Follow Us

โรคต่อมลูกหมากโต

ภาวะต่อมลูกหมากโตอาจทําให้เกิดอาการปัสสาวะติดขัด เช่น ปัสสาวะติดขัด ไหลออกมาจากกระเพาะปัสสาวะไม่ได้ ซึ่งทำให้เกิดโรคในกระเพาะปัสสาวะ ทางเดินปัสสาวะหรือไต

โรคต่อมลูกหมากโต เป็นภาวะต่อมลูกหมากโต เป็นภาวะที่เกิดขึ้นทั่วไปกับผู้ชายที่มีอายุมากขึ้น ภาวะต่อมลูกหมากโตอาจทําให้เกิดอาการปัสสาวะติดขัด เช่น ปัสสาวะติดขัด ไหลออกมาจากกระเพาะปัสสาวะไม่ได้ ซึ่งทำให้เกิดโรคในกระเพาะปัสสาวะ ทางเดินปัสสาวะหรือไต

ปัจจุบัน มีการรักษาภาวะต่อมลูกหมากโตที่มีประสิทธิภาพหลายหลายวิธี รวมทั้งการรักษาด้วยยา การบำบัดและการผ่าตัดส่องกล้อง ทั้งนี้ แพทย์จะพูดคุยกับผู้ป่วยเพื่อเลือกวิธีการรักษาที่ดีที่สุด โดยประเมินจากอาการ ขนาดของต่อมลูกหมาก และสุขภาพร่างกายของผู้ป่วยเอง และตัวเลือกที่ผู้ป่วยต้องการ

 

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโตมีอาการอย่างไรบ้าง

ผู้ป่วยแต่ละคนมีอาการที่รุนแรงแตกต่างกันไป แต่หากปล่อยไว้ อาการจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ  อาการของผู้ที่ป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโตโดยทั่วไปได้แก่:

  • มักปัสสาวะบ่อยขึ้น
  • ตื่นบ่อยเพื่อมาปัสสาวะ (Nocturia)
  • ปัสสาวะลำบากตอนเริ่ม/ต้องรอนานกว่าปัสสาวะจะออก (Hesitancy)
  • ปัสสาวะเบา/ปัสสาวะอ่อน หรือปัสสาวะขัด
  • ปัสสาวะหยดหลังปัสสาวะเสร็จ
  • ปัสสาวะไม่สุด

อาการของผู้ที่ป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโตอื่น ๆ ที่อาจพบเห็นได้ด้วยเช่นกัน:

  • ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
  • ปัสสาวะมีอาการปวดแสบปวดร้อน
  • มีเลือดปนออกมาในปัสสาวะ

อย่างไรก็ตาม ขนาดของต่อมลูกหมากไม่ได้เป็นตัวชี้ว่า ผู้ที่ป่วยต่อมลูกหมากโตมีอาการรุนแรงหรือไม่อย่างไร ผู้ป่วยบางรายที่มีต่อมลูกหมากโตเพียงเล็กน้อยอาจมีอาการรุนแรงได้ ในขณะที่บางรายที่มีต่อมลูกหมากโตมากอาจแสดงอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในผู้ป่วยบางราย อาการอาจทรงตัวและอาจดีขึ้นได้เอง

 

สาเหตุต่าง ๆ ของภาวะต่อมลูกหมากโต

ภาวะหรือโรคที่นำไปสู่อาการคล้ายกับที่เกิดขึ้นในผู้ที่มีภาวะโรคต่อมลูกหมากโต ได้แก่:

  • การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
  • ต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis)
  • ท่อปัสสาวะตีบ (Urethral Stricture)
  • แผลเป็นในคอกระเพาะปัสสาวะที่เป็นผลมาจากการผ่าตัดก่อนหน้า
  • กระเพาะปัสสาวะหรือนิ่วในไต
  • ปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาทที่ควบคุมกระเพาะปัสสาวะ
  • มะเร็งต่อมลูกหมากหรือกระเพาะปัสสาวะ

 

เมื่อต้องพบแพทย์

หากพบปัญหาเกี่ยวกับการถ่ายปัสสาวะหรือมีอาการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ให้ปรึกษาแพทย์ตามสะดวก ถึงแม้อาการจะไม่รุนแรงก็ตาม ทั้งนี้ โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะอาจนําไปสู่การอุดตันของทางเดินปัสสาวะได้ และหากไม่สามารถปัสสาวะได้ ให้ติดต่อแพทย์ทันที

 

สาเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต

ต่อมลูกหมากอยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะของผู้ชาย โดยมีหลอดที่ลําเลียงปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะออกจากอวัยวะเพศ (ท่อปัสสาวะ) ผ่านศูนย์กลางต่อมลูกหมาก เมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้นก็จะเริ่มปิดกั้นการไหลของปัสสาวะ ทั้งนี้ ต่อมลูกหมากจะเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ในหลาย ๆ กรณี การเติบโตของต่อมลูกหมากอย่างต่อเนื่องจะทําให้เกิดอาการปัสสาวะขัดหรือปิดกั้นการไหลของปัสสาวะได้

ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า อะไรคือสาเหตุหลักที่ทําให้เกิดต่อมลูกหมากโต แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสาเหตุเบื้องต้นอาจมาจากการเปลี่ยนแปลงสมดุลของฮอร์โมนเพศชาย

 

ปัจจัยเสี่ยงของโรคต่อมลูกหมากโต

ปัจจัยเสี่ยงของโรคต่อมลูกหมากโต ได้แก่:

  • มีอายุมากขึ้นผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 40 มักมีอาการของภาวะต่อมลูกหมากโตน้อยกว่าผู้ป่วยวัยอื่น ผู้ป่วยราวหนึ่งในสามอาจมีอาการปานกลางถึงรุนแรงก่อนวัย 60 และอีกที่เหลือจะมีอาการรุนแรงในช่วงก่อนวัย 80
  • ใช้สมุนไพรบางอย่าง: ผู้ป่วยอาจใช้สมุนไพรบางอย่างในการเพิ่มฮอร์โมนเพศชาย และกำลังอยู่ในระหว่างการรักษาด้วยวิธีการให้ฮอร์โมนทดแทน ซึ่งทั้งสองวิธีนี้อาจให้ลูกหมากโตได้
  • เป็นโรคเบาหวานและโรคหัวใจ การศึกษาแสดงให้เห็นว่า โรคเบาหวาน โรคหัวใจและการใช้เบต้าบล็อกเกอร์ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคต่อมลูกหมากโต
  • ติดเชื้อในลูกหมาก: ผู้ป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis) ที่อาจทำให้ลูกหมากบวมช้ำและเป็นผลให้เกิดต่อมลูกหมากโต

 

แพทย์วินิจฉัยโรคต่อมลูกหมากโตอย่างไร

แพทย์อาจเริ่มด้วยการซักประวัติผู้ป่วยและตรวจร่างกาย แพทย์อาจใช้การตรวจร่างกายด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น:

  • การตรวจทางทวารหนัก (Digital Rectal Exam: DRE) แพทย์จะใช้นิ้วสอดเข้าไปในช่องทวารหนักเพื่อดูว่าต่อมลูกหมากมีขนาดหรือความผิดปกติหรือไม่
  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) แพทย์อาจใช้การการตรวจปัสสาวะเพื่อวิเคราะห์ตัวอย่างปัสสาวะ เพื่อวินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อหรือมีโรคอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกับโรคต่อมลูกหมากโตหรือไม่
  • การตรวจเลือดผลจากการตรวจเลือดทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้ว่าไตกำลังมีปัญหาหรือไม่
  • การตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate-Specific Antigen: PSA) ในการตรวจนี้ แพทย์จะตรวจหาสารแอนติเจนต่อมลูกหมากที่ผลิตจากต่อมลูกหมาก ทั้งนี้ หากพบระดับของสารแอนติเจนต่อมลูกหมากเพียงเล็กน้อยและกำลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ อาจเป็นสัญญาณว่า ผู้ป่วยกำลังเป็นโรคต่อมลูหมากโต อย่างไรก็ตาม ระดับสารแอนติเจนต่อมลูกหมากในปริมาณ 4 ng/ml อาจบ่งชี้ว่า ผู้ป่วยเคยมีการทำหัตถการ มีการติดเชื้อ เข้ารับการผ่าตัดหรือมีมะเร็งต่อมลูกหมากอยู่แล้ว

หลังจากนั้น แพทย์อาจแนะนําให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อช่วยยืนยันว่าเป็นต่อมลูกหมากหรือไม่ และช่วยตัดตัวเลือกให้แคบลงเพราะโรคต่อมลูกหมากโตหรือมะเร็งต่อมลูกหมากคล้ายกัน ผ่านการตรวจต่าง ๆ มีดังต่อไปนี้:

  • การตรวจการไหลของปัสสาวะ (Urinary Flow Test)แพทย์อาจใช้วิธีการตรวจการไหลของปัสสาวะผ่านเครื่องมือที่ตรวจวัดความแรงและปริมาณการไหลของปัสสาวะ ผลจากการตรวจช่วยให้แพทย์ระบุได้ว่าผู้ป่วยอาการดีขึ้นหรือแย่ลง
  • การตรวจปริมาณปัสสาวะที่คงค้างอยู่ (Post-Void Residual Urine Test: PVR) การตรวจนี้ช่วยให้แพทย์ดูว่าผู้ป่วยปัสสาวะสุดหรือไม่ โดยผ่านการทำอัลตราซาวนด์หรือใช้วิธีใช้สายสวนปัสสาวะใส่เข้าไปทางท่อปัสสาวะหลังปัสสาวะแล้ว เพื่อวัดปริมาณปัสสาวะที่เหลืออยู่ในกระเพาะปัสสาวะ
  • บันทึกการปัสสาวะใน 24 ชั่วโมง วิธีนี้เป็นการจดบันทึกความถี่และปริมาณของปัสสาวะที่อาจเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่การปัสสาวะในตอนกลางคืนมีปริมาณมากกว่า 1 ใน 3 ของปริมาณการปัสสาวะต่อวัน

หากอาการซับซ้อนมากขึ้น แพทย์อาจแนะนํา

  • การตรวจความเร็วการไหลของการปัสสาวะ (Uroflowmetry): แพทย์จะให้ผู้ป่วยขับถ่ายปัสสาวะผ่านห้องน้ำแบบพิเศษที่เชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจหารูปแบบการปัสสาวะที่ผิดปกติ
  • การตรวจอัลตราซาวด์ทางทวารหนัก (Transrectal Ultrasound): เป็นการตรวจด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ โดยนำอุปกรณ์ตรวจอัลตราซาวด์ทางทวารหนักขนาดเล็กใส่เข้าไปทางทวารเพื่อวัดและประเมินต่อมลูกหมาก
  • การเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อของต่อมลูกหมาก (Prostate Biopsy): แพทย์อาจเก็บชิ้นเนื้อตัวอย่างจากต่อมลูกหมากในขณะที่ทำอัลตราซาวนด์ทางทวารหนักไปด้วย การตรวจเนื้อเยื่อช่วยให้แพทย์วินิจฉัยหรือดูว่าการที่ต่อมลูกหมากโตนั้นเกิดขึ้นจากมะเร็งต่อมลูกหมากหรือสาเหตุอื่น ๆ
  • การตรวจปัสสาวะพลศาสตร์และความดันของการไหล (Urodynamic and pressure flow studies): การตรวจด้วยวิธีนี้ แพทย์จะใส่สายสวนเป็นเกลียวผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ แล้วฉีดน้ำหรืออากาศเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ ทั้งนี้ การใช้วิธีฉีดอากาศเข้าไปจะใช้กันน้อยมาก จากนั้น แพทย์จะวัดความดันกระเพาะปัสสาวะและตรวจว่า กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะยังทํางานดีหรือไม่ วิธีนี้มักจะใช้เฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและในผู้เข้ารับการรักษาต่อมลูกหมากมาก่อนและยังมีอาการอยู่
  • การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy): แพทย์จะใช้เครื่องมือเล็ก ๆ บาง ๆ (Cystoscope) สอดเข้าไปในท่อปัสสาวะ เพื่อช่วยให้แพทย์ได้เห็นภาพภายในท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะของผู้ป่วยได้ชัดเจนขึ้น ในการตรวจนี้ แพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่ก่อนเริ่มการตรวจ

 

แพทย์รักษาโรคต่อมลูกหมากโตอย่างไร

การรักษาโรคต่อมลูกหมากโตมีด้วยกันหลายวิธี เช่น การรักษาด้วยยา การผ่าตัดส่องกล้อง หรือการศัลยกรรมผ่าตัดผ่านกล้อง อย่างไรก็ตาม การที่จะเลือกวิธีรักษาที่ดีที่สุดได้นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่:

  • ขนาดของต่อมลูกหมาก
  • อายุของผู้ป่วย
  • สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
  • จำนวนครั้งที่ผู้ป่วยปัสสาวะแล้วรู้สึกปวดหรือทำให้รู้สึกปัสสาวะไม่สะดวก

หากอาการยังทนได้ ผู้ป่วยอาจเลื่อนการรักษาออกไปและเปลี่ยนเป็นเฝ้าสังเกตุอาการแทนได้ สําหรับผู้ป่วยบางราย อาการจะหายเองได้โดยไม่ต้องรักษา

 

การรักษาด้วยยา

แพทย์จะใช้วิธีการรักษาด้วยยาก่อน ซึ่งเป็นการรักษาที่พบบ่อยที่สุดหากผู้ป่วยมีอาการของภาวะต่อมลูกหมากโตแบบไม่รุนแรงถึงปานกลาง โดยการรักษาด้วยยาจะรวมถึง:

  • แอลฟา-บล็อกเกอร์(Alpha blockers)ยากลุ่มแอลฟา-บล็อกเกอร์ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะและเส้นใยกล้ามเนื้อในต่อมลูกหมาก ซึ่งจะทำให้ปัสสาวะได้ง่ายขึ้น ยากลุ่มแอลฟา-บล็อกเกอร์ ได้แก่ อัลฟูโซซิน (ซาทรอล) โดซาโซซิน (คาร์ดูรา) แทมซูโลซิน (ฮาร์นัล) และ ซิโลโดซิน (ยูรีฟ) มักออกฤทธิ์ทันทีในผู้ป่วยที่มีต่อมลูกหมากค่อนข้างเล็ก ทั้งนี้ อาจมีผลข้างเคียง เช่น มีอาการวิงเวียนศีรษะ และอาการอื่น ๆ ที่ไม่เป็นอันตราย เช่น อาจทำให้เกิดภาวะอุสจิไหลกลับเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ
  • 5 แอลฟา รีดักเตส อินฮิบิเตอร์ (5 Alpha Reductase Inhibitor) ยากลุ่มนี้จะช่วยให้ต่อมลูกหมากหดตัว โดยยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ทําให้เกิดการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมาก ยากลุ่มนี้ ได้แก่ ฟินาสเตอไรด์และดูตาสเตอไรด์ ซึ่งจะใช้เวลาถึง 6 เดือนจึงจะเห็นผล ทั้งนี้ ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียง เช่น อสุจิไหลกลับเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ
  • การใช้ยาหลาย ๆ ชนิดร่วมกันแพทย์อาจแนะนําให้ใช้ยากลุ่มแอลฟา-บล็อกเกอร์ และ 5 แอลฟา รีดักเตส อินฮิบิเตอร์ พร้อมกัน หากการรักษาด้วยยาชนิดใดชนิดหนึ่งไม่ได้ผล
  • ยาทาดาลาฟิล (Tadalafil)งานวิจัยพบว่า ยานี้มักใช้รักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ และยังสามารถนำมาใช้รักษาภาวะต่อมลูกหมากโตอีกด้วย

 

การผ่าตัดส่องกล้องหรือการศัลยกรรมผ่าตัดผ่านกล้อง

แพทย์อาจแนะนำการผ่าตัดส่องกล้องหรือการศัลยกรรมผ่าตัดผ่านกล้องหาก:

  • อาการของผู้ป่วยอยู่ในระดับปานกลางถึงรุนแรง
  • การรักษาด้วยยาไม่ได้ผล
  • ผู้ป่วยมีภาวะทางเดินปัสสาวะอุดตัน มีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ มีเลือดในปัสสาวะ หรือมีโรคไต
  • ผู้ป่วยต้องการการรักษาอย่างใดอย่างเอง

แพทย์อาจไม่แนะนำการผ่าตัดส่องกล้องหรือการศัลยกรรมผ่าตัดผ่านกล้องหาก:

  • ผู้ป่วยมีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่ไม่ได้รับการรักษา
  • เป็นโรคท่อปัสสาวะตีบอยู่แล้ว
  • มีโรคทางระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน หรือโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง

 

หัตถการเพื่อรักษาต่อมลูกหมากทําให้เกิดผลข้างเคียงได้ ทั้งนี้ ภาวะแทรกซ้อนอาจเกิดขึ้นโดยขึ้นอยู่กับหัตถการหรือวิธีการรักษาที่เลือก เช่น:

  • ภาวะอุสจิไหลกลับเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ
  • ปัสสาวะลำบากเป็นครั้งคราว
  • ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • มีเลือดออกในปัสสาวะ
  • ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศอาจเกิดขึ้นหลังผ่าตัดต่อมลูกหมาก แต่จะเกิดขึ้นน้อยหากรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดส่องกล้องหรือการศัลยกรรมผ่าตัดผ่านกล้อง (เช่น การผ่าตัดด้วยเลเซอร์)
  • ผู้ป่วยกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

 

การผ่าตัดส่องกล้องหรือการศัลยกรรมผ่าตัดผ่านกล้องมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท ได้แก่

  • การผ่าตัดส่องกล้องเพื่อขูดต่อมลูกหมาก (TURP) วิธีนี้ แพทย์จะสอดกล้องขนาดเล็กและเบาเข้าไปในท่อปัสสาวะของผู้ป่วย และศัลยแพทย์จะขูดเอาต่อมลูกหมากออก ยกเว้นด้านออกของต่อมลูกหมาก โดยทั่วไปแล้ว การผ่าตัดส่องกล้องเพื่อขูดต่อมลูกหมากออกจะช่วยรักษาอาการได้อย่างรวดเร็ว และผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีปัสสาวะไหลแรงทันทีหลังผ่าตัด อย่างไรก็ตาม หลังจากการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อขูดต่อมลูกหมากออกแล้ว ผู้ป่วยจะยังต้องสายสวนท่อปัสสาวะเพื่อระบายปัสสาวะออกชั่วคราว
  • การผ่าตัดส่องกล้องเพื่อขยายท่อปัสสาวะ (TUIP) วิธีนี้ แพทย์จะสอดกล้องเล็ก ๆ เข้าไปในท่อปัสสาวะของผู้ป่วย และแพทย์จะกรีดต่อมลูกหมากเป็นรอยเล็ก ๆ 1-2 รอย ทําให้ปัสสาวะง่ายโดยผ่านท่อปัสสาวะ แพทย์อาจเลือกการผ่าตัดนี้เป็นอีกทางเลือกหากผู้ป่วยมีภาวะต่อมลูกหมากโตขนาดเล็กหรือปานกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากผู้ป่วยมีปัญหาสุขภาพที่ทำให้การผ่าตัดอื่นเสี่ยงเกินไป
  • การผ่าตัดด้วยการใช้คลื่นไมโครเวฟ (TUMT) แพทย์จะสอดขั้วไฟฟ้าพิเศษผ่านท่อปัสสาวะของผู้ป่วยเข้าไปในต่อมลูกหมาก จากนั้น จะปล่อยพลังงานไมโครเวฟจากขั้วไฟฟ้าเข้าทําลายส่วนด้านในของต่อมลูกหมากที่โตให้หดตัวและทำให้ปัสสาวะไหลดีขึ้น การผ่าตัดด้วยการใช้คลื่นไมโครเวฟอาจช่วยบรรเทาอาการบางส่วนเท่านั้น และอาจใช้เวลาสักพักที่จะเห็นผล ทั้งนี้ การผ่าตัดนี้จะใช้เฉพาะกับภาวะต่อมลูกหมากขนาดเล็กในบางกรณีเท่านั้น เพราะผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องกลับมารักษาอีกครั้ง นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจะยังรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อยและต่อเนื่องเพราะเนื้อเยื่อที่เป็นโรคบางส่วนยังคงอยู่
  • การผ่าตัดส่องกล้องด้วยเข็ม (TUNA) ในการผ่าตัดนี้ แพทย์จะสอดกล้องเข้าไปทางท่อปัสสาวะ แล้วสอดเข็มเข้าไปในต่อมลูกหมาก จากนั้น แพทย์จะปล่อยคลื่นวิทยุไปที่เข็ม ความร้อนจากคลื่นวิทยุจะเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อของต่อมลูกหมากที่ขัดขวางการไหลเวียนของปัสสาวะ ทั้งนี้ แพทย์อาจเลือกการผ่าตัดส่องกล้องด้วยเข็มในบางกรณีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดนี้ไม่นิยมใช้กันแล้ว อาจทำให้เกิดอาการปวดเล็กน้อยเช่นเดียวกับการใช้การผ่าตัดด้วยการใช้คลื่นไมโครเวฟ
  • การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Therapy) การรักษาด้วยเลเซอร์เป็นการรักษาที่ใช้เลเซอร์พลังงานสูงทําลายหรือเอาเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากที่โตเกินขนาดออก โดยทั่วไปแล้ว การรักษาด้วยเลเซอร์มักรักษาอาการได้ทันที และมีความเสี่ยงต่ำในการทำให้เกิดผลข้างเคียงเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบไม่ใช้เลเซอร์ การรักษาด้วยเลเซอร์อาจใช้ในผู้ป่วยที่ไม่ควรมีการผ่าตัดต่อมลูกหมากด้วยวิธีอื่น ๆ เพราะมีการใช้ยาละลายลิ่มเลือด หรือเลือกใช้เพราะผู้ป่วยต้องการเลี่ยงวิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดแบบเปิดแผลอีก



การรักษาด้วยเลเซอร์มีหลายตัวเลือก ได้แก่:

  • การผ่าตัดหรือศัลยกรรมเพื่อตัดออก (Ablative Procedure) การผ่าตัดประเภทนี้จะสลายเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากที่อุดตันเพื่อเพิ่มการไหลของปัสสาวะให้มากขึ้น ซึ่งลดอาการเลือดออกและทำให้หายเร็วกว่าการผ่าตัดแบบเปิดแผล
  • การผ่าตัดแบบควักออก (Enucleation procedures) การผ่าตัดประเภทนี้ เช่น การควักเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากที่เกินออกด้วยเครื่องมือที่สอดผ่านท่อปัสสาวะด้วยเลเซอร์ (HoLEP) ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว จะควักเอาเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากทั้งหมดช่วยยับยั้งการปิดกั้นการไหลของปัสสาวะและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำอีก ทั้งนี้ แพทย์จะนำเนื้อเยื่อที่ควักออกไปตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมากและโรคอื่น ๆ อีกครั้ง โดยขั้นตอนเหล่านี้จะคล้ายกับการผ่าตัดต่อมลูกหมากออกทั้งหมด


การย้ายหรือยกเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากออกจากท่อปัสสาวะ (PUL)

ในการรักษาด้วยวิธีนี้ แพทย์จะใช้อุปกรณ์พิเศษกดบีบด้านข้างของต่อมลูกหมากเพื่อเพิ่มการไหลของปัสสาวะ และแพทย์มักแนะนำวิธีนี้หากผู้ป่วยมีกลุ่มอาการทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง นอกจากนี้ การย้ายหรือยกเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากออกจากท่อปัสสาวะอาจใช้กับผู้ป่วยบางกรณีที่กังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อการหย่อนสมรรถภาพทางเพศและปัญหาการหลั่ง เนื่องจากการย้ายหรือยกเนื้อเยื่อต่อมลูกหมากออกจากท่อปัสสาวะมีผลต่อการหลั่งและสมรรถภาพทางเพศต่ำกว่าการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อขูดต่อมลูกหมากออกอยู่มาก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยอาจยังต้องเข้ารับการผ่าตัดแบบเปิดแผลกว้างอีกในอนาคต


การอุดกั้นหลอดเลือดที่ส่งไปยังหรือจากต่อมลูกหมาก (Embolization)

วิธีการรักษานี้ยังอยู่ในขั้นทดลอง โดยการอุดกั้นหลอดเลือดที่ส่งไปยังหรือจากต่อมลูกหมากทําให้ต่อมลูกหมากหดขนาดลง อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอว่าการรักษาด้วยวิธีนี้จะประสิทธิภาพในระยะยาวหรือไม่


การผ่าตัดต่อมลูกหมายโดยใช้หุ่นยนต์หรือแบบเปิด

ศัลยแพทย์จะเจาะช่องท้องส่วนล่างไปยังต่อมลูกหมากเพื่อตัดเอาเนื้อเยื่อออก ทั้งนี้ แพทย์จะเลือกใช้วิธีการผ่าตัดต่อมลูกหมากออกทั้งหมดหรือแบบเปิดหากต่อมลูกหมากมีขนาดใหญ่มากจนทำให้เกิดความเสียหายต่อกระเพาะปัสสาวะหรือผู้ป่วยมีปัจจัยแทรกซ้อนอื่น ๆ  ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดด้วยวิธีนี้จำเป็นต้องเข้าพักในโรงพยาบาลเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ และอาจต้องมีการถ่ายเลือด ซึ่งเป็นการผ่าตัดแบบเปิดแผลที่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงและอาการแทรกซ้อนมากขึ้น เช่น การอั้นปัสสาวะไม่อยู่และหมดสมรรถภาพทางเพศ