เลือกหัวข้อที่อ่าน
- กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ สาเหตุจากอะไร
- ผ่าตัด PFNA มีขั้นตอนอย่างไร
- การดูแล ฟื้นฟูหลังการผ่าตัด PFNA มีขั้นตอนอย่างไร
- ผ่าตัด PFNA พักฟื้นกี่วัน
- ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด PFNA มีอะไรบ้าง
- ผ่าตัด PFNA รพ. เมดพาร์ค
ผ่าตัดยึดตรึงกระดูกหักด้วยแกนโลหะดามกระดูก PFNA
ผ่าตัดยึดตรึงกระดูกหักด้วยแกนโลหะดามกระดูก PFNA (Proximal Femoral Nail Antirotation) คือ วิธีการรักษากระดูกสะโพกหัก ด้วยวิธีการผ่าตัดจัดกระดูกสะโพกให้เข้าที่ แล้วใส่วัสดุแกนโลหะดามกระดูกชนิดพิเศษ PFNA เข้าไปในโพรงกระดูกผ่านแผลผ่าตัดขนาดเล็ก 2-3 ซม. เพื่อยึดตรึงกระดูกหักให้เข้าที่ในตำแหน่งเดิม การผ่าตัด PFNA ช่วยให้กระดูกสะโพกหักสมานเชื่อมติดกันได้เร็ว เพิ่มความมั่นคงในการยึดตรึงกระดูกสะโพก ลดภาวะแทรกซ้อนจากการนอนติดเตียง และช่วยให้ผู้รับการรักษากลับมาเคลื่อนไหวร่างกาย ลุก นั่ง เดิน และใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว
ทำไมต้องผ่าตัด PFNA
กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ ถือเป็นภาวะบาดเจ็บรุนแรงและเป็นอันตรายต่อชีวิต ที่ควรได้รับการผ่าตัดรักษาภายใน 24-48 ชม. เนื่องจากทำให้ปวดรอบสะโพกมาก ขยับสะโพกไม่ได้ เคลื่อนไหวร่างกายจำกัด ยืนหรือเดินลงน้ำหนักขาข้างกระดูกหักไม่ได้ หรืออาจขาผิดรูป และส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ลิ่มเลือดอุดตันที่ขา แผลกดทับ ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะหรือทางเดินหายใจ และเสี่ยงทำให้พิการ นอนติดเตียง และเสียชีวิต
การผ่าตัดยึดตรึงกระดูกหักด้วยแกนโลหะดามกระดูก PFNA เป็นวิธีการรักษากระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุที่มีประสิทธิภาพมากและมีความปลอดภัยสูง มีขนาดแผลผ่าตัดเล็ก เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย สามารถยึดตรึงกระดูกหักให้คงที่ ลดความเสี่ยงกระดูกทรุด และป้องกันการหมุนของหัวกระดูกสะโพกได้ดี แม้ในผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนอยู่ก่อนแล้ว การผ่าตัด PFNA ใช้เวลาพักฟื้นสั้น ฟื้นตัวเร็ว และสามารถเริ่มเดินลงน้ำหนักหลังผ่าตัดได้ทันที

กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ สาเหตุจากอะไร
กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ มีสาเหตุหลักมาจากการพลัด ตก หกล้ม ประกอบกับผู้สูงอายุส่วนมาก มีภาวะมวลกระดูกเสื่อมตามวัยที่ทำให้มวลกระดูกลดลง กระดูกบางลง ส่งผลให้เกิดโรคกระดูกพรุน และภาวะกระดูกแตกหักง่าย สาเหตุของกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ มีดังนี้
- โรคกระดูกพรุน และภาวะสูญเสียความหนาแน่นของมวลกระดูก (โดยเฉพาะเพศหญิง)
- พลัด ตก หกล้ม ลื่น สะดุด
- อายุเพิ่มมากขึ้น
- ขาดแคลเซียม และวิตามินดี ทำให้กระดูกอ่อนแอ
- ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ภาวะกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) ทำให้สูญเสียการทรงตัว
- ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยารักษาโรคซึมเศร้า
- ความบกพร่องทางการมองเห็น ตามัว ตาพร่ามัว สายตาฝ้าฟาง มองเห็นไม่ชัด สายตายาวตามอายุ
- สิ่งแวดล้อม เช่น แสงสว่างภายในบ้านน้อย พื้นเปียกลื่น พื้นลาดเอียง พื้นขรุขระไม่สม่ำเสมอ มีสิ่งกีดขวางทางเดิน
- ใส่รองเท้าหลวม สวมรองเท้าไม่มีดอกยาง ใส่เสื้อผ้าหลวมไม่พอดีตัว
การวินิจฉัยก่อนการผ่าตัด PFNA มีวิธีการอย่างไร
แพทย์ตรวจวินิจฉัยกระดูกสะโพกหัก โดยการซักประวัติอาการปวด ความชัดเจนของอาการปวดสะโพก ระดับความปวด ประวัติหกล้ม ลุกขึ้นยืนได้เองหรือไม่ ขยับสะโพกได้หรือไม่ เดินลงน้ำหนักขาข้างที่ปวดได้หรือไม่ มีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ หรือมีกระดูกผิดรูปหรือไม่ จากนั้น จะตรวจร่างกายและรังสีวิทยาภาพถ่าย เพื่อยืนยัน และจำแนกประเภทกระดูกหัก เช่น
- ตรวจ Hip X-rays ภาพถ่ายทางรังสีข้อสะโพกทั้ง 2 ข้าง ในแนวหน้าหลัง (anteroposterior view) และด้านข้าง (lateral view) เพื่อหาตำแหน่งหัก ลักษณะรอยหัก ความรุนแรงของโรคกระดูกพรุน และเปรียบเทียบมุมระหว่างคอกระดูกต้นขาส่วนต้น (neck-shaft-angle) ข้างปกติกับข้างที่หัก รวมถึงประเมินความโค้งกระดูกต้นขา ขนาดของโพรงกระดูกต้นขา และพยาธิสภาพโดยรอบ
- ตรวจ CT scan ตรวจกระดูกต้นขาส่วนต้นแตกหรือหักแบบละเอียด ตรวจจับกระดูกหักขนาดเล็กที่ถูกบดบัง ทับซ้อน และไม่อาจมองเห็นได้ด้วยเอกซเรย์ รวมถึงตรวจการแตกหักของกระดูกคอต้นขา และกระดูกเชิงกราน
- ตรวจความความหนาแน่นของมวลกระดูก (BMD) ประเมินค่า T score หรือระดับความหนาแน่นของมวลกระดูกและภาวะกระดูกพรุน เพื่อคัดเลือกวัสดุที่เหมาะสม สามารถยึดตรึงกระดูกได้มั่นคง ป้องกันการทรุดตัว ลดความเสี่ยงการผ่าตัดแก้ไขซ้ำ รวมถึงคาดการณ์ระยะเวลาการฟื้นตัว และเพื่อจัดวิตามินดีที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล

ผ่าตัด PFNA มีขั้นตอนอย่างไร
การผ่าตัดยึดตรึงกระดูกหักด้วยแกนโลหะดามกระดูก PFNA รพ. เมดพาร์ค ใช้มาตรฐานสากลในการผ่าตัด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและผลสำเร็จในการผ่าตัดเป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายให้กระดูกสะโพกหักเชื่อมติดกันได้เร็ว ข้อสะโพกมีความมั่นคง และช่วยให้ผู้รับการรักษากลับมาเดิน และดำเนินชีวิตประจำวันได้เร็ว
การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด PFNA มีวิธีการอย่างไร
- งดยาละลายลิ่มเลือด เช่น Aspirin หรือ Warfarin
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว ทานยารักษาโรคประประจำตัว หรือมีประวัติแพ้ยา ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า
- งดน้ำและอาหาร 8 ชม. ก่อนการผ่าตัด เพื่อป้องกันการสำลักระหว่างวางยาสลบและผ่าตัด
ขั้นตอนการผ่าตัด PFNA มีวิธีการอย่างไร
- ศัลยแพทย์จัดท่าผู้เข้ารับการรักษาบน Traction table และจัดแนวกระดูก (closed reduction) โดยใช้เครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์ Fluoroscopy ระบบดิจิตอลให้เห็นภาพกระดูกหัก และพยาธิสภาพภายในแบบ real time พร้อมกับกำหนดจุดเปิดแผล
- ศัลยแพทย์เปิดแผลขนาด 2-3 ซม. 1 ตำแหน่ง ตรงบริเวณเหนือปุ่มกระดูกกระโพก (tip of greater trochanteric) เพื่อหาตำแหน่งแนวเข้าสู่โพรงกระดูกต้นขา และใช้ลวดนำร่อง (Guide wire) สอดนำทาง
- ศัลยแพทย์เจาะเปิดกระดูกต้นขาส่วนต้นเพื่อขยายโพรงกระดูก และใส่วัสดุแกนโลหะดามกระดูก PFNA nail เข้าไปในโพรงกระดูกผ่านอุปกรณ์ประกอบยึด จากนั้นจึงตรวจสอบตำแหน่งแกนโลหะดามกระดูกเข้ากับสะโพกกระดูกต้นขาส่วนต้น ทั้งในด้านแนวหน้าหลัง และด้านข้าง
- ศัลยแพทย์เจาะเปิดกระดูกต้นขาด้านข้าง 1 ตำแหน่ง ด้วยชุดนำทางใส่กรูล็อกหัวกระดูกต้นขาและอุปกรณ์ช่วยเล็ง และใส่สกรูล็อกหัวกระดูกต้นขาชนิดเบลด (PFNA blade) ให้ผ่านเหล็กแกนดามไปทางหัวกระดูกต้นขาส่วนต้น เพื่อยึดตรึงกระดูกหักทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน และป้องกันการหมุนของหัวกระดูกสะโพก จากนั้นจะตรวจสอบค่า TAD (Tip Apex Distance) ว่ามีความเหมาะสม ปลอดภัยดี
- ศัลยแพทย์เจาะเปิดกระดูกต้นขาด้านล่างอีก 1 ตำแหน่งผ่านอุปกรณ์ช่วยเล็ง เพื่อใส่น็อตยึดส่วนล่างแกนโลหะดามกระดูก (distal locking screw) กับกระดูกต้นขาด้านล่าง จากนั้นจะใส่น็อตปิดด้านบนเหล็กแกนดาม และตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งทั้งหมดด้วย Fluoroscopy ก่อนเย็บปิดแผลให้เรียบร้อย

การดูแล ฟื้นฟูหลังการผ่าตัด PFNA มีขั้นตอนอย่างไร
- ระวังไม่ให้แผลโดนน้ำประมาณ 10-14 วัน หรือจนกว่าจะถึงวันตัดไหม เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- ทานยาแก้ปวด และยาฆ่าเชื้อที่แพทย์ให้อย่างต่อเนื่อง งดสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้แผลหายช้า
- หลังการผ่าตัด แพทย์จะให้เริ่มเดินลงน้ำหนักขาข้างที่ผ่าตัด โดยใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน หรือวอล์คเกอร์
- นั่งเก้าปกติ หรือเก้าอี้สูง ขยับข้อเท้าบ่อย ๆ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียน และป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน
- ทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ปลาตัวเล็กตัวน้อยที่ทานได้ทั้งตัว ผักใบเขียว งาดำ ถั่วเมล็ดแห้ง
ผ่าตัดPFNA พักฟื้นกี่วัน
โดยทั่วไป ผู้เข้ารับผ่าตัดยึดตรึงกระดูกหักด้วยแกนโลหะดามกระดูก PFNA สามารถลงน้ำหนักขาข้างที่ผ่าตัดได้ทันทีหลังการผ่าตัด โดยจะเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนได้ภายใน 4-6 สัปดาห์ กระดูกจะสมานเชื่อมติดกันโดยสมบูรณ์ภายใน 3-6 เดือน (เฉลี่ย 4 เดือน) และสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ภายใน 3-6 เดือน
ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด PFNA มีอะไรบ้าง
ภาวะแทรกซ้อนทั่วไป จากการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกหักด้วยแกนโลหะดามกระดูก PFNA เช่น ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน การติดเชื้อ การยุบตัวของกระดูกแบบวารัส หรือสกรูล็อกชนิดเบลดหลุดหลวม อย่างไรก็ตาม ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้มีอัตราการเกิดต่ำที่ 2.6-13.3% โดยภาพรวม การผ่าตัด PFNA เป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากกระดูกสะโพกหักได้เป็นอย่างดี

อัตราความสำเร็จในการผ่าตัด PFNA เป็นอย่างไร
การผ่าตัดยึดตรึงกระดูกหักด้วยแกนโลหะดามกระดูก PFNA เป็นการผ่าตัดที่มีอัตราความสำเร็จสูงที่ 90-96% ในการทำให้กระดูกสะโพกหักเชื่อมติดกันได้เร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่พลัด ตก หกล้ม โดยพบว่าการรักษาด้วยวิธีนี้ ให้ผลการรักษาที่ดี เป็นที่น่าพึงพอใจ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ สามารถเคลื่อนไหว เดิน และทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้เหมือนก่อนผ่าตัดภายใน 6 สัปดาห์
ข้อดีของการผ่าตัด PFNA มีอะไรบ้าง
- แผลเล็ก เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย เนื้อเยื่ออ่อนเสียหายน้อย ลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้เป็นอย่างดี
- มั่นคงกว่า เสถียร ยึดตรึงแน่น ด้วยสกรูล็อกชนิดเบลด (หัวเกลียว) เหมาะสำหรับสูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุน
- ลดภาวะแทรกซ้อน ลดภาวะการยึดตรึงกระดูกล้มเหลว ป้องกันการหมุนของหัวกระดูกสะโพก
- ฟื้นตัวไว เคลื่อนไหวเร็วขึ้น นั่งและเดินลงน้ำหนักหลังผ่าตัดได้เร็ว ลดภาวะแทรกซ้อนจากการนอนติดเตียง
- พักฟื้นที่ รพ. สั้น เพียง 1-2 คืน ก็สามารถเริ่มเดินลงน้ำหนักที่เท้าได้ ร่างกายฟื้นตัวไวภายใน 1-2 เดือน
- ให้ผลการรักษาดีกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม สามารถลดอาการปวดภายหลังการผ่าตัดได้ดี ให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผ่าตัด PFNA รพ. เมดพาร์ค
ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ รพ. เมดพาร์ค กรุงเทพ นำโดยทีมศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ที่มีประสบการณ์สูง มีความพร้อมในการผ่าตัดรักษากระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุที่มีความยากซับซ้อน ด้วยวัสดุแกนโลหะดามกระดูกคุณภาพสูงมาตรฐาน FDAพร้อมด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ชั้นนำ ห้องผ่าตัดมาตรฐานสากล และเทคนิคการผ่าตัดขั้นสูงที่มีรวดเร็ว แม่นยำ และปลอดภัย ช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งให้การดูแลติดตามผลหลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้ไว และให้ผู้รับการรักษากลับมาใช้งานข้อสะโพก ลุก นั่ง เดิน และทำกิจกรรมตามปกติได้เร็ว