ตาพร่ามัว มองไม่ชัด เกิดจากอะไร
ตาพร่ามัว เป็นอาการที่หลายคนเคยประสบเมื่อมองเห็นไม่ชัดเจน มองภาพแล้วเบลอ เหมือนมีหมอกหรือฝ้ามาบังสายตา อาการนี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง อาจเกิดขึ้นชั่วคราวหรือเป็นระยะยาวก็ได้
สาเหตุของอาการตาพร่ามัว
- ภาวะสายตาผิดปกติ (refractive error) เช่น สายตาสั้น (myopia) สายตายาว (hyperopia) หรือสายตาเอียง (astigmatism) ส่งผลแสงไม่โฟกัสตรงจุดรับภาพชัดของจอตาได้พอดี บางครั้งต้องพยายามหรี่ตาเพื่อช่วยโฟกัส อีกภาวะที่พบได้บ่อยคือ ภาวะสายตาสูงอายุ (presbyopia) มักเกิดในคนปกติที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ทำให้ไม่สามารถโฟกัสภาพในระยะใกล้ได้ มีอาการตามัวเฉพาะเวลามองใกล้ จำเป็นต้องมีแว่นสายตาช่วยในการอ่าน
- ต้อกระจก (cataract) เป็นภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัว ทำให้แสงผ่านเข้าตาได้น้อยลง มักเกิดในผู้สูงอายุ อาการตามัวมักค่อยเป็นค่อยไปหลายเดือนหรือเป็นปี อาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้างได้ นอกจากนี้อาจมีอาการเห็นแสงแตกกระจาย สู้แสงไม่ได้ มีปัญหาสายตามองในที่มืด
- อาการตาแห้ง (dry eye) ทำให้ตาพร่ามัวโดยเฉพาะหลังจากใช้สายตาเป็นระยะเวลานาน อาจมีอาการระคายเคืองตา ตาแดง หรือเจ็บในดวงตา ร่วมด้วย
- โรคจอประสาทตา (retinal diseases) ได้แก่
- จอประสาทตาหลุดลอก (retinal detachment) เกิดจากจอประสาทตาแยกออกจากชั้นใต้จอ อาจมีอาการเห็นแสงฟ้าแลบ (flashing) หรือจุดดำ (floater) ลอยไปมานำมาก่อน และมีอาการตามัวตามมา
- จอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (age-related macular degeneration) เกิดจากการมีของเสียจากเซลล์จอตาสะสมในจอตามากผิดปกติ หรือมีเส้นเลือดงอกผิดปกติในจอตา อาการตามัวมักเป็นจุดตรงกลางของภาพ แบบเฉียบพลันหรือค่อยเป็นค่อยไป
- เบาหวานขึ้นตา (diabetic retinopathy) เป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่ควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี ทำให้มีสารน้ำรั่วซึมจากหลอดเลือดในจอประสาทตา จอประสาทตาบวม มีเลือดออกในจอตา หรือมีเลือดออกในน้ำวุ้นตา จนทำให้ตามัวลง
- ผังผืดจอตา (epiretinal membrane) เกิดจากมีการดึงรั้งของผังผืดบนเนื้อเยื่อจอตา ผู้ป่วยจะมีอาการตามัว เห็นภาพเบี้ยว (metamoraphosia) ได้
- เส้นเลือดจอตาอุดตัน (retinal vascular occlusion) อาจทำให้ตามัวบางส่วนหรือทั้งหมดของภาพ อาการมักเกิดขึ้นโดยเฉียบพลัน
- ต้อหิน (glaucoma)เกิดจากความดันในลูกตาสูงขึ้น ส่งผลให้เส้น ประสาทตาถูกทำลาย อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นบางส่วนหรือทั้งหมด
วิธีดูแลดวงตา รักษาโรค และป้องกันตาพร่ามัว
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ คำแนะนำโดยทั่วไปมีดังนี้
- ปรับแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์: สำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาผิดปกติ ควรตรวจสายตาและปรับแว่นให้เหมาะสม
- ผ่าตัดต้อกระจก: หากเป็นต้อกระจก การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาใหม่สามารถช่วยให้มองเห็นชัดขึ้นได้
- ตรวจตาอย่างสม่ำเสมอ: โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้สูงอายุ เพื่อตรวจหาภาวะต้อหินหรือโรคจอตาต่างๆ
- ดูแลสุขภาพโดยรวม: ควบคุมน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และเลิกสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตา
เมื่อมีอาการ ตาพร่ามัว ควรพบแพทย์เมื่อไหร่
หากมีอาการตาพร่ามัวอย่างเฉียบพลัน หรือมีอาการร่วม เช่น ตาแดง ปวดตามาก เห็นแสงแฟลช หรือเห็นจุดดำลอยไปมา ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง เช่น จอประสาทตาหลุดลอก หรือต้อหินเฉียบพลัน
คำแนะนำจากแพทย์โรงพยาบาลเมดพาร์ค
ตาพร่ามัว อาจเกิดจากได้จากหลายสาเหตุ ส่งผลให้การทำงานหรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การอ่านหนังสือหรือการขับรถ เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น หากสังเกตุว่าการมองเห็นมีความผิดปกติ ผู้ป่วยควรไปพบจักษุแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการตามัวเกิดขึ้นโดยเฉียบพลัน เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาอย่างถูกต้อง เหมาะสมและทันท่วงที