โรคจอประสาทตา ความเสี่ยงที่นำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวร

โรคจอประสาทตา ความเสี่ยงที่นำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวร

เจาะลึกโรคจอประสาทตา รู้เท่าทันภัยเงียบที่ซ่อนอยู่หลังม่านตากับ พญ.ชนัสนันท์ ณรงค์ชัย จักษุแพทย์ด้านจักษุวิทยาและโรคจอประสาทตา เผยวิธีป้องกัน แนวทางการรักษา

แชร์

รู้ทันภัยเงียบจาก “โรคจอประสาทตา ความเสี่ยงใกล้ตัวที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวร

มนุษย์เรามีจอประสาทตาเพียงชิ้นเดียวในดวงตาแต่ละข้าง และเป็นอวัยวะที่ไม่สามารถซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ได้หากเกิดความเสียหายที่รุนแรง

ท่ามกลางบริบทของสังคมไทยที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ประกอบกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น อาหารการกินที่ไม่เหมาะสม การขาดการออกกำลังกาย รวมถึงโรคประจำตัวอย่าง เบาหวาน ส่งผลให้อัตราการเกิดโรคจอประสาทตาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

พญ.ชนัสนันท์ จักษุแพทย์

มาร่วมเจาะลึกและรู้เท่าทันภัยเงียบที่ซ่อนอยู่หลังม่านตากับ Special Scoop โดย พญ.ชนัสนันท์ ณรงค์ชัย จักษุแพทย์ผู้ชำนาญการด้านจักษุวิทยาและโรคจอประสาทตา โรงพยาบาลเมดพาร์ค มาเผยวิธีป้องกัน แนวทางการรักษาด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อคืนความสุขในการมองเห็นและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

โรคจอประสาทตา ปล่อยไว้อาจสูญเสียการมองเห็นถาวร

หลายคนมักละเลยการตรวจสุขภาพตา เพราะคิดว่าไม่มีอาการ หรือคิดว่าเป็นเพียงสายตาสั้น-ยาวตามวัย แต่คุณหมอชนัสนันท์ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนไข้ที่เข้ามาปรึกษาจักษุแพทย์ว่า สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

  • กลุ่มที่ยังไม่มีอาการผิดปกติ: มักเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ที่เริ่มตื่นตัวตรวจสุขภาพตาทั่วไปเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป รวมถึงคนรุ่นใหม่ในวัย 30 ปีที่เริ่มหันมาตรวจคัดกรองกันมากขึ้น
  • กลุ่มที่มีอาการชัดเจนแล้ว: ช่วงอายุหลากหลายมาก ตั้งแต่คนหนุ่มสาววัย 20 ปีไปจนถึงผู้สูงอายุวัย 70–80 ปี มักมาพบแพทย์ด้วยอาการตามัว มีจุดดำลอย หรือเห็นแสงแวบ ซึ่งความตื่นตัวเมื่อมีอาการเป็นเรื่องที่ดี เพราะโรคทางจอประสาทตาหลายโรคหากปล่อยทิ้งไว้ อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรหรือตาบอดได้

“จอประสาทตาก็เหมือนกับเป็นส่วนขยายของระบบประสาทสมอง มีหน้าที่รับแสงแล้วแปรผลทางระบบประสาท เปลี่ยนเป็นภาพให้เราเห็น หากมีรอยโรคเกิดขึ้นจนเซลล์ถูกทำลายเป็นระยะเวลานาน การฟื้นตัวก็จะยากและซับซ้อนตามไปด้วยค่ะ” พญ.ชนัสนันท์กล่าว

เช็กสัญญาณเตือนขั้นวิกฤต! กลุ่มอาการผิดปกติทางสายตาที่ควรรีบพบจักษุแพทย์

เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถประเมินความเสี่ยงได้ด้วยตนเอง คุณหมอได้สรุป 3 อาการผิดปกติทางสายตายอดฮิต ที่เป็นสัญญาณเตือนว่าดวงตาของคุณกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤต ดังนี้

  • ภาพดับไปทันที หรือมืดลงเฉียบพลัน มักเกิดจากภาวะจอประสาทตาลอก หรือเส้นเลือดแดงใหญ่ที่จอประสาทตาอุดตันเฉียบพลัน ซึ่งกลไกการเกิดโรคนั้นมีความคล้ายคลึงกับโรคหลอดเลือดสมองตีบ (Stroke) ที่เซลล์ประสาทจะขาดเลือดและตายไปอย่างรวดเร็วหากช่วยไว้ไม่ทันเวลา
  • เห็นจุดดำ หยากไย่ลอยไปมา มีแสงแวบคล้ายฟ้าผ่า อาการเหล่านี้พบได้บ่อย มักมีสาเหตุมาจากน้ำวุ้นจอตาเสื่อม ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะจอประสาทตาบาง จอประสาทตาเป็นรู หรือฉีกขาด หากนิ่งนอนใจ น้ำในวุ้นตาจะเซาะซึมเข้าไปในรูรั่วดังกล่าว และพัฒนากลายเป็นโรคจอประสาทตาลอกในที่สุด
  • ตามัวตรงกลางภาพ สีสันไม่สดใส เห็นภาพบิดเบี้ยว เกิดจากความผิดปกติที่บริเวณจุดรับภาพชัด มักเป็นอาการที่ค่อยเป็นค่อยไป โดยโรคที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาชนิดจอตาบวมน้ำ พังผืดที่จอตา หรือมีเลือดออกบริเวณจุดรับภาพชัด

3 โรคยอดฮิตทางจอประสาทตา ภัยร้ายที่คุกคามทั้งวัยทำงานและผู้สูงอายุ

3 โรคยอดฮิตทางจอประสาทตา ภัยร้ายที่คุกคามทั้งวัยทำงานและผู้สูงอายุ

ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน โรคจอประสาทตาจึงไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเกษียณอีกต่อไป โดยสามารถจำแนกโรคยอดฮิตออกเป็น 3 กลุ่มโรคหลัก ๆ ได้แก่

1. โรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (AMD)

โรคนี้สัมพันธ์กับความเสื่อมตามวัยโดยตรง โดยในการวินิจฉัยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก

  • ชนิดแห้ง (Dry AMD): พบได้มากกว่า การดำเนินโรคช้า การมองเห็นค่อย ๆ ลดลงทีละนิด คนไข้พอมีเวลาปรับตัวและเข้ารักษาเพื่อประคับประคอง
  • ชนิดเปียก (Wet AMD): พบได้น้อยกว่าแต่รุนแรงสูงกว่า เนื่องจากมีเส้นเลือดผิดปกติงอกขึ้นมาใต้ชั้นจอประสาทตา ซึ่งเส้นเลือดเหล่านี้เปราะบาง ทำให้เกิดเลือดออกหรือน้ำคั่งใต้จอตา ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นได้อย่างรวดเร็ว

หลายคนคิดว่าการรับประทานวิตามินบำรุงสายตาจะช่วยชะลอการเสื่อมตามอายุได้ แต่คุณหมอชนัสนันท์ได้ให้คำแนะนำตามหลักการแพทย์ที่น่าสนใจ
 
“อาหารเสริมสูตร AREDS2 ที่มีวิตามิน C, E, สังกะสี, ทองแดง, ลูทีน และซีแซนทีน ทางการแพทย์จะแนะนำให้ใช้เฉพาะในผู้ป่วยบางกลุ่มและบางระยะของโรคตามที่แพทย์ประเมินเท่านั้นค่ะ ควรปรึกษาจักษุแพทย์ก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะวิตามินทั่วไปตามท้องตลาดยังไม่มีหลักฐานงานวิจัยเชิงลึกที่ยืนยันแน่ชัดว่าช่วยป้องกันโรคนี้ได้ในคนปกติ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ งดสูบบุหรี่ และควบคุมโรคประจำตัว ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติค่ะ”

2. ศูนย์กลางจอประสาทตาบวมน้ำ (CSR) โรคยอดฮิตของวัยทำงาน

โรคศูนย์กลางจอประสาทตาบวมน้ำ (CSR) หรือ Central Serous Chorioretinopathy คือโรคจุดรับภาพชัดบวมน้ำจากภาวะเครียด ซึ่งกำลังกลายเป็นโรคยอดฮิตของมนุษย์ออฟฟิศ

“คนไข้วัยทำงานเป็นโรค CSR เยอะขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ ปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ สัมพันธ์กับวิถีชีวิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความเครียดสะสมจากการทำงาน การอดนอน พักผ่อนน้อย รวมถึงพฤติกรรมการสูบบุหรี่ และการใช้ยาสเตียรอยด์ คนไข้จะมาด้วยอาการตามัวตรงกลางภาพ รู้สึกเหมือนมีเงาดำ ๆ บังอยู่ สีเพี้ยนไป หรือมองภาพบิดเบี้ยว โดยมักจะเริ่มเป็นที่ตาข้างเดียวก่อนค่ะ” คุณหมอชนัสนันท์เล่าถึงเคสในกลุ่มนี้

โดยทั่วไปโรคนี้จะไม่รุนแรงถึงขั้นทำให้ตาบอดสนิท ส่วนใหญ่อาการบวมน้ำสามารถหายได้เองภายในเวลา 1–6 เดือน เพียงแค่หันมาปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง หยุดความเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ หากเป็นเพียงครั้งเดียวแล้วหายเร็ว มักจะไม่ส่งผลกระทบต่อสายตาในระยะยาว แต่หากปล่อยให้มีน้ำคั่งค้างอยู่นานเกินไป หรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย ๆ ก็อาจทำให้เซลล์รับภาพเสียหายอย่างถาวรจนสายตามัวลงได้

3. เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy)

เป็นภาวะแทรกซ้อนที่น่ากลัวของผู้ป่วยโรคเบาหวาน เกิดจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานจนเข้าไปทำลายโครงสร้างเส้นเลือดในตา ทำให้เส้นเลือดเปราะบาง และรั่วซึม จนเกิดภาวะจอตาบวมน้ำ หรือมีการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติขึ้นมา ซึ่งเปราะบางพร้อมที่จะแตกและทำให้เกิดเลือดออกท่วมในตาจนมองไม่เห็น

“ความน่ากลัวของเบาหวานขึ้นจอประสาทตาคือ ในระยะแรก คนไข้จะไม่มีอาการเตือนเลยค่ะ สายตายังชัดเจนดี จนกระทั่งโรคลุกลามเข้าขั้นวิกฤตแล้วถึงจะเริ่มตามัว” คุณหมอกล่าวเสริม

ตรวจจอประสาทตา

นวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยจอประสาทตา ที่โรงพยาบาลเมดพาร์ค

การจะรักษาโรคได้อย่างแม่นยำ หัวใจสำคัญอยู่ที่กระบวนการตรวจคัดกรองที่ละเอียดลึกซึ้ง ซึ่งที่โรงพยาบาลเมดพาร์คมีความพร้อมด้วยนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยระดับสากลที่สามารถมองเห็นรอยโรคในระดับชั้นเซลล์ได้อย่างชัดเจน

  • Comprehensive Eye Exam: การตรวจตาทั่วไปและการขยายม่านตา เพื่อตรวจประเมินดวงตาตั้งแต่ส่วนหน้า เลนส์ตา วัดความดันตา และใช้กล้องส่องตรวจสภาพจอประสาทตาและเส้นเลือดด้านหลังได้อย่างถี่ถ้วน
  • Amsler Grid Test: แผ่นตารางเส้นตรงตารางหมากรุก คนไข้จะปิดตาทีละข้าง เพื่อทดสอบการมองจุดศูนย์กลาง หากเห็นเส้นบิดเบี้ยวจะได้รีบมาพบแพทย์ทันที
  • OCT (Optical Coherence Tomography): นวัตกรรมการสแกนจอประสาทตาด้วยลำแสงความละเอียดสูง ช่วยให้เห็นโครงสร้างและชั้นต่าง ๆ ของจอประสาทตาในมิติเชิงลึก มองเห็นพังผืด เลือดออก หรือภาวะบวมน้ำได้อย่างชัดเจนแม่นยำ
  • Wide-field Fundus Photography: การถ่ายรูปจอประสาทตามุมกว้างด้วยกล้องดิจิทัลสมรรถนะสูง ช่วยให้แพทย์ตรวจพบรอยโรคฉีกขาด หรือรอยโรคจอประสาทตาอื่น ๆ ที่หลบซ่อนอยู่บริเวณขอบรอบนอกได้อย่างรวดเร็ว

คืนความสุขในการมองเห็นด้วย 3 แนวทางการรักษาโรคจอประสาทตาในยุคปัจจุบัน

คืนความสุขในการมองเห็นด้วย 3 แนวทางการรักษาโรคจอประสาทตาในยุคปัจจุบัน

เทคโนโลยีจักษุวิทยาในปัจจุบันได้ก้าวล้ำไปไกลมาก ช่วยลดความกังวลและเพิ่มโอกาสในการทวงคืนการมองเห็นให้คนไข้ได้อย่างมากมาย โดยแนวทางการรักษาหลักที่มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่

  1. การฉีดยาเข้าน้ำวุ้นตา (Intravitreal Injection)
  2. การทำ Laser จอประสาทตา และนวัตกรรม PRP
  3. การผ่าตัดจอประสาทตา (Vitreoretinal Surgery)

1. การฉีดยาเข้าน้ำวุ้นตา (Intravitreal Injection)

การฉีดยาเข้าน้ำวุ้นตา ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่เป็นมาตรฐานในการควบคุมโรคจอประสาทตา เช่น โรคจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก ภาวะจอตาบวมจากโรคเบาหวาน โรคเส้นเลือดจอตาอุดตัน โดยแพทย์จะใช้ยากลุ่ม Anti-VEGF เข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเส้นเลือดใหม่ และลดปริมาณน้ำและเลือดในจอประสาทตา

“จริง ๆ การฉีดยาเข้าน้ำวุ้นตาเนี่ย ง่ายมากเลยค่ะ ขั้นตอนการฉีดก็รวดเร็ว ไม่อันตราย และไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ก่อนฉีดก็จะทำความสะอาดดวงตาด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ อาจจะรู้สึกแสบ ๆ ตึง ๆ นิดหน่อย และจะมีการหยอดยาชาให้ก่อนอยู่แล้ว คนไข้จะรู้สึกสบายขึ้น และเวลาที่ใช้ในการฉีดยาจริง ๆ แค่ 1–2 วินาทีเท่านั้นเองค่ะ เข็มเล็กมาก ๆ คนไข้หลายคนก็บอกว่าแทบไม่รู้สึกอะไร อาจจะมีหน่วง ๆ แป๊บเดียว”

“ยาฉีดเข้าวุ้นตาก็พัฒนาไปมากเลยค่ะ ยาที่ใช้แพร่หลายก็ Avastin (Bevacizumab), Lucentis (Ranibizumab), Eylea (Aflibercept) และ Vabysmo (Faricimab) ซึ่งมีความหลากหลาย และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้แพทย์มีทางเลือกในการรักษาที่ยืดหยุ่นขึ้น หากยาตัวเดิมเริ่มไม่ตอบสนองก็ปรับเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่นได้ และที่สำคัญคือ คนไข้ไม่ต้องมาฉีดบ่อย ๆ เพราะฉีดหนึ่งครั้งออกฤทธิ์ได้นานมากขึ้น หมายถึงลดน้ำกับเลือดที่ออกที่จอประสาทตาได้มากขึ้นและเร็วขึ้นค่ะ” พญ.ชนัสนันท์ อธิบายเพื่อลดความกังวลใจของผู้ป่วย

การฉีดยานั้น โดยทั่วไปในช่วงแรกมักจะฉีดทุกเดือนต่อเนื่องประมาณ 3–6 เดือน (แล้วแต่ยาที่ฉีดและโรคที่เป็น) หลังจากนั้นแพทย์จะประเมิน เพื่อขยายระยะเวลาให้ห่างขึ้น ตามการตอบสนองของโรค ซึ่งบางรายอาจห่างได้ถึงทุก 3–6 เดือนเลยทีเดียว ทั้งนี้ ตัวยาจะค่อย ๆ ออกฤทธิ์ภายใน 7 วันหลังฉีด และในวันแรกอาจมีจุดดำลอยไปมาเล็กน้อยซึ่งเกิดจากตัวยาที่กำลังละลายในวุ้นตา ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

2. การทำ Laser จอประสาทตา และนวัตกรรม PRP

การรักษาด้วยเลเซอร์เป็นการรักษาที่มีความจำเพาะเจาะจงสูง โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ PRP (Panretinal Photocoagulation) และเลเซอร์เฉพาะจุด (Focal Laser / Retinopexy) 

“เลเซอร์ PRP เป็นการยิงเลเซอร์ในผู้ป่วยเบาหวานขึ้นตาขั้นรุนแรงที่มีเส้นเลือดงอกใหม่ จุดประสงค์เพื่อลดการเจริญเติบโตของเส้นเลือดงอกใหม่ ลดในเรื่องของความรุนแรงของเบาหวาน ป้องกันในเรื่องของโอกาสที่เส้นเลือดงอกใหม่เหล่านั้นจะแตกและมีเลือดออกในตาค่ะ นอกจากผู้ป่วยเบาหวานแล้วก็จะใช้ในกรณีเส้นเลือดจอตาอุดตัน หรือมีการอักเสบของเส้นเลือดในตา แต่ก็เป็นส่วนน้อยค่ะ

“ส่วน Focal Laser เป็นเลเซอร์เฉพาะจุด ใช้ในกรณีที่จอประสาทตาบาง เป็นรู หรือมีการฉีกขาด โดยเราจะยิงเลเซอร์ล้อมรอบรอยฉีกขาดนั้นไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำในวุ้นตาเซาะเข้าไป จนทำให้จอประสาทตาลอกลุกลาม เปรียบเสมือนเป็นเขื่อนกันน้ำท่วมนั่นเองค่ะ” คุณหมออธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น

ที่โรงพยาบาลเมดพาร์ค มีการนำเทคโนโลยี Multicolor เครื่องเลเซอร์รุ่นใหม่ ที่มีหลายความยาวคลื่น (แดง เหลือง เขียว) ช่วยให้จักษุแพทย์สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมที่สุด โดยพิจารณาจากลักษณะโรคและความลึกของรอยโรคในผู้ป่วยแต่ละบุคคล

3. การผ่าตัดจอประสาทตา (Vitreoretinal Surgery)

ในรายที่โรคดำเนินไปสู่ขั้นรุนแรง เช่น จอประสาทตาลอก มีพังผืดดึงรั้ง หรือมีเลือดออกในวุ้นตาไม่ยอมจาง การผ่าตัดตัดวุ้นตาถือเป็นทางออกสุดท้าย ซึ่งความก้าวหน้าของเครื่องมือผ่าตัดในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูง ทำให้การผ่าตัดตาใช้เวลาสั้น รวดเร็ว และไม่น่ากลัวอีกต่อไป

“เครื่องมือผ่าตัดยุคใหม่ สามารถผ่าตัดด้วยแผลผ่าตัดขนาดเล็กมาก จนหลาย ๆ หัตถการ เช่น การผ่าตัดร่วมกับการลอกต้อกระจก ไม่จำเป็นต้องเย็บแผลหลังผ่าตัดเลยค่ะ ระยะเวลาผ่าตัดก็สั้นลง ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว เจ็บน้อยลง เคืองน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด และช่วยลดความเสี่ยงของการอักเสบจากไหมเย็บแผลด้วยค่ะ” พญ.ชนัสนันท์กล่าวเสริม

นอกจากเครื่องมือผ่าตัดที่ก้าวหน้าไปมากแล้ว ในอนาคตอันใกล้เรากำลังจะได้เห็นการรักษาด้วย “ยีนบำบัด” (Gene Therapy) ที่อยู่ในขั้นตอนการศึกษาเพื่อนำมารักษาโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับจอประสาทตาโดยเฉพาะ เพื่อช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์รับภาพในระดับดีเอ็นเอ ซึ่งถือเป็นความหวังใหม่ของวงการจักษุวิทยาโลก

การดูแลตัวเองและข้อปฏิบัติสำคัญ เพื่อการฟื้นฟูสายตาหลังผ่าตัดจอประสาทตา

การดูแลตัวเองและข้อปฏิบัติสำคัญ เพื่อการฟื้นฟูสายตาหลังผ่าตัดจอประสาทตา

ผลลัพธ์ของการรักษาโรคจอประสาทตาที่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของแพทย์และเทคโนโลยีของโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของคนไข้ อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดูแลหลังผ่าตัดจอประสาทตา คุณหมอจึงอยากเน้นย้ำเรื่องการดูแลแผล และการใช้ยาอย่างเคร่งครัด
 
“งดให้น้ำเข้าตาโดยเด็ดขาดในช่วงแรกค่ะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และต้องหยอดยาอย่างเคร่งครัด ทั้งยาฆ่าเชื้อ ยาลดการอักเสบ และน้ำตาเทียม รวมถึงใส่แว่นกันแดด แว่นกันฝุ่น ป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าตาจนทำให้อักเสบมากขึ้นค่ะ นอกจากนี้ บางรายอาจต้องงดกิจกรรมที่ใช้แรงเยอะ เช่น ยกของหนัก การออกกำลังกายที่มีการกระแทก ประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน เพื่อให้แผลภายในดวงตาฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่”

สำหรับคนไข้ที่มีโรคประจำตัว คุณหมอแนะนำเพิ่มเติมว่า ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต ทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด เพื่อลดโอกาสที่โรคเดิม (เช่น เบาหวานขึ้นตา) จะกลับมาเป็นซ้ำและทำลายจอประสาทตาอีก

“หมออยากแนะนำให้ทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพตา เช็กจอประสาทตาเป็นประจำทุกปี เพราะวัยนี้คือจุดเริ่มต้นความเสื่อม ไม่ว่าจะเป็นพังผืด จอตาบาง หรือโรคแทรกซ้อนอย่างเบาหวาน ยิ่งพบเร็วเท่าไหร่ เรายิ่งรักษาได้เร็ว ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงในการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ค่ะ” คุณหมอชนัสนันท์กล่าวทิ้งท้าย

เพราะดวงตาบอบบางเกินกว่าจะรอได้ เริ่มต้นดูแลและตรวจเช็กตั้งแต่วันนี้ ที่ ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลเมดพาร์ค

บทความโดย

เผยแพร่เมื่อ: 25 มิ.ย. 2026

แชร์

แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

  • Link to doctor
    ผศ.พญ. กิติยา รัตนวงศ์ไพบูลย์

    ผศ.พญ. กิติยา รัตนวงศ์ไพบูลย์

    • จักษุวิทยา
    • จักษุวิทยาโรคต้อหิน
    จักษุวิทยา, โรคต้อหิน, การรักษาโรคต้อหิน, ต้อกระจก, โรคต้อเนื้อ
  • Link to doctor
    นพ. บุรเวช อัศวพงศ์ไพบูลย์

    นพ. บุรเวช อัศวพงศ์ไพบูลย์

    • จักษุวิทยา
    • ประสาทจักษุวิทยา
    จักษุวิทยา, การผ่าตัดต้อกระจก, การใช้สารโบทูลินัมรักษาโรคใบหน้าครึ่งซีกกระตุก และ โรคกล้ามเนื้อเปลือกตาเกร็งกระตุก, เส้นประสาทตาผิดปกติ, ประสาทจักษุวิทยา
  • Link to doctor
    นพ. อดิศัย วราดิศัย

    นพ. อดิศัย วราดิศัย

    • จักษุวิทยา
    • จักษุวิทยาการผ่าตัดวุ้นน้ำตาและจอประสาทตา
    จักษุวิทยา, การผ่าตัดรักษาโรคทางจอประสาทตาและน้ำวุ้นตา
  • Link to doctor
    พญ. ปารีณา ชัยทนุวงศ์

    พญ. ปารีณา ชัยทนุวงศ์

    • จักษุวิทยา
    • ประสาทจักษุวิทยา
    จักษุวิทยา, ประสาทจักษุวิทยา
  • Link to doctor
    นพ. อภิวัฒน์ มาวิจักขณ์

    นพ. อภิวัฒน์ มาวิจักขณ์

    • จักษุวิทยา
    • จักษุวิทยาจอตาและวุ้นตา
    จอประสาทตาและน้ำวุ้นตา, โรคจอประสาทตาในเด็ก
  • Link to doctor
    พญ. ณัฐฐิญา ลายลักษณ์ศิริ

    พญ. ณัฐฐิญา ลายลักษณ์ศิริ

    • จักษุวิทยา
    • จักษุวิทยาเด็ก
    จักษุวิทยา, จักษุวิทยาทั่วไปในผู้ใหญ่และเด็ก, โรคกล้ามเนื้อตา, โรคตาเขและการผ่าตัดกล้ามเนื้อตา
  • Link to doctor
    พญ.  จันทรัสม์  ไววนิชกุล

    พญ. จันทรัสม์ ไววนิชกุล

    • จักษุวิทยา
    • ศัลยกรรมจักษุตกแต่งและเสริมสร้าง
    จักษุวิทยา, ศัลยกรรมจักษุตกแต่งและเสริมสร้าง
  • Link to doctor
    พญ.   ณัฐรินทร์   ภูษิตโภยไคย

    พญ. ณัฐรินทร์ ภูษิตโภยไคย

    • จักษุวิทยา
    • จักษุวิทยากระจกตา
    • จักษุวิทยาผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ (LASIK & SMILE pro)
    จักษุวิทยา, โรคทางกระจกตาและตาส่วนนอก, การผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ
  • Link to doctor
    นพ. นันทชัย สุรวัติเสถียร

    นพ. นันทชัย สุรวัติเสถียร

    • จักษุวิทยา
    • จักษุวิทยาการผ่าตัดวุ้นน้ำตาและจอประสาทตา
    จักษุวิทยา, การผ่าตัดรักษาโรคทางจอประสาทตาและน้ำวุ้นตา, จอประสาทตาและน้ำวุ้นตา
  • Link to doctor
    พญ. ชนัสนันท์ ณรงค์ชัย

    พญ. ชนัสนันท์ ณรงค์ชัย

    • จักษุวิทยา
    • จักษุวิทยาจอตาและวุ้นตา
    จักษุวิทยา, จอประสาทตาและน้ำวุ้นตา