การวัดสายตา
การวัดสายตา (Visual Acuity Test) คือการตรวจประเมินการมองเห็นว่ามีความผิดปกติ เช่น สายตาสั้น ยาว หรือเอียง หรือมีโรคอื่นในตาหรือไม่ การวัดสายตาเพียงอย่างเดียวไม่ใช่การตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียด และ ค่าสายตาที่ปกติ ไม่ได้แปลว่าดวงตาแข็งแรงหรือไม่มีโรค เนื่องจากโรคร้ายแรงบางชนิดอาจแฝงตัวอยู่โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นในระยะแรก ดังนั้น การวัดสายตาที่ ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลเมดพาร์ค จึงไม่ได้พิจารณาเพียงตัวเลขค่าสายตาเท่านั้น แต่เป็นการตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียดและใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อประเมินโครงสร้างของดวงตาและคุณภาพการมองเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลและแก้ไขปัญหาสายตาได้อย่างเหมาะสมและแม่นยำยิ่งขึ้น
การวัดสายตาคืออะไร
การวัดสายตา คือการประเมินสมรรถภาพการมองเห็นของดวงตา โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การวัด ความคมชัดของการมองเห็น ซึ่งหมายถึงความสามารถของดวงตาในการมองเห็นและแยกแยะรายละเอียดของรูปร่าง ตัวอักษร หรือวัตถุต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน แม่นยำ
การวัดสายตาช่วยประเมินภาวะความผิดปกติของสายตาอะไรได้บ้าง
- สายตาสั้น (Nearsightedness/Myopia): มองเห็นวัตถุระยะไกลไม่ชัดเจน
- สายตายาว (Farsightedness/Hyperopia): มองเห็นวัตถุระยะใกล้ไม่ชัดเจน
- สายตาเอียง (Astigmatism): กระจกตามีความโค้งผิดปกติ ทำให้มองเห็นภาพซ้อนหรือเบลอ
- สายตายาวตามอายุ (Presbyopia): ไม่สามารถโฟกัสวัตถุระยะใกล้ มักเกิดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น
เครื่องมือที่ใช้วัดค่าสายตา มีอะไรบ้าง
แผ่นวัดสายตา Snellen Chart

แผ่นวัดสายตา Snellen Chart แผ่นป้ายหรือจอภาพที่มีตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ขนาดต่าง ๆ เรียงลำดับจากใหญ่ไปเล็ก ใช้วัดความคมชัดของการมองเห็นระยะไกล
เครื่องคอมพิวเตอร์วัดค่าสายตา (Auto-Refractor)

เครื่องคอมพิวเตอร์วัดค่าสายตา (Auto-Refractor) หรือ การส่องกล้อง retinoscope จะได้ค่าสายตาเพื่อเป็นค่าเริ่มต้นในการวัดสายตา (objective refraction)
กล้องจุลทรรศน์ส่องตรวจตา (Slit Lamp)

กล้องจุลทรรศน์ส่องตรวจตา (Slit Lamp) ใช้สำหรับตรวจโครงสร้างส่วนหน้าของดวงตา เช่น กระจกตา เลนส์ และม่านตา
เครื่อง Phoropter

เครื่อง Phoropter หรือ ชุดกรอบแว่นและเลนส์ทดลอง (Trial frame and Trial lens set) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้วัดค่าสายตาอย่างละเอียดเพื่อหาค่าที่ใส่แล้วชัดและสบายตาที่สุดก่อนออกใบค่าสายตา (subjective refraction)
อุปกรณ์อื่น ๆ
อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ปากกาไฟฉาย (Penlight) สำหรับตรวจการตอบสนองของรูม่านตา หรือเครื่องมือสำหรับทดสอบการมองเห็นภาพ 3 มิติ (Stereopsis) และการมองเห็นด้านข้าง (Peripheral Vision)
ผลลัพธ์ที่ได้จากการวัดสายตา
- ค่าความคมชัดของการมองเห็น: มักแสดงผลเป็นอัตราส่วน เช่น 20/20 หมายถึงความสามารถในการมองเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนในระยะ 20 ฟุต หรือมีค่าสายตาปกติ
- ใบค่าสายตา (Eye Prescription): แพทย์จะระบุค่าสายตาของดวงตาแต่ละข้าง สำหรับตัดแว่นหรือคอนแทคเลนส์
- การตรวจสุขภาพตาเบื้องต้น: การตรวจสุขภาพตาเบื้องต้น เช่น ความดันลูกตา ตาแห้ง เป็นต้น

การวัดสายตา ≠ การตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียด ถ้าเข้าใจผิดที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพดวงตา
หลายคนมักเข้าใจผิดว่า หากสามารถอ่านตัวอักษรบนแผ่นวัดสายตา Snellen Chart ได้ชัดเจน หรือมีค่าสายตา 20/20 นั้นแปลว่าดวงตาของแข็งแรงสมบูรณ์ดี แต่ในความเป็นจริง การวัดสายตา (Visual Acuity Test) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียด (Comprehensive Eye Exam) การตรวจตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์จะครอบคลุมการตรวจโครงสร้างของดวงตา เพื่อค้นหาโรคที่อาจแฝงตัวอยู่โดยไม่แสดงอาการในระยะแรก

ค่าสายตาคืออะไร และบอกอะไรเราได้บ้าง
ค่าสายตา ในทางการแพทย์มักหมายถึง 2 ส่วนหลัก คือ ความคมชัดของการมองเห็น (Visual Acuity) ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกความสามารถในการมองเห็นและแยกแยะรายละเอียดของวัตถุ และ ค่าความผิดปกติของสายตา (Refractive Errrors) ที่ระบุเป็นตัวเลขสำหรับใช้ตัดแว่นหรือคอนแทคเลนส์เพื่อแก้ไขปัญหาสายตา
ทำไมค่าสายตาเท่ากัน แต่มองเห็นไม่เท่ากัน
แม้คนสองคนจะมีค่าสายตา (เช่น สั้น -2.00) เท่ากัน แต่ระดับความชัดเจนหรือความสบายตาอาจต่างกันได้ เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมอื่นในดวงตา ดังนี้
1. โครงสร้างดวงตาต่างกัน
การมองเห็นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเลนส์ตาอย่างเดียว แต่รวมถึงความใสของกระจกตา (Cornea) และเลนส์แก้วตา หากมีอาการเริ่มต้นของต้อกระจก ความคมชัดย่อมลดลงแม้จะใส่แว่นที่ค่าสายตาที่เหมาะสมแล้วก็ตาม
2. สุขภาพของจอประสาทตา
หากจอประสาทตา (Retina) หรือเส้นประสาทตา (Optic Nerve) ได้รับความเสียหายจากโรคต่าง ๆ เช่น ต้อหิน หรือภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา การมองเห็นอาจไม่คมชัดแม้ว่าจะใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์แล้วก็ตาม
3. การทำงานร่วมกันของดวงตาทั้งสองข้าง
หากดวงตาทั้งสองข้างไม่ทำงานประสานกัน เช่น โฟกัสไม่พร้อมกัน กล้ามเนื้อตาทำงานไม่สมดุล อาจทำให้เห็นภาพไม่คมชัด ปวดตา หรือเวียนศีรษะตามมาได้
ข้อจำกัดของการวัดสายตา
- บอกได้แค่ระยะใกล้-ไกล: ตัวเลขค่าสายตาจากการวัดด้วยแผ่นวัดสายตา Snellen Chart บอกได้เพียงความชัดในแนวตรง แต่ไม่สามารถบอกถึง ลานสายตา (Visual Fields) หรือการมองเห็นด้านข้าง ซึ่งมีความสำคัญมากในการตรวจโรคอย่างต้อหิน
- ไม่บอกอาการของโรคตา: ค่าสายตาที่ปกติไม่ได้แปลว่าไม่มีโรค ตัวเลขค่าสายตาไม่สามารถระบุได้ว่าความดันตาสูง มีรอยฉีกขาดที่จอประสาทตา หรือมีความผิดปกติของหลอดเลือดในดวงตาหรือไม่
- ความแปรปรวนชั่วคราว: ค่าสายตาอาจเปลี่ยนไปตามสภาวะร่างกาย เช่น ความเหนื่อยล้าหรือโรคประจำตัวบางอย่าง

Visual Quality vs. Visual Acuity
(คุณภาพการมองเห็น vs. ความคมชัดตามตัวเลข)
-
Visual Acuity (ความคมชัด)
Visual Acuity (ความคมชัด) คือความสามารถในการอ่านตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์บนแผ่นวัดสายตา
-
Visual Quality (คุณภาพการมองเห็น)
Visual Quality (คุณภาพการมองเห็น) ครอบคลุมปัจจัยที่ส่งผลต่อประสบการณ์การมองเห็นโดยรวม เช่น ความสบายตา ความคมชัดของการมองเห็นในสภาพแสงน้อย การรับรู้ภาพสามมิติ (Stereopsis) และความกว้างของลานสายตา
แม้ค่าสายตาจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าดวงตาจะไม่มีความผิดปกติใด ๆ การตรวจตาอย่างละเอียด (Comprehensive Eye Exam) ซึ่งครอบคลุมการประเมินโครงสร้างของดวงตาจึงเป็นวิธีที่ช่วยยืนยันคุณภาพการมองเห็นและสุขภาพดวงตา
ทำไม “ค่าสายตาปกติ” ยังอาจมีปัญหาการมองเห็น
1. มองชัดแต่ล้า และปวดตาแม้ใส่แว่นที่ถูกต้อง
อาการปวดหัวหรือล้าดวงตาเมื่อสิ้นสุดวัน (Eye strain) อาจไม่ได้เกิดจากค่าสายตาสั้นหรือยาวที่ผิดพลาด แต่บ่อยครั้งเกิดจาก
- ปัญหากล้ามเนื้อตา: หากดวงตาทั้งสองข้างทำงานไม่ประสานกัน ดวงตาต้องพยายามอย่างหนักเพื่อรวมภาพให้เป็นหนึ่งเดียว ส่งผลให้เกิดความล้าสะสม
- ปัจจัยทางระบบประสาท: การประมวลผลของสมองในการจัดการกับภาพที่เบลอหรือความลึกของภาพ (Depth-of-field) มีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ซึ่งส่งผลต่อความสบายตาในการมองเห็น
2. เห็นแสงฟุ้ง (Glare) และมองกลางคืนลำบาก: ผลจาก Higher-order Aberration
หากมองเห็นชัดในตอนกลางวัน แต่กลับเห็น แสงกระจาย แสงฟุ้ง (Glare) วงแหวนรอบดวงไฟ (Halos) หรือภาพซ้อน (Ghost images) ในตอนกลางคืน นั่นอาจเป็นสัญญาณของ Higher-order Aberrations (HOAs)
- HOAs คือความผิดปกติของการหักเหแสงที่ซับซ้อน: ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ทั่วไป พบได้ราว 15%
- ผลกระทบ: HOAs มักรุนแรงขึ้นเมื่อรูม่านตาขยายกว้างในที่มืด ทำให้คุณภาพการมองเห็นลดลงมากแม้ค่าสายตาปกติ การตรวจหาต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Wavefront Technology เพื่อวิเคราะห์ความไม่สมบูรณ์ของโครงสร้างตา
3. สุขภาพพื้นผิวดวงตาและภาวะตาแห้ง (Dry Eye)
คุณภาพการมองเห็นเริ่มต้นที่ ฟิล์มน้ำตา (Tear film) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนด่านแรกในการหักเหแสงเข้าสู่ดวงตา
- เมื่อตาแห้ง: ฟิล์มน้ำตาที่ไม่เรียบเนียนจะทำให้แสงที่ผ่านเข้ามาบิดเบือน (Distortion) นำไปสู่ปัญหาการมองเห็นที่ "ไม่นิ่ง" หรือเบลอชั่วคราว
- การตรวจเช็ก: จักษุแพทย์จะตรวจส่วนของเปลือกตา (Eyelid) เยื่อบุตา (Conjunctiva) และ ระบบทางเดินน้ำตา (Tear System) เพื่อประเมินว่าอาการล้าหรือภาพเบลอเกิดจากภาวะตาแห้งหรือไม่
4. ภัยเงียบจากจอประสาทตาและเส้นประสาทตา (Retina / Optic Nerve)
สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ ค่าสายตาดูเป็นปกติ แต่ภายในดวงตาอาจกำลังมีความผิดปกติหรือโรคแฝงอยู่โดยไม่แสดงอาการ
- ต้อหิน (Glaucoma): มักทำลาย ลานสายตาด้านข้าง (peripheral Vision) ก่อน ทำให้ผู้ป่วยยังคงมองเห็นภาพตรงกลางได้ชัดเจนและวัดค่าสายตาได้ปกติ จนกว่าโรคจะเข้าสู่ระยะรุนแรง
- ความผิดปกติของเส้นประสาทตา: การตรวจ ขั้วประสาทตา (Optic Nerve) และ จอประสาทตา (Retina) ต้องมีการขยายม่านตาและใช้เครื่องตรวจจอประสาทตาแบบอ้อม (Indirect Ophthalmoscope) หรือใช้กล้อง Slit Lamp ร่วมกับเลนส์พิเศษ จึงจะบอกได้ว่าโครงสร้างส่วนหลังของตาปกติหรือไม่

ตรวจตาบ่อยแค่ไหนถึงเหมาะสม
ความถี่ในการตรวจตาและวัดสายตาขึ้นอยู่กับ ช่วงอายุ อาการ และความเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปแล้ว จักษุแพทย์แนะนำให้เข้ารับการตรวจสุขภาพตาพร้อมกับการตรวจร่างกายประจำปี เพื่อคัดกรองโรคที่ไม่แสดงอาการ
ความถี่ในการตรวจตาและวัดสายตา ตามช่วงวัย
- วัยเด็ก: ควรเริ่มรับการตรวจคัดกรองสายตาเมื่อเริ่มเรียนรู้ตัวอักษร และตรวจซ้ำทุก ๆ 1-2 ปี หรือเร็วกว่านั้นหากสงสัยว่ามีปัญหาการมองเห็น เนื่องจากดวงตาเด็กมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- วัยทำงาน (20-39 ปี): หากสุขภาพตาดีและไม่มีปัจจัยเสี่ยง ควรตรวจอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงอายุ 20 ปี และ 2 ครั้งในช่วงอายุ 30 ปี และเริ่มการตรวจประเมินอย่างละเอียดเมื่ออายุ 40 ปี เพราะเป็นช่วงที่เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงของสายตาและสัญญาณของโรคตาเริ่มปรากฏ
- ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป): ควรตรวจตาทุก 1-2 ปี หรือ ทุกปี ตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อโรคที่มาตามวัย เช่น ต้อกระจก ต้อหิน และจอประสาทตาเสื่อม
กลุ่มที่ต้องตรวจบ่อยเป็นพิเศษ
- มีโรคประจำตัว (เบาหวาน/ความดันโลหิตสูง): โรคเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดในดวงตาโดยตรง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงควรเข้ารับการตรวจบ่อยกว่าคนทั่วไป เพื่อเฝ้าระวังภาวะเบาหวานขึ้นตาหรือความเสียหายของจอประสาทตา
- ใช้คอมพิวเตอร์ทั้งวันหรือมีอาการผิดปกติ: หากมีอาการ ปวดหัวเมื่อสิ้นสุดวัน (End-of-day headaches) มีภาวะตาล้า (Digital Eye Strain) หรือมองเห็นภาพเบลอและแสงฟุ้ง ควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงรอบตรวจ
- ใส่คอนแทคเลนส์: จำเป็นต้องได้รับการตรวจตาเป็น ประจำทุกปี เพื่อเช็กสุขภาพกระจกตาและความเหมาะสมและความปลอดภัยของคอนแทคเลนส์ที่ใช้

การตรวจสุขภาพตาก่อนเลเซอร์หรือผ่าตัดตา
ก่อนการทำหัตถการ เช่น เลสิก (LASIK) หรือการผ่าตัดตาใด ๆ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียด เพื่อตรวจหาความผิดปกติของสายตาและประเมินโครงสร้างดวงตา เช่น ความโค้งกระจกตา นอกจากนี้ หลังการผ่าตัดยังต้องเข้ารับการตรวจติดตามผลตามนัด เพื่อตรวจสอบการฟื้นตัวและประสิทธิภาพการมองเห็นหลังทำหัตถการ
การตรวจสุขภาพตาก่อนทำเลเซอร์หรือผ่าตัด สำคัญอย่างไร
ก่อนการทำหัตถการเกี่ยวกับตา เช่น เลเซอร์ หรือการผ่าตัดตา การเข้ารับการตรวจตาอย่างละเอียด (Comprehensive Eye Exam) ถือเป็นขั้นตอนที่ "ขาดไม่ได้" การตรวจดังกล่าวช่วยประเมินว่าผู้เข้ารับบริการเหมาะสมที่จะเข้ารับหัตถการหรือไม่ และช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสม
-
วัดสายตาอย่างเดียวไม่พอ
จักษุแพทย์จำเป็นต้องตรวจประเมินโครงสร้างส่วนหน้าและส่วนหลังของดวงตาอย่างละเอียด เช่น วัดความดันลูกตา (Intraocular pressure) เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคต้อหิน และตรวจจอประสาทตา (Retina) เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ของการผ่าตัด -
วัดความเสถียรของค่าสายตา
จักษุแพทย์จะประเมินใบค่าสายตาเดิม เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาในช่วงที่ผ่านมา การตรวจสอบความเสถียรของค่าสายตานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยยืนยันว่าค่าสายตาไม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วหรือผันผวน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความแม่นยำของการรักษาด้วยเลเซอร์หรือการผ่าตัด และช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้อย่างยาวนาน -
ประเมินโครงสร้างดวงตาอย่างละเอียด
- กล้องจุลทรรศน์ส่องตรวจตา (Slit Lamp): เพื่อตรวจสอบความใสและสุขภาพของกระจกตา ม่านตา และเลนส์ตา
- การตรวจตาด้วยเครื่องมือพิเศษ Corneal Topography: การสแกนพื้นผิวกระจกตาเพื่อดูความโค้งและความเรียบอย่างละเอียด
- การประเมิน Higher-order aberrations (HOAs): เพื่อดูความผิดปกติของแสงที่ซับซ้อน ซึ่งแว่นตาทั่วไปแก้ไขไม่ได้ แต่อาจแก้ไขได้ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ขั้นสูง
เหตุผลที่บางคน “ยังไม่ควรเข้ารับการผ่าตัดหรือการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ทันที”
จักษุแพทย์อาจแนะนำให้เลื่อนหรือหลีกเลี่ยงการผ่าตัดหากตรวจพบภาวะเหล่านี้
- สุขภาพตาไม่พร้อม: เช่น มีภาวะตาแห้ง (Dry Eye) รุนแรง ซึ่งส่งผลต่อฟิล์มน้ำตาและการหักเหแสง หรือมีแผลเป็นที่กระจกตา
- มีโรคตาอื่น: เช่น เริ่มเป็นต้อกระจก (Cataracts) หรือมีความผิดปกติของประสาทตา ซึ่งการผ่าตัดเลเซอร์อาจไม่ใช่การรักษาที่ตรงจุดที่สุด
- ความเสี่ยงด้านโครงสร้างดวงตา: หากกระจกตาบางเกินไปหรือมีความโค้งที่ผิดปกติ (เช่น เป็นโรคกระจกตาย้วย) การทำเลเซอร์อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี
การประเมินเชิงลึกโดยจักษุแพทย์ (Ophthalmologists) จึงช่วยทำให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับการรักษาที่เหมาะสมที่สุด เพื่อคุณภาพการมองเห็น (Visual Quality) ที่ดีและปลอดภัยในระยะยาว
ตรวจตาที่ไหนดี ถึงจะได้ข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจได้จริง
หากต้องการข้อมูลที่แม่นยำและครบถ้วนเพื่อประกอบการตัดสินใจรักษาหรือดูแลสุขภาพตาในระยะยาว ควรพิจารณาสถานพยาบาลหรือ ศูนย์จักษุ ที่มีมาตรฐานการตรวจเชิงลึกที่ทันสมัย
ความแตกต่างระหว่างร้านแว่นตาทั่วไป VS ศูนย์จักษุหรือโรงพยาบาล
- ร้านแว่นตาทั่วไป: ให้บริการวัดสายตาเพื่อตัดแว่นหรือคอนแทคเลนส์โดยนักทัศนมาตร
- ศูนย์จักษุหรือโรงพยาบาล: ให้บริการตรวจตาแบบครบถ้วนโดยจักษุแพทย์ ครอบคลุมทั้งการวัดค่าสายตา การประเมินการทำงานร่วมกันของดวงตา การตรวจโครงสร้างภายในดวงตา เช่น กระจกตา จอประสาทตา และเส้นประสาทตา รวมถึงการคัดกรองโรคตาที่สำคัญ เช่น ต้อหิน ต้อกระจก หรือโรคจอประสาทตา นอกจากนี้ยังสามารถให้คำแนะนำด้านการรักษา การติดตามอาการ หรือการวางแผนการรักษา เช่น การผ่าตัดหรือเลเซอร์แก้ไขสายตาได้อย่างเหมาะสม

การตรวจตาอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลเมดพาร์ค
-
ทีมจักษุแพทย์ระดับอาจารย์ผู้ชำนาญการ
ศูนย์จักษุเมดพาร์คมีจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านต้อกระจก ต้อหิน โรคจอประสาทตา และกระจกตา โดยหลายท่านเป็นอาจารย์แพทย์ที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคลสำหรับเคสที่ซับซ้อน
-
การตรวจประเมินที่ครอบคลุมและครบวงจร
ศูนย์จักษุ ที่โรงพยาบาลเมดพาร์คมีเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ที่ทันสมัย เช่น Pentacam สำหรับสแกนความโค้งกระจกตาอย่างละเอียด (Corneal topography) เครื่อง OCT/OCTA สำหรับตรวจจอประสาทตาและเส้นประสาทตา และการตรวจลานสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ (CTVF) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการจำแนกปัญหาการมองเห็นและโรคตาที่แฝงอยู่
-
ผู้นำด้านการแก้ไขสายตาด้วยนวัตกรรมล่าสุด
โรงพยาบาลเมดพาร์คเป็นที่ตั้งของ SMILE® Pro Center ซึ่งใช้เทคโนโลยี ZEISS VISUMAX 800 ที่ทันสมัยที่สุด ช่วยให้การแก้ไขสายตาสั้นและเอียงทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำสูงมาก (ลดเวลาเลเซอร์เหลือเพียง 8-10 วินาที) ส่งผลให้คนไข้มีคุณภาพการมองเห็นที่ดีขึ้นและกลับไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว
ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ระดับอาจารย์เข้ากับเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ล้ำสมัย ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลเมดพาร์ค จึงเป็นศูนย์ที่มุ่งเน้นการดูแล คุณภาพการมองเห็น (Vision Quality) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เข้ารับบริการ
การตรวจเพิ่มเติมที่จำเป็นในบางราย
ในกรณีที่มีปัญหาซับซ้อน หรือเตรียมตัวเพื่อทำเลเซอร์แก้ไขสายตา ข้อมูลจากการตรวจตาทั่วไปอาจไม่เพียงพอ และอาจจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น
- Corneal Topography: การสแกนพื้นผิวกระจกตาเพื่อดูลักษณะทางกายภาพของกระจกตาอย่างละเอียด
- Wavefront Technology: เทคโนโลยีตรวจหา Higher-Order Aberrations (HOAs) หรือความผิดปกติของแสงที่ซับซ้อน ซึ่งไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยแผ่นวัดสายตามาตรฐาน และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยแว่นตาปกติ
- Imaging อื่นๆ: เช่น Optical Coherence Tomography (OCT) (การตรวจขั้วประสาทตาและจุดรับภาพ) หรือ Fundus Photography (การถ่ายภาพจอประสาทตา) จะทำให้สามารถทราบรายละเอียดของจอประสามตา เพื่อหารอยโรคความผิดปกติในระยะเริ่มต้นของจอประสาทตา
การอธิบายผลตรวจสำคัญอย่างไร
การอธิบายผลการตรวจ (Explanation of Findings) โดยแพทย์ผู้ชำนาญการ จะเป็นการสรุปประเด็นสำคัญที่ตรวจพบ พร้อมอธิบายความหมายของผลการตรวจอย่างชัดเจน รวมถึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการรักษา การดูแลตนเอง และแผนการติดตามผลอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ผู้เข้ารับบริการจะได้รับใบค่าสายตา เพื่อใช้ประกอบการตัดแว่นหรือคอนแทคเลนส์ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการวัดสายตา (FAQ)
หากวัดสายตาแล้วสายตาปกติ จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจตาแบบครบถ้วนหรือไม่
การวัดสายตา (Visual Acuity) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพตา การตรวจต่างละเอียด (Comprehensive Eye Exam) เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะช่วยคัดกรองโรคตาที่อาจไม่แสดงอาการในระยะแรก เช่น ต้อหิน หรือความผิดปกติของจอประสาทตา ซึ่งอาจไม่ปรากฎความผิดปกติใด ๆ จนกว่าจะเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด
การวัดสายตาเจ็บหรือไม่
การวัดสายตาไม่เจ็บ ในบางขั้นตอน เช่น การพ่นลมวัดความดันตา (Non-contact Tonometer) อาจทำให้รู้สึกสะดุ้งเล็กน้อยจากแรงลมที่กระทบผิวตาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวด
ค่าสายตาของคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่
ค่าสายตาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงวัยและปัจจัยทางด้านสุขภาพ โดยเฉพาะในเด็ก ดวงตาจะมีการเจริญเติบโตและปรับตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ค่าสายตาอาจเปลี่ยนแปลงได้บ่อย จึงควรได้รับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ สำหรับผู้ใหญ่ การเปลี่ยนแปลงของสายตามักเริ่มชัดเจนมากขึ้นเมื่ออายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป เช่น ภาวะสายตายาวตามวัย รวมถึงความเสี่ยงของโรคตาบางชนิดที่อาจเริ่มปรากฏในช่วงนี้ ดังนั้น การเข้ารับการตรวจตาเพื่อประเมินค่าพื้นฐาน (Baseline Eye Exam) ตั้งแต่อายุ 40 ปี จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
วัดสายตาแล้ว ยังไม่ตัดแว่นได้หรือไม่
สามารถทำได้ หลังการตรวจ จักษุแพทย์จะออกใบค่าสายตา (Prescription) ซึ่งสามารถนำไปใช้ตัดแว่นเมื่อใดก็ได้ตามความสะดวก แต่โดยทั่วไปจะแนะนำให้ตัดแว่นภายใน 3–6 เดือน เนื่องจากค่าสายตาอาจมีการเปลี่ยนแปลงจากค่าวัดเดิมได้ โดยเฉพาะในเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ที่มีภาวะสายตาไม่คงที่ หากพ้นระยะเวลาดังกล่าว หรือมีอาการตามัว ปวดตา หรือมองเห็นเปลี่ยนไป ควรเข้ารับการตรวจซ้ำเพื่อให้ได้ค่าสายตาที่เหมาะสม
วัดสายตาแล้วบอกได้ไหมว่าเป็นโรคตา
การวัดสายตาด้วยแผ่นวัดค่าสายตา Snellen Chart บอกได้เพียง "ความคมชัดในการมองเห็น" และความผิดปกติของสายตาเบื้องต้นเท่านั้น หากอยากทราบว่าเป็นโรคตาหรือไม่ ควรเข้ารับการตรวจตาอย่างละเอียด
การตรวจตาใช้เวลานานแค่ไหน
การตรวจตาอย่างละเอียดและการวัดสายตาจะใช้เวลาประมาณ 45 ถึง 90 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะตาของแต่ละบุคคลและขั้นตอนเพิ่มเติม เช่น การหยอดยาขยายม่านตาเพื่อประเมินจอประสาทตาอย่างละเอียด
หลังหยอดยาขยายม่านตาจะมีผลข้างเคียงอย่างไร
หลังหยอดยาขยายม่านตา อาจมองใกล้ไม่ชัด และแพ้แสง เนื่องจากม่านตาถูกขยายให้กว้างขึ้น อาการเหล่านี้มักจะหายได้เองภายในเวลา 4-6 ชั่วโมง ทั้งนี้ควรนำแว่นกันแดดมาด้วย และมีคนมาเป็นเพื่อนและขับรถให้หลังการตรวจ
ใครบ้างที่ควรตรวจสายตาบ่อยกว่าปกติ
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเป็นโรคตา ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ หรือผู้ที่เคยมีประวัติผ่าตัดและบาดเจ็บทางดวงตามาก่อน กลุ่มนี้ควรเข้ารับการตรวจตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด
บทสรุป
การวัดสายตา (Visual Acuity Test) เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินความคมชัดของการมองเห็น และความสามารถในการแยกรายละเอียดของวัตถุในระยะต่าง ๆ โดยทั่วไปจะใช้แผ่นวัดสายตา Snellen Chart ร่วมกับเครื่องมือวัดค่าความผิดปกติของสายตา เช่น Phoropter หรือ ชุดกรอบแว่นหรือเลนส์ทดลอง (Trial frame and Trial lens set) เพื่อประเมินค่าสายตา การตรวจดังกล่าวช่วยตรวจวินิจฉัยภาวะสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และสายตายาวตามวัย โดยผลลัพธ์จะแสดงในรูปแบบตัวเลข เช่น 20/20 และใบค่าสายตา สำหรับนำไปตัดแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล