การวัดสายตา: วิธีวัดสายตา และผลลัพธ์ที่ได้จากการวัดสายตา - Visual Acuity Test: How the Test Works, Understanding Your Results

การวัดสายตา: วิธีวัดสายตา และผลลัพธ์ที่ได้จากการวัดสายตา

การวัดสายตา คือการตรวจประเมินการมองเห็นว่ามีความผิดปกติ เช่น สายตาสั้น ยาว แต่ไม่ใช่การตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียด ค่าสายตาที่ปกติไม่ได้แปลว่าดวงตาแข็งแรงหรือไม่มีโรค

แชร์
เลือกหัวข้อที่อ่าน:


    การวัดสายตา

    การวัดสายตา (Visual Acuity Test) คือการตรวจประเมินการมองเห็นว่ามีความผิดปกติ เช่น สายตาสั้น ยาว หรือเอียง หรือมีโรคอื่นในตาหรือไม่ การวัดสายตาเพียงอย่างเดียวไม่ใช่การตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียด และ ค่าสายตาที่ปกติ ไม่ได้แปลว่าดวงตาแข็งแรงหรือไม่มีโรค เนื่องจากโรคร้ายแรงบางชนิดอาจแฝงตัวอยู่โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นในระยะแรก ดังนั้น การวัดสายตาที่ ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลเมดพาร์ค จึงไม่ได้พิจารณาเพียงตัวเลขค่าสายตาเท่านั้น แต่เป็นการตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียดและใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อประเมินโครงสร้างของดวงตาและคุณภาพการมองเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลและแก้ไขปัญหาสายตาได้อย่างเหมาะสมและแม่นยำยิ่งขึ้น

    การวัดสายตาคืออะไร

    การวัดสายตา คือการประเมินสมรรถภาพการมองเห็นของดวงตา โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การวัด ความคมชัดของการมองเห็น ซึ่งหมายถึงความสามารถของดวงตาในการมองเห็นและแยกแยะรายละเอียดของรูปร่าง ตัวอักษร หรือวัตถุต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน แม่นยำ

    การวัดสายตาช่วยประเมินภาวะความผิดปกติของสายตาอะไรได้บ้าง

    • สายตาสั้น (Nearsightedness/Myopia): มองเห็นวัตถุระยะไกลไม่ชัดเจน
    • สายตายาว (Farsightedness/Hyperopia): มองเห็นวัตถุระยะใกล้ไม่ชัดเจน
    • สายตาเอียง (Astigmatism): กระจกตามีความโค้งผิดปกติ ทำให้มองเห็นภาพซ้อนหรือเบลอ
    • สายตายาวตามอายุ (Presbyopia): ไม่สามารถโฟกัสวัตถุระยะใกล้ มักเกิดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

    เครื่องมือที่ใช้วัดค่าสายตา มีอะไรบ้าง

    แผ่นวัดสายตา Snellen Chart

    Snellen Chart: แผ่นวัดสายตา Snellen Chart แผ่นป้ายหรือจอภาพที่มีตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ขนาดต่าง ๆ เรียงลำดับจากใหญ่ไปเล็ก ใช้วัดความคมชัดของการมองเห็นระยะไกล 

    แผ่นวัดสายตา Snellen Chart แผ่นป้ายหรือจอภาพที่มีตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ขนาดต่าง ๆ เรียงลำดับจากใหญ่ไปเล็ก ใช้วัดความคมชัดของการมองเห็นระยะไกล 

    เครื่องคอมพิวเตอร์วัดค่าสายตา (Auto-Refractor)

    Auto Refractor: เครื่องคอมพิวเตอร์วัดค่าสายตา (Auto-Refractor) หรือ การส่องกล้อง retinoscope จะได้ค่าสายตาเพื่อเป็นค่าเริ่มต้นในการวัดสายตา (objective refraction)

    เครื่องคอมพิวเตอร์วัดค่าสายตา (Auto-Refractor) หรือ การส่องกล้อง retinoscope จะได้ค่าสายตาเพื่อเป็นค่าเริ่มต้นในการวัดสายตา (objective refraction)

    กล้องจุลทรรศน์ส่องตรวจตา (Slit Lamp)

    Slit Lamp: กล้องจุลทรรศน์ส่องตรวจตา (Slit Lamp) ใช้สำหรับตรวจโครงสร้างส่วนหน้าของดวงตา เช่น กระจกตา เลนส์ และม่านตา

    กล้องจุลทรรศน์ส่องตรวจตา (Slit Lamp) ใช้สำหรับตรวจโครงสร้างส่วนหน้าของดวงตา เช่น กระจกตา เลนส์ และม่านตา

    เครื่อง Phoropter

    Phoropter: เครื่อง Phoropter หรือ ชุดกรอบแว่นและเลนส์ทดลอง (Trial frame and Trial lens set) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้วัดค่าสายตาอย่างละเอียดเพื่อหาค่าที่ใส่แล้วชัดและสบายตาที่สุดก่อนออกใบค่าสายตา (subjective refraction)  

    เครื่อง Phoropter หรือ ชุดกรอบแว่นและเลนส์ทดลอง (Trial frame and Trial lens set) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้วัดค่าสายตาอย่างละเอียดเพื่อหาค่าที่ใส่แล้วชัดและสบายตาที่สุดก่อนออกใบค่าสายตา (subjective refraction)  

    อุปกรณ์อื่น ๆ

    อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ปากกาไฟฉาย (Penlight) สำหรับตรวจการตอบสนองของรูม่านตา หรือเครื่องมือสำหรับทดสอบการมองเห็นภาพ 3 มิติ (Stereopsis) และการมองเห็นด้านข้าง (Peripheral Vision)

    ผลลัพธ์ที่ได้จากการวัดสายตา

    • ค่าความคมชัดของการมองเห็น: มักแสดงผลเป็นอัตราส่วน เช่น 20/20 หมายถึงความสามารถในการมองเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนในระยะ 20 ฟุต หรือมีค่าสายตาปกติ
    • ใบค่าสายตา (Eye Prescription): แพทย์จะระบุค่าสายตาของดวงตาแต่ละข้าง สำหรับตัดแว่นหรือคอนแทคเลนส์
    • การตรวจสุขภาพตาเบื้องต้น: การตรวจสุขภาพตาเบื้องต้น เช่น ความดันลูกตา ตาแห้ง เป็นต้น

    ตารางเปรียบเทียบระหว่างการวัดสายตา กับ การตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียด ถ้าเข้าใจผิดที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพดวงตา

    การวัดสายตา ≠ การตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียด ถ้าเข้าใจผิดที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพดวงตา

    หลายคนมักเข้าใจผิดว่า หากสามารถอ่านตัวอักษรบนแผ่นวัดสายตา Snellen Chart ได้ชัดเจน หรือมีค่าสายตา 20/20 นั้นแปลว่าดวงตาของแข็งแรงสมบูรณ์ดี แต่ในความเป็นจริง การวัดสายตา (Visual Acuity Test) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียด (Comprehensive Eye Exam) การตรวจตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์จะครอบคลุมการตรวจโครงสร้างของดวงตา เพื่อค้นหาโรคที่อาจแฝงตัวอยู่โดยไม่แสดงอาการในระยะแรก

    Visual Prescription: ค่าสายตา ในทางการแพทย์มักหมายถึง 2 ส่วนหลัก คือ ความคมชัดของการมองเห็น (Visual Acuity) ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกความสามารถในการมองเห็นและแยกแยะรายละเอียดของวัตถุ และ ค่าความผิดปกติของสายตา (Refractive Errrors) ที่ระบุเป็นตัวเลขสำหรับใช้ตัดแว่นหรือคอนแทคเลนส์เพื่อแก้ไขปัญหาสายตา

    ค่าสายตาคืออะไร และบอกอะไรเราได้บ้าง

    ค่าสายตา ในทางการแพทย์มักหมายถึง 2 ส่วนหลัก คือ ความคมชัดของการมองเห็น (Visual Acuity) ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกความสามารถในการมองเห็นและแยกแยะรายละเอียดของวัตถุ และ ค่าความผิดปกติของสายตา (Refractive Errrors) ที่ระบุเป็นตัวเลขสำหรับใช้ตัดแว่นหรือคอนแทคเลนส์เพื่อแก้ไขปัญหาสายตา

    ทำไมค่าสายตาเท่ากัน แต่มองเห็นไม่เท่ากัน

    แม้คนสองคนจะมีค่าสายตา (เช่น สั้น -2.00) เท่ากัน แต่ระดับความชัดเจนหรือความสบายตาอาจต่างกันได้ เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมอื่นในดวงตา ดังนี้

    1. โครงสร้างดวงตาต่างกัน

    การมองเห็นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเลนส์ตาอย่างเดียว แต่รวมถึงความใสของกระจกตา (Cornea) และเลนส์แก้วตา หากมีอาการเริ่มต้นของต้อกระจก ความคมชัดย่อมลดลงแม้จะใส่แว่นที่ค่าสายตาที่เหมาะสมแล้วก็ตาม

    2. สุขภาพของจอประสาทตา

    หากจอประสาทตา (Retina) หรือเส้นประสาทตา (Optic Nerve) ได้รับความเสียหายจากโรคต่าง ๆ เช่น ต้อหิน หรือภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา การมองเห็นอาจไม่คมชัดแม้ว่าจะใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์แล้วก็ตาม

    3. การทำงานร่วมกันของดวงตาทั้งสองข้าง

    หากดวงตาทั้งสองข้างไม่ทำงานประสานกัน เช่น โฟกัสไม่พร้อมกัน กล้ามเนื้อตาทำงานไม่สมดุล อาจทำให้เห็นภาพไม่คมชัด ปวดตา หรือเวียนศีรษะตามมาได้

    ข้อจำกัดของการวัดสายตา

    • บอกได้แค่ระยะใกล้-ไกล: ตัวเลขค่าสายตาจากการวัดด้วยแผ่นวัดสายตา Snellen Chart บอกได้เพียงความชัดในแนวตรง แต่ไม่สามารถบอกถึง ลานสายตา (Visual Fields) หรือการมองเห็นด้านข้าง ซึ่งมีความสำคัญมากในการตรวจโรคอย่างต้อหิน
    • ไม่บอกอาการของโรคตา: ค่าสายตาที่ปกติไม่ได้แปลว่าไม่มีโรค ตัวเลขค่าสายตาไม่สามารถระบุได้ว่าความดันตาสูง มีรอยฉีกขาดที่จอประสาทตา หรือมีความผิดปกติของหลอดเลือดในดวงตาหรือไม่
    • ความแปรปรวนชั่วคราว: ค่าสายตาอาจเปลี่ยนไปตามสภาวะร่างกาย เช่น ความเหนื่อยล้าหรือโรคประจำตัวบางอย่าง

    Visual Acuity Test: คุณภาพการมองเห็นและความคมชัดตามตัวเลข ผู้หญิงกำลังถือที่ปิดตาเพื่อวัดสายตาจากการมอง แผ่นวัดสายตา Snellen Chart ด้วยดวงตาทีละข้าง

    Visual Quality vs. Visual Acuity
    (คุณภาพการมองเห็น vs. ความคมชัดตามตัวเลข)

    • Visual Acuity (ความคมชัด)

    Visual Acuity (ความคมชัด) คือความสามารถในการอ่านตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์บนแผ่นวัดสายตา 

    • Visual Quality (คุณภาพการมองเห็น)

    Visual Quality (คุณภาพการมองเห็น) ครอบคลุมปัจจัยที่ส่งผลต่อประสบการณ์การมองเห็นโดยรวม เช่น ความสบายตา ความคมชัดของการมองเห็นในสภาพแสงน้อย การรับรู้ภาพสามมิติ (Stereopsis) และความกว้างของลานสายตา

    แม้ค่าสายตาจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าดวงตาจะไม่มีความผิดปกติใด ๆ การตรวจตาอย่างละเอียด (Comprehensive Eye Exam) ซึ่งครอบคลุมการประเมินโครงสร้างของดวงตาจึงเป็นวิธีที่ช่วยยืนยันคุณภาพการมองเห็นและสุขภาพดวงตา

    ทำไม “ค่าสายตาปกติ” ยังอาจมีปัญหาการมองเห็น

    1. มองชัดแต่ล้า และปวดตาแม้ใส่แว่นที่ถูกต้อง

    อาการปวดหัวหรือล้าดวงตาเมื่อสิ้นสุดวัน (Eye strain) อาจไม่ได้เกิดจากค่าสายตาสั้นหรือยาวที่ผิดพลาด แต่บ่อยครั้งเกิดจาก

    • ปัญหากล้ามเนื้อตา: หากดวงตาทั้งสองข้างทำงานไม่ประสานกัน ดวงตาต้องพยายามอย่างหนักเพื่อรวมภาพให้เป็นหนึ่งเดียว ส่งผลให้เกิดความล้าสะสม
    • ปัจจัยทางระบบประสาท: การประมวลผลของสมองในการจัดการกับภาพที่เบลอหรือความลึกของภาพ (Depth-of-field) มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ซึ่งส่งผลต่อความสบายตาในการมองเห็น

    2. เห็นแสงฟุ้ง (Glare) และมองกลางคืนลำบาก: ผลจาก Higher-order Aberration

    หากมองเห็นชัดในตอนกลางวัน แต่กลับเห็น แสงกระจาย แสงฟุ้ง (Glare) วงแหวนรอบดวงไฟ (Halos) หรือภาพซ้อน (Ghost images) ในตอนกลางคืน นั่นอาจเป็นสัญญาณของ Higher-order Aberrations (HOAs)

    • HOAs คือความผิดปกติของการหักเหแสงที่ซับซ้อน: ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ทั่วไป พบได้ราว 15% 
    • ผลกระทบ: HOAs มักรุนแรงขึ้นเมื่อรูม่านตาขยายกว้างในที่มืด ทำให้คุณภาพการมองเห็นลดลงมากแม้ค่าสายตาปกติ การตรวจหาต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Wavefront Technology เพื่อวิเคราะห์ความไม่สมบูรณ์ของโครงสร้างตา

    3. สุขภาพพื้นผิวดวงตาและภาวะตาแห้ง (Dry Eye)

    คุณภาพการมองเห็นเริ่มต้นที่ ฟิล์มน้ำตา (Tear film) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนด่านแรกในการหักเหแสงเข้าสู่ดวงตา

    • เมื่อตาแห้ง: ฟิล์มน้ำตาที่ไม่เรียบเนียนจะทำให้แสงที่ผ่านเข้ามาบิดเบือน (Distortion) นำไปสู่ปัญหาการมองเห็นที่ "ไม่นิ่ง" หรือเบลอชั่วคราว
    • การตรวจเช็ก: จักษุแพทย์จะตรวจส่วนของเปลือกตา (Eyelid) เยื่อบุตา (Conjunctiva) และ ระบบทางเดินน้ำตา (Tear System) เพื่อประเมินว่าอาการล้าหรือภาพเบลอเกิดจากภาวะตาแห้งหรือไม่

    4. ภัยเงียบจากจอประสาทตาและเส้นประสาทตา (Retina / Optic Nerve)

    สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ ค่าสายตาดูเป็นปกติ แต่ภายในดวงตาอาจกำลังมีความผิดปกติหรือโรคแฝงอยู่โดยไม่แสดงอาการ

    • ต้อหิน (Glaucoma): มักทำลาย ลานสายตาด้านข้าง (peripheral Vision) ก่อน ทำให้ผู้ป่วยยังคงมองเห็นภาพตรงกลางได้ชัดเจนและวัดค่าสายตาได้ปกติ จนกว่าโรคจะเข้าสู่ระยะรุนแรง
    • ความผิดปกติของเส้นประสาทตา: การตรวจ ขั้วประสาทตา (Optic Nerve) และ จอประสาทตา (Retina) ต้องมีการขยายม่านตาและใช้เครื่องตรวจจอประสาทตาแบบอ้อม (Indirect Ophthalmoscope) หรือใช้กล้อง Slit Lamp ร่วมกับเลนส์พิเศษ จึงจะบอกได้ว่าโครงสร้างส่วนหลังของตาปกติหรือไม่

    Visual Acuity Test: จักษุแพทย์กำลังวัดสายตาให้ผู้หญิงคนหนึ่งในห้องตรวจด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า เครื่อง Phoropter

    ตรวจตาบ่อยแค่ไหนถึงเหมาะสม

    ความถี่ในการตรวจตาและวัดสายตาขึ้นอยู่กับ ช่วงอายุ อาการ และความเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปแล้ว จักษุแพทย์แนะนำให้เข้ารับการตรวจสุขภาพตาพร้อมกับการตรวจร่างกายประจำปี เพื่อคัดกรองโรคที่ไม่แสดงอาการ

    ความถี่ในการตรวจตาและวัดสายตา ตามช่วงวัย

    • วัยเด็ก: ควรเริ่มรับการตรวจคัดกรองสายตาเมื่อเริ่มเรียนรู้ตัวอักษร และตรวจซ้ำทุก ๆ 1-2 ปี หรือเร็วกว่านั้นหากสงสัยว่ามีปัญหาการมองเห็น เนื่องจากดวงตาเด็กมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
    • วัยทำงาน (20-39 ปี): หากสุขภาพตาดีและไม่มีปัจจัยเสี่ยง ควรตรวจอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงอายุ 20 ปี และ 2 ครั้งในช่วงอายุ 30 ปี และเริ่มการตรวจประเมินอย่างละเอียดเมื่ออายุ 40 ปี เพราะเป็นช่วงที่เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงของสายตาและสัญญาณของโรคตาเริ่มปรากฏ
    • ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป): ควรตรวจตาทุก 1-2 ปี หรือ ทุกปี ตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อโรคที่มาตามวัย เช่น ต้อกระจก ต้อหิน และจอประสาทตาเสื่อม

    กลุ่มที่ต้องตรวจบ่อยเป็นพิเศษ

    • มีโรคประจำตัว (เบาหวาน/ความดันโลหิตสูง): โรคเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดในดวงตาโดยตรง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงควรเข้ารับการตรวจบ่อยกว่าคนทั่วไป เพื่อเฝ้าระวังภาวะเบาหวานขึ้นตาหรือความเสียหายของจอประสาทตา
    • ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งวันหรือมีอาการผิดปกติ: หากมีอาการ ปวดหัวเมื่อสิ้นสุดวัน (End-of-day headaches) มีภาวะตาล้า (Digital Eye Strain) หรือมองเห็นภาพเบลอและแสงฟุ้ง ควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงรอบตรวจ
    • ใส่คอนแทคเลนส์: จำเป็นต้องได้รับการตรวจตาเป็น ประจำทุกปี เพื่อเช็กสุขภาพกระจกตาและความเหมาะสมและความปลอดภัยของคอนแทคเลนส์ที่ใช้

    Eye examination before laser or eye surgery: ผู้หญิงกำลังตรวจตาอย่างละเอียดก่อนทำหัตถการเลเซอร์หรือผ่าตัดดวงตา

    การตรวจสุขภาพตาก่อนเลเซอร์หรือผ่าตัดตา

    ก่อนการทำหัตถการ เช่น เลสิก (LASIK) หรือการผ่าตัดตาใด ๆ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียด เพื่อตรวจหาความผิดปกติของสายตาและประเมินโครงสร้างดวงตา เช่น ความโค้งกระจกตา นอกจากนี้ หลังการผ่าตัดยังต้องเข้ารับการตรวจติดตามผลตามนัด เพื่อตรวจสอบการฟื้นตัวและประสิทธิภาพการมองเห็นหลังทำหัตถการ

    การตรวจสุขภาพตาก่อนทำเลเซอร์หรือผ่าตัด สำคัญอย่างไร

    ก่อนการทำหัตถการเกี่ยวกับตา เช่น เลเซอร์ หรือการผ่าตัดตา การเข้ารับการตรวจตาอย่างละเอียด (Comprehensive Eye Exam) ถือเป็นขั้นตอนที่ "ขาดไม่ได้" การตรวจดังกล่าวช่วยประเมินว่าผู้เข้ารับบริการเหมาะสมที่จะเข้ารับหัตถการหรือไม่ และช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสม

    • วัดสายตาอย่างเดียวไม่พอ

      จักษุแพทย์จำเป็นต้องตรวจประเมินโครงสร้างส่วนหน้าและส่วนหลังของดวงตาอย่างละเอียด เช่น วัดความดันลูกตา (Intraocular pressure) เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคต้อหิน และตรวจจอประสาทตา (Retina) เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ของการผ่าตัด
    • วัดความเสถียรของค่าสายตา

      จักษุแพทย์จะประเมินใบค่าสายตาเดิม เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาในช่วงที่ผ่านมา การตรวจสอบความเสถียรของค่าสายตานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยยืนยันว่าค่าสายตาไม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วหรือผันผวน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความแม่นยำของการรักษาด้วยเลเซอร์หรือการผ่าตัด และช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้อย่างยาวนาน
    • ประเมินโครงสร้างดวงตาอย่างละเอียด

      • กล้องจุลทรรศน์ส่องตรวจตา (Slit Lamp): เพื่อตรวจสอบความใสและสุขภาพของกระจกตา ม่านตา และเลนส์ตา
      • การตรวจตาด้วยเครื่องมือพิเศษ Corneal Topography: การสแกนพื้นผิวกระจกตาเพื่อดูความโค้งและความเรียบอย่างละเอียด
      • การประเมิน Higher-order aberrations (HOAs): เพื่อดูความผิดปกติของแสงที่ซับซ้อน ซึ่งแว่นตาทั่วไปแก้ไขไม่ได้ แต่อาจแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ขั้นสูง

    เหตุผลที่บางคน “ยังไม่ควรเข้ารับการผ่าตัดหรือการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ทันที”

    จักษุแพทย์อาจแนะนำให้เลื่อนหรือหลีกเลี่ยงการผ่าตัดหากตรวจพบภาวะเหล่านี้

    • สุขภาพตาไม่พร้อม: เช่น มีภาวะตาแห้ง (Dry Eye) รุนแรง ซึ่งส่งผลต่อฟิล์มน้ำตาและการหักเหแสง หรือมีแผลเป็นที่กระจกตา
    • มีโรคตาอื่น: เช่น เริ่มเป็นต้อกระจก (Cataracts) หรือมีความผิดปกติของประสาทตา ซึ่งการผ่าตัดเลเซอร์อาจไม่ใช่การรักษาที่ตรงจุดที่สุด
    • ความเสี่ยงด้านโครงสร้างดวงตา: หากกระจกตาบางเกินไปหรือมีความโค้งที่ผิดปกติ (เช่น เป็นโรคกระจกตาย้วย) การทำเลเซอร์อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี

    การประเมินเชิงลึกโดยจักษุแพทย์ (Ophthalmologists) จึงช่วยทำให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับการรักษาที่เหมาะสมที่สุด เพื่อคุณภาพการมองเห็น (Visual Quality) ที่ดีและปลอดภัยในระยะยาว

    ตรวจตาที่ไหนดี ถึงจะได้ข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจได้จริง

    หากต้องการข้อมูลที่แม่นยำและครบถ้วนเพื่อประกอบการตัดสินใจรักษาหรือดูแลสุขภาพตาในระยะยาว ควรพิจารณาสถานพยาบาลหรือ ศูนย์จักษุ ที่มีมาตรฐานการตรวจเชิงลึกที่ทันสมัย 

    ความแตกต่างระหว่างร้านแว่นตาทั่วไป VS ศูนย์จักษุหรือโรงพยาบาล

    • ร้านแว่นตาทั่วไป: ให้บริการวัดสายตาเพื่อตัดแว่นหรือคอนแทคเลนส์โดยนักทัศนมาตร
    • ศูนย์จักษุหรือโรงพยาบาล: ให้บริการตรวจตาแบบครบถ้วนโดยจักษุแพทย์ ครอบคลุมทั้งการวัดค่าสายตา การประเมินการทำงานร่วมกันของดวงตา การตรวจโครงสร้างภายในดวงตา เช่น กระจกตา จอประสาทตา และเส้นประสาทตา รวมถึงการคัดกรองโรคตาที่สำคัญ เช่น ต้อหิน ต้อกระจก หรือโรคจอประสาทตา นอกจากนี้ยังสามารถให้คำแนะนำด้านการรักษา การติดตามอาการ หรือการวางแผนการรักษา เช่น การผ่าตัดหรือเลเซอร์แก้ไขสายตาได้อย่างเหมาะสม

    Eye Care Center: ภาพทีมจักษุแพทย์ของศูนย์จักษุ โรงพยาบาลเมดพาร์ค โรงพยาบาลที่รักษาโรคยากซับซ้อน

    การตรวจตาอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลเมดพาร์ค

    • ทีมจักษุแพทย์ระดับอาจารย์ผู้ชำนาญการ

    ศูนย์จักษุเมดพาร์คมีจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านต้อกระจก ต้อหิน โรคจอประสาทตา และกระจกตา โดยหลายท่านเป็นอาจารย์แพทย์ที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคลสำหรับเคสที่ซับซ้อน

    • การตรวจประเมินที่ครอบคลุมและครบวงจร

    ศูนย์จักษุ ที่โรงพยาบาลเมดพาร์คมีเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ที่ทันสมัย เช่น Pentacam สำหรับสแกนความโค้งกระจกตาอย่างละเอียด (Corneal topography) เครื่อง OCT/OCTA สำหรับตรวจจอประสาทตาและเส้นประสาทตา และการตรวจลานสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ (CTVF) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการจำแนกปัญหาการมองเห็นและโรคตาที่แฝงอยู่

    • ผู้นำด้านการแก้ไขสายตาด้วยนวัตกรรมล่าสุด

    โรงพยาบาลเมดพาร์คเป็นที่ตั้งของ SMILE® Pro Center ซึ่งใช้เทคโนโลยี ZEISS VISUMAX 800 ที่ทันสมัยที่สุด ช่วยให้การแก้ไขสายตาสั้นและเอียงทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำสูงมาก (ลดเวลาเลเซอร์เหลือเพียง 8-10 วินาที) ส่งผลให้คนไข้มีคุณภาพการมองเห็นที่ดีขึ้นและกลับไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว

    ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ระดับอาจารย์เข้ากับเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ล้ำสมัย ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลเมดพาร์ค จึงเป็นศูนย์ที่มุ่งเน้นการดูแล คุณภาพการมองเห็น (Vision Quality) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เข้ารับบริการ

    การตรวจเพิ่มเติมที่จำเป็นในบางราย

    ในกรณีที่มีปัญหาซับซ้อน หรือเตรียมตัวเพื่อทำเลเซอร์แก้ไขสายตา ข้อมูลจากการตรวจตาทั่วไปอาจไม่เพียงพอ และอาจจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น

    • Corneal Topography: การสแกนพื้นผิวกระจกตาเพื่อดูลักษณะทางกายภาพของกระจกตาอย่างละเอียด
    • Wavefront Technology: เทคโนโลยีตรวจหา Higher-Order Aberrations (HOAs) หรือความผิดปกติของแสงที่ซับซ้อน ซึ่งไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยแผ่นวัดสายตามาตรฐาน และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยแว่นตาปกติ
    • Imaging อื่นๆ: เช่น Optical Coherence Tomography (OCT) (การตรวจขั้วประสาทตาและจุดรับภาพ) หรือ Fundus Photography (การถ่ายภาพจอประสาทตา) จะทำให้สามารถทราบรายละเอียดของจอประสามตา เพื่อหารอยโรคความผิดปกติในระยะเริ่มต้นของจอประสาทตา

    การอธิบายผลตรวจสำคัญอย่างไร

    การอธิบายผลการตรวจ (Explanation of Findings) โดยแพทย์ผู้ชำนาญการ จะเป็นการสรุปประเด็นสำคัญที่ตรวจพบ พร้อมอธิบายความหมายของผลการตรวจอย่างชัดเจน รวมถึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการรักษา การดูแลตนเอง และแผนการติดตามผลอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ผู้เข้ารับบริการจะได้รับใบค่าสายตา เพื่อใช้ประกอบการตัดแว่นหรือคอนแทคเลนส์ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวัดสายตา (FAQ)

    หากวัดสายตาแล้วสายตาปกติ จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจตาแบบครบถ้วนหรือไม่

    การวัดสายตา (Visual Acuity) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพตา การตรวจต่างละเอียด (Comprehensive Eye Exam) เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะช่วยคัดกรองโรคตาที่อาจไม่แสดงอาการในระยะแรก เช่น ต้อหิน หรือความผิดปกติของจอประสาทตา ซึ่งอาจไม่ปรากฎความผิดปกติใด ๆ จนกว่าจะเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด 

    การวัดสายตาเจ็บหรือไม่

    การวัดสายตาไม่เจ็บ ในบางขั้นตอน เช่น การพ่นลมวัดความดันตา (Non-contact Tonometer) อาจทำให้รู้สึกสะดุ้งเล็กน้อยจากแรงลมที่กระทบผิวตาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวด

    ค่าสายตาของคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่

    ค่าสายตาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงวัยและปัจจัยทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะในเด็ก ดวงตาจะมีการเจริญเติบโตและปรับตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ค่าสายตาอาจเปลี่ยนแปลงได้บ่อย จึงควรได้รับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ สำหรับผู้ใหญ่ การเปลี่ยนแปลงของสายตามักเริ่มชัดเจนมากขึ้นเมื่ออายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป เช่น ภาวะสายตายาวตามวัย รวมถึงความเสี่ยงของโรคตาบางชนิดที่อาจเริ่มปรากฏในช่วงนี้ ดังนั้น การเข้ารับการตรวจตาเพื่อประเมินค่าพื้นฐาน (Baseline Eye Exam) ตั้งแต่อายุ 40 ปี จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

    วัดสายตาแล้ว ยังไม่ตัดแว่นได้หรือไม่

    สามารถทำได้ หลังการตรวจ จักษุแพทย์จะออกใบค่าสายตา (Prescription) ซึ่งสามารถนำไปใช้ตัดแว่นเมื่อใดก็ได้ตามความสะดวก แต่โดยทั่วไปจะแนะนำให้ตัดแว่นภายใน 3–6 เดือน เนื่องจากค่าสายตาอาจมีการเปลี่ยนแปลงจากค่าวัดเดิมได้ โดยเฉพาะในเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ที่มีภาวะสายตาไม่คงที่ หากพ้นระยะเวลาดังกล่าว หรือมีอาการตามัว ปวดตา หรือมองเห็นเปลี่ยนไป ควรเข้ารับการตรวจซ้ำเพื่อให้ได้ค่าสายตาที่เหมาะสม

    วัดสายตาแล้วบอกได้ไหมว่าเป็นโรคตา

    การวัดสายตาด้วยแผ่นวัดค่าสายตา Snellen Chart บอกได้เพียง "ความคมชัดในการมองเห็น" และความผิดปกติของสายตาเบื้องต้นเท่านั้น หากอยากทราบว่าเป็นโรคตาหรือไม่ ควรเข้ารับการตรวจตาอย่างละเอียด

    การตรวจตาใช้เวลานานแค่ไหน

    การตรวจตาอย่างละเอียดและการวัดสายตาจะใช้เวลาประมาณ 45 ถึง 90 นาที  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะตาของแต่ละบุคคลและขั้นตอนเพิ่มเติม เช่น การหยอดยาขยายม่านตาเพื่อประเมินจอประสาทตาอย่างละเอียด

    หลังหยอดยาขยายม่านตาจะมีผลข้างเคียงอย่างไร

    หลังหยอดยาขยายม่านตา อาจมองใกล้ไม่ชัด และแพ้แสง เนื่องจากม่านตาถูกขยายให้กว้างขึ้น อาการเหล่านี้มักจะหายได้เองภายในเวลา 4-6 ชั่วโมง ทั้งนี้ควรนำแว่นกันแดดมาด้วย และมีคนมาเป็นเพื่อนและขับรถให้หลังการตรวจ

    ใครบ้างที่ควรตรวจสายตาบ่อยกว่าปกติ

    กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเป็นโรคตา ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ หรือผู้ที่เคยมีประวัติผ่าตัดและบาดเจ็บทางดวงตามาก่อน กลุ่มนี้ควรเข้ารับการตรวจตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด

    บทสรุป

    การวัดสายตา (Visual Acuity Test) เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินความคมชัดของการมองเห็น และความสามารถในการแยกรายละเอียดของวัตถุในระยะต่าง ๆ โดยทั่วไปจะใช้แผ่นวัดสายตา Snellen Chart ร่วมกับเครื่องมือวัดค่าความผิดปกติของสายตา เช่น Phoropter หรือ ชุดกรอบแว่นหรือเลนส์ทดลอง (Trial frame and Trial lens set) เพื่อประเมินค่าสายตา การตรวจดังกล่าวช่วยตรวจวินิจฉัยภาวะสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และสายตายาวตามวัย โดยผลลัพธ์จะแสดงในรูปแบบตัวเลข เช่น 20/20 และใบค่าสายตา สำหรับนำไปตัดแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

    บทความโดย

    • พญ. สุภาวดี เอื้อจงมานี
      พญ. สุภาวดี เอื้อจงมานี จักษุแพทย์ ผู้ชำนาญการด้านจักษุวิทยากระจกตา และจักษุวิทยาผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ (LASIK & SMILE pro)

    เผยแพร่เมื่อ: 22 พ.ค. 2026

    แชร์

    แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

    • Link to doctor
      พญ.   ณัฐรินทร์   ภูษิตโภยไคย

      พญ. ณัฐรินทร์ ภูษิตโภยไคย

      • จักษุวิทยา
      • จักษุวิทยากระจกตา
      • จักษุวิทยาผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ (LASIK & SMILE pro)
      จักษุวิทยา, โรคทางกระจกตาและตาส่วนนอก, การผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ
    • Link to doctor
      รศ.พญ. วรรณรัตน์ สาธิตพิฐกุล

      รศ.พญ. วรรณรัตน์ สาธิตพิฐกุล

      • จักษุวิทยา
      • จักษุวิทยากระจกตา
      • จักษุวิทยาผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ (LASIK & SMILE pro)
      โรคตาแห้งและโรคกระจกตา, การผ่าตัดต้อกระจก, การผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ, โรคตาแห้งและโรคผิวกระจกตา, ต้อกระจก
    • Link to doctor
      พญ. มณฑิรา เจิมจุติธรรม

      พญ. มณฑิรา เจิมจุติธรรม

      • จักษุวิทยา
      • จักษุวิทยากระจกตา
      • จักษุวิทยาผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ (LASIK & SMILE pro)
      โรคทางกระจกตาและตาส่วนนอก, การผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ, จักษุวิทยา, โรคต้อเนื้อ, โรคตาแห้งและโรคกระจกตา, การผ่าตัดต้อกระจก, การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา
    • Link to doctor
      พญ. สุภาวดี เอื้อจงมานี

      พญ. สุภาวดี เอื้อจงมานี

      • จักษุวิทยา
      • จักษุวิทยากระจกตา
      • จักษุวิทยาผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ (LASIK & SMILE pro)
      โรคทางกระจกตาและตาส่วนนอก, โรคตาแห้งและโรคผิวกระจกตา, ภาวะสายตาผิดปกติ, การผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ, โรคต่อมไขมันที่เปลือกตาอุตตัน, การผ่าตัดต้อกระจก
    • Link to doctor
      พญ. ฐิติมา หวังเจริญ

      พญ. ฐิติมา หวังเจริญ

      • จักษุวิทยา
      • จักษุวิทยากระจกตา
      • จักษุวิทยาผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ (LASIK & SMILE pro)
      • โรคของกระจกตา
      โรคตาแห้งและโรคผิวกระจกตา, โรคทางกระจกตาและตาส่วนนอก, โรคกระจกตาโก่ง, การผ่าตัดต้อกระจก, การผ่าตัดลอกต้อเนื้อโดยไม่เย็บ, การผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ, การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา
    • Link to doctor
      รศ. นพ. ปริญญ์ โรจนพงศ์พันธุ์

      รศ. นพ. ปริญญ์ โรจนพงศ์พันธุ์

      • จักษุวิทยา
      • จักษุวิทยาโรคต้อหิน
      • จักษุวิทยาผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ (LASIK & SMILE pro)
      การผ่าตัดต้อกระจก, ต้อกระจก, โรคต้อหิน, การผ่าตัดต้อกระจกในผู้ป่วยที่มีอาการม่านตาผิดปกติ
    • Link to doctor
      ผศ.พญ. วรวลัญช์ หงส์เลิศนภากุล

      ผศ.พญ. วรวลัญช์ หงส์เลิศนภากุล

      • จักษุวิทยา
      • จักษุวิทยาเด็ก
      • กล้ามเนื้อตา
      การผ่าตัดต้อกระจกในผู้ใหญ่และเด็ก, โรคตาเขและการผ่าตัดกล้ามเนื้อตา, จักษุวิทยาทั่วไปในผู้ใหญ่และเด็ก, ภาวะสายตาผิดปกติ, ตาขี้เกียจ, ต้อกระจก, โรคต้อเนื้อ, โรคต้อลม, โรคตาแห้งและโรคผิวกระจกตา, โรคกล้ามเนื้อตา
    • Link to doctor
      พญ. อุษณีย์ เหรียญประยูร

      พญ. อุษณีย์ เหรียญประยูร

      • จักษุวิทยา
      • จักษุวิทยากระจกตา
      • จักษุวิทยาผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ (LASIK & SMILE pro)
      โรคทางกระจกตาและตาส่วนนอก, โรคต้อเนื้อและการผ่าตัดโดยใช้กาวชีวภาพ, โรคกระจกตาโก่ง, การผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ, การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา, การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาโดยใช้สเต็มเซลล์, การผ่าตัดต้อกระจก
    • Link to doctor
      พญ. มาริสา เตชะจงจินตนา

      พญ. มาริสา เตชะจงจินตนา

      • จักษุวิทยา
      • จักษุวิทยากระจกตา
      • จักษุวิทยาผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ
      การผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ, ภาวะสายตาผิดปกติ
    • Link to doctor
      ศ.พญ. งามจิตต์ เกษตรสุวรรณ

      ศ.พญ. งามจิตต์ เกษตรสุวรรณ

      • จักษุวิทยา
      • จักษุวิทยากระจกตา
      • จักษุวิทยาผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ (LASIK & SMILE pro)
      โรคทางกระจกตาและตาส่วนนอก, โรคตาแห้งและโรคผิวกระจกตา, โรคต้อเนื้อและการผ่าตัดโดยใช้กาวชีวภาพ, โรคกระจกตาโก่ง, การผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ, การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา, การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาโดยใช้สเต็มเซลล์, การผ่าตัดต้อกระจก