVF/ICSI  3-4 รอบถัดไป

เผยแพร่เมื่อ:22 ก.ค. 2026

แชร์
FacebookFacebook MessengerxLINEthreads