ตาบอดชั่วคราว จากการขาดเลือดที่จอประสาทตา (Amaurosis Fugax) คืออะไร?
ภาวะตาบอดชั่วคราว จากการขาดเลือดที่จอประสาทตา (Amaurosis Fugax) คือ ภาวะสูญเสียการมองเห็นแบบเฉียบพลัน ชั่วคราว และไม่มีอาการเจ็บตาร่วมด้วย เกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงจอประสาทตาไม่เพียงพอในช่วงเวลาสั้น ๆ อาจเกิดกับดวงตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ แต่ส่วนมากจะมีอาการข้างเดียว หากมีอาการสองข้างจำเป็นต้องหาสาเหตุอื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะจากระบบประสาทสมองและหลอดเลือด ระดับความรุนแรงมีตั้งแต่การมองเห็นพร่ามัวเพียงบางส่วน ไปจนถึงการสูญเสียการมองเห็นทั้งหมดชั่วขณะ
ภาวะนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มภาวะตาบอดชั่วคราว ซึ่งมีชื่อเรียกอื่น ๆ ได้แก่
- Transient monocular visual loss
- Temporary monocular blindness
- Transient binocular vision loss
สาเหตุหรือปัจจัยกระตุ้นอาการมีตั้งแต่ภาวะที่ไม่รุนแรงไปจนถึงสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง อย่างไรก็ตามการสูญเสียการมองเห็นอย่างเฉียบพลันไม่ว่ากรณีใดก็ตามถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ควรรีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจเป็นสาเหตุแฝงได้
อาการตาบอดชั่วคราวจากการขาดเลือด มีอะไรบ้าง?
อาการตาบอดชั่วคราวจากการขาดเลือดที่จอประสาทตา (Amaurosis Fugax) มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และหายได้เองภายในไม่กี่นาที โดยมีลักษณะสำคัญดังนี้:
- ตาพร่ามัวเฉียบพลัน มองเห็นไม่ชัดเจนอย่างกะทันหัน
- การมองเห็นมืดลงหรือดับลง อาจเกิดในตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง
- เหมือนมีม่านหรือเงาดำบังสายตา โดยเงาอาจเลื่อนลงจากด้านบนหรือด้านข้าง
- สูญเสียการมองเห็นชั่วคราว อาจหายไปบางส่วนหรือทั้งหมด และมักเกิดขึ้นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ (วินาทีถึงนาที) ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ

ภาวะตาบอดชั่วคราวจากการขาดเลือดที่จอประสาทตาเกิดจากสาเหตุใด?
สาเหตุหลักของภาวะตาบอดชั่วคราวจากการขาดเลือดที่จอประสาทตา เกิดจากการที่หลอดเลือดในตาขาดเลือดอย่างเฉียบพลันโดยอาจมีที่มาจากดังปัจจัยต่อไปนี้:
- ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด การฉีดขาดของผนังหลอดเลือดแดงคาโรติด ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตีบจากไขมัน
- ภาวะหลอดเลือดหดเกร็งชั่วคราว
- โรคอื่น ๆ เช่น
- โรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack: TIA)
- โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองและภาวะอักเสบ เช่น หลอดเลือดแดงขมับอักเสบ
- ภาวะเลือดไปเลี้ยงไม่พอหรือภาวะเลือดหนืดผิดปกติ
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของภาวะตาบอดชั่วคราวจากการขาดเลือดที่จอประสาทตามีอะไรบ้าง?
- โรคหัวใจ
- ไขมันในเลือดสูง
- ความดันโลหิตสูง
- ภาวะหลอดเลือดแดงที่คอตีบ
- โรคเบาหวาน
- อายุที่มากขึ้น โดยผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสูงขึ้น
- มีประวัติภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว
- การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก และการใช้สารเสพติดบางชนิด เช่น โคเคน ส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานหนัก
ตาบอดชั่วคราวจากการขาดเลือด เสี่ยงโรคอะไร?
ภาวะร่วมที่มักพบพร้อมกับ ตาบอดชั่วคราวจากการขาดเลือด (amaurosis fugax) เป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดรุนแรง โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ
- โรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือด
- กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
- ภาวะล้มเหลวของระบบหลอดเลือดทั่วร่างกาย

ตาบอดชั่วคราวจากการขาดเลือด ต้องตรวจอะไรบ้าง?
- การตรวจร่างกาย เพื่อตรวจประเมินสุขภาพและระบบประสาทอย่างละเอียด
- การตรวจเลือด เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อคัดกรองโรคเบาหวาน และการตรวจการแข็งตัวของเลือดเพื่อประเมินความเร็วในการเกิดลิ่มเลือด
- การตรวจตัวชี้วัดการอักเสบ เช่น C-reactive protein (CRP) และอัตราการตกตะกอนเม็ดเลือดแดง (ESR) เพื่อช่วยตรวจภาวะการอักเสบของร่างกาย
- อัลตราซาวด์ตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอ (Doppler Ultrasound)
- MRI หรือ CT scan เพื่อหาสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง หรือความผิดปกติของโครงสร้างสมองและหลอดเลือด
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG/EKG) เพื่อตรวจดูการทำงานของไฟฟ้าและจังหวะการเต้นของหัวใจ
- Holter monitor เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชม ช่วยตรวจจับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งอาจตรวจไม่พบในการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบมาตรฐาน
ตาบอดชั่วคราวจากการขาดเลือด มีวิธีการรักษาอย่างไร
-
การรักษาฉุกเฉิน
หากตาบอดชั่วคราวเกิดจาก โรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือด หรือ ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว แพทย์จะให้การรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อลดความเสียหายของสมองและป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยอาจพิจารณา:- การให้ยาละลายลิ่มเลือด
- การให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
-
การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุของอาการ
หลอดเลือดแดงอักเสบ (Giant Cell Arteritis) จำเป็นต้องให้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ขนาดสูงโดยเร็ว เพื่อลดการอักเสบของหลอดเลือด และป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร
การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แท้จริง ดังนั้นผู้ที่มีอาการตาบอดชั่วคราวควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง
ป้องกันตาบอดชั่วคราวจากการขาดเลือดได้อย่างไร?
การป้องกันตาบอดชั่วคราวจากการขาดเลือด เน้นการควบคุมปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือด เช่น ความดัน ไขมัน และน้ำตาลในเลือด ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
- ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม (ไม่เกิน 120/80 หรือ 130/80 มม.ปรอท) ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ของผนังหลอดเลือดเสียหายและอุดตัน
- ควบคุมระดับคอเลสเตอรอล การลดระดับไขมันเลว (LDL) ช่วยลดการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือดคาโรติด
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ เพื่อป้องกันหลอดเลือดขนาดเล็กที่ไปเลี้ยงดวงตา ไม่ให้เปราะหรือเกิดการอุดตันได้ง่าย
- รับประทานอาหารที่ดีต่อหลอดเลือด เช่น อาหารเมดิเตอร์เรเนียน อาหาร plant-based ธัญพืชไม่ขัดสี และไขมันดีอย่างน้ำมันมะกอก ควรรับประทานปลา เช่น แซลมอนหรือแมคเคอเรล สัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อลดการอักเสบของหลอดเลือด พร้อมหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปและลดการบริโภคโซเดียม
- เลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของภาวะหลอดเลือดแข็งและตีบ (atherosclerosis)
- ออกกำลังกายหนักระดับปานกลางอย่างน้อยวันละ 30 นาที เช่น เดินเร็ว เพื่อช่วยให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้นและเสริมความแข็งแรงของหัวใจ
- ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
- จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงของความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำทุกปี ซึ่งอาจช่วยให้ตรวจพบภาวะหลอดเลือดตีบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะเกิดภาวะตาพร่าหรือมองไม่เห็น
- รับประทานยาตามแผนการรักษาที่แพทย์โรคหัวใจกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด หรือยาลดไขมันในเลือด
คำถามที่ควรถามแพทย์เมื่อมีอาการตาบอดชั่วคราว
การเตรียมคำถามก่อนพบแพทย์จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจอาการ สาเหตุ และแนวทางการรักษาได้ชัดเจนมากขึ้น โดยอาจพิจารณาถามคำถามต่อไปนี้:
- อาการครั้งนี้เกี่ยวข้องกับโรคของหัวใจ หลอดเลือด หรือระบบประสาทที่รุนแรงหรือไม่?
- มีอาการใดบ้างที่ถือเป็น “สัญญาณอันตราย” และควรรีบมาพบแพทย์ทันที?
- แนวทางการรักษาใดเหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับกรณีของฉัน?
- แผนการรักษาในระยะสั้นและระยะยาวเป็นอย่างไร?
- จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือด หรือการตรวจด้วยภาพ (MRI, CT scan) หรือไม่?
- ยาที่ได้รับมีผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ใดที่ควรเฝ้าระวัง?
คำแนะนำจากแพทย์ของโรงพยาบาลเมดพาร์ค
หากมีอาการตามัวชั่วขณะ หรือรู้สึกเหมือนมีม่านสีดำเคลื่อนผ่านบังสายตา อาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติของระบบหลอดเลือด แม้อาการจะหายไปเองภายในไม่กี่วินาที ก็ไม่ควรมองข้าม
การสูญเสียการมองเห็นอย่างเฉียบพลัน ไม่ว่าจะมีอาการปวดร่วมด้วยหรือไม่ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ควรรีบเข้ารับการประเมินโดยแพทย์โดยเร็ว การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ช่วยให้สามารถระบุสาเหตุของการอุดตัน และลดความเสี่ยงของการสูญเสียการมองเห็นถาวร รวมถึงช่วยป้องกันการเกิดซ้ำของอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การไม่ละเลยอาการเพียงชั่วครู่ อาจช่วยป้องกันโรคร้ายแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมองได้