Pelvic Inflammatory Disease Banner 1.jpg

ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease: PID)

ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (PID) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อคลาไมเดียและเชื้อหนองในซึ่งขึ้นไปจากช่องคลอด ผ่านปากมดลูกขึ้นไปในมดลูก

แชร์

ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease: PID)

ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease: PID) คือภาวะที่มีการอักเสบของอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนบน ได้แก่ มดลูก ท่อนำไข่และรังไข่ รวมทั้งอวัยวะอื่น ๆ ในอุ้งเชิงกราน

สาเหตุที่ทำให้อุ้งเชิงกรานอักเสบ

ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อคลาไมเดีย และเชื้อหนองในซึ่งขึ้นไปจากช่องคลอด ผ่านปากมดลูกขึ้นไปในมดลูก ท่อนำไข่และรังไข่ ก่อนที่จะกระจายไปติดเชื้ออวัยวะอื่น ๆ ในอุ้งเชิงกราน

การติดเชื้อแบคทีเรียส่วนใหญ่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน  ในบางกรณี อาจพบหลังการ แท้งบุตร หรือการคลอดบุตร หรือที่พบได้ไม่บ่อย คือ หลังการใส่ห่วงอนามัยหรือใส่เครื่องมือแพทย์บางอย่าง

อาการอุ้งเชิงกรานอักเสบ เป็นอย่างไร?

ผู้ป่วยที่มีภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบอาจไม่มีอาการ ทำให้กลายเป็นแบบรื้อรังโดยไม่รู้ตัวได้ อย่างไรก็ตาม อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ปวดอุ้งเชิงกรานหรือปวดท้องได้ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง
  • มีตกขาวผิดปกติและมีกลิ่นเหม็น
  • เลือดออกกะปริบกะปรอยโดยไม่เป็นรอบ หรือมีปวดหน่วงท้องน้อยตลอดเดือน
  • ปวดแสบตอนปัสสาวะ
  • มีไข้ หนาวสั่น

ปัจจัยเสี่ยง

  • มีคู่นอนหลายคน หรือคู่นอนมีคู่นอนหลายคน
  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
  • ทำการสวนล้างช่องคลอดบ่อย ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างเชื้อแบคทีเรียชนิดที่เป็นประโยชน์และชนิดเป็นอันตรายในบริเวณช่องคลอด
  • มีประวัติการเป็นภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน

อุ้งเชิงกรานอักเสบ ต้องป้องกันอย่างไร?

ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบสามารถป้องกันได้โดย

  • หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน คัดเลือกและสอบถามประวัติการมีเพศสัมพันธ์ของคู่นอน ทำการตรวจอย่างเหมาะสมถ้ามีประวัติเสี่ยง
  • สวมใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ การคุมกำเนิดวิธีอื่น ๆ ไม่สามารถป้องกันภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
  • ไม่สวนล้างช่องคลอด

พบแพทย์เพื่อตรวจรักษาหากมีตกขาวผิดปกติหรืออาการที่อาจสงสัยการมีโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ การรักษาโรคทางเพศสัมพันธ์จะช่วยป้องการเป็นภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ

ภาวะแทรกซ้อน

ปัญหาหรืออาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างที่มีภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบหรือเกิดในภายหลัง ได้แก่

  • อาจมีฝีหนองคั่งเป็นก้อนบริเวณปีกมดลูกและอวัยวะอื่น ๆ ในอุ้งเชิงกราน ในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบหรือรักษาอย่างไม่เพียงพอ ก้อนหนองอาจทำให้มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าแตก
  • เกิดมีพังผืดในอุ้งเชิงกราน
  • ปวดท้องน้อยเรื้อรัง
  • มีบุตรยากหรือเป็นหมัน
  • ตั้งครรภ์นอกมดลูก

ตรวจวินิจฉัยภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ มีกี่วิธี อะไรบ้าง?

แพทย์จะใช้หลายวิธีประกอบกันเพื่อทำการวินิจฉัย ได้แก่

  • ซักประวัติของผู้ป่วย
    • ประวัติสุขภาพ ประวัติการมีเพศสัมพันธ์ การใช้ยาคุมกำเนิด ประวัติการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
    • อาการ ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ ความรุนแรง
  • ตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมทั้ง ตรวจภายใน
    • ประเมินภาวะไข้และอาการผิดปกติของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย
    • ตรวจหาสารคัดหลั่งผิดปกติจากช่องคลอดและปากมดลูก
    • ตรวจคลำอาการกดเจ็บ หรือก้อนในอุ้งเชิงกรานว่าบวมอักเสบหรือไม่
  • ตรวจทางห้องปฏิบัติ การว่ามีการติดเชื้อหรือมีเชื้อหนองในหรือคลามีเดียหรือไม่ ตรวจจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวในเลือดและสัญญาณที่บ่งบอกการติดเชื้อ โรคเอชไอวี ฯลฯ
  • ตรวจอัลตราซาวน์ เพื่อประเมินความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน
  • หากจำเป็น แพทย์อาจทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น
    • การผ่าตัดส่องกล้อง โดยการใส่เครื่องมือเข้าไปทางหน้าท้องผ่านแผลขนาดเล็กเพื่อตรวจดูอวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน และอาจป้ายเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อตรวจทางเชื้อที่เป็นสาเหตุ
    • การสุ่มตัดชิ้นเนื้อจากโพรงมดลูกผ่านทางปากมดลูกเพื่อนำไปตรวจหาการติดเชื้อและการอักเสบ

การรักษาภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ

  • ถ้าท่านมีอาการตกขาวมีกลิ่น มีเลือดออกช่วงที่ไม่มีประจำเดือน ปัสสาวะเจ็บแสบ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์และเข้ารับการรักษาโดยเร็ว เนื่องจากการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างทันเวลาจะป้องกันภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบได
  • ควรพบแพทย์โดยทันที หากมีอาการดังต่อไปนี้
    • ปวดท้องน้อยรุนแรง
    • ตกขาวมีกลิ่นเหม็น
    • มีไข้สูงตั้งแต่ 38.3 องศาขึ้นไป
    • คลื่นไส้ อาเจียน
  • แพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะบางชนิดให้โดยทันที และอาจมีการปรับยาให้เหมาะสมเมื่อทราบผลการตรวจแล้ว ควรต้องรับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่งแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
  • ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล และได้รับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำหากอาการไม่ตอบสนองกับยาชนิดรับประทาน อาการรุนแรง มีฝีหนอง หรือตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยอาจจะต้องได้รับการผ่าตัด หากก้อนฝีหนองใหญ่ ไม่ตอบสนองกับยาปฏิชีวนะ แตก หรือมีปัญหาในการวินิจฉัย

ท่านควรงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าการรักษาจะแล้วเสร็จและอาการหายดี ขอให้คู่นอนไปพบแพทย์ เพราะพบได้บ่อยที่การติดเชื้อจะไม่แสดงอาการ การตรวจวินิจฉัยและรักษาคู่นอนอย่างเหมาะสมด้วยจะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของโรคหรือการกลับเป็นซ้ำของโรค

การเตรียมตัวก่อนไปพบแพทย์

สิ่งที่คุณอาจเตรียม

  • เมื่อทำการนัดแพทย์ ควรสอบถามว่ามีข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติใด ๆ ที่ควรทำก่อนไปพบแพทย์
  • จดบันทึกอาการต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ
  • จดชื่อยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้อยู่

ตัวอย่างคำถามที่แพทย์อาจจะถาม

  • มีอาการอะไรบ้าง เริ่มมีอาการเมื่อไร อาการรุนแรงหรือไม่?
  • มีคู่นอนหลายคนหรือไม่ เพิ่งเปลี่ยนคู่นอนหรือไม่?
  • ใช้ถุงยางอนามัยหรือไม่?

ตัวอย่างคำถามสำหรับการสอบถามแพทย์

  • ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่?
  • ท่านและคู่นอนจำเป็นต้องได้รับการตรวจใด ๆ หรือไม่?
  • รับการรักษาที่บ้านได้หรือไม่ หรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่โรงพยาบาล?
  • ข้อควรระวังคืออะไร ยังสามารถมีเพศสัมพันธ์ระหว่างที่รับการรักษาได้หรือไม่?
  • ควรปฏิบัติตัวเช่นไรเพื่อป้องกันภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ?
  • รักษาแล้วหายขาดหรือไม่ มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่?
  • จำเป็นต้องนัดพบแพทย์เพื่อติดตามผลการรักษาหรือไม่?
  • ผลกระทบระยะยาวคืออะไร ยังสามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่?

Pelvic Inflammatory Disease   Infographic Th

บทความโดย

เผยแพร่เมื่อ: 30 มิ.ย. 2022

แชร์

แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

  • Link to doctor
    พญ. อสมา วาณิชตันติกุล

    พญ. อสมา วาณิชตันติกุล

    • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
    • ผ่าตัดส่องกล้องทางนรีเวช
    • มะเร็งวิทยานรีเวช
    Gynecologic Oncology, Gynecologic Endoscopy, Minimally Invasive Surgery, Sexual Medicine
  • Link to doctor
    นพ. สุนำโชค ศรีใจพระเจริญ

    นพ. สุนำโชค ศรีใจพระเจริญ

    • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
    • มะเร็งวิทยานรีเวช
    Obstetrics and Gynecology, Gynecologic Oncology
  • Link to doctor
    นพ. กฤษดา ไพรวัฒนานุพันธ์

    นพ. กฤษดา ไพรวัฒนานุพันธ์

    • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
    • มะเร็งวิทยานรีเวช
    Obstetrics and Gynecology, Gynecologic Oncology
  • Link to doctor
    นพ. ศุภชัย   เรืองแก้วมณี

    นพ. ศุภชัย เรืองแก้วมณี

    • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
    • มะเร็งวิทยานรีเวช
    Obstetrics and Gynecology, Gynecologic Oncology
  • Link to doctor
    พญ. ศรัญญา ชาญพานิชกิจโชติ

    พญ. ศรัญญา ชาญพานิชกิจโชติ

    • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
    • มะเร็งวิทยานรีเวช
    Obstetrics and Gynecology, Gynecologic Oncology
  • Link to doctor
    พญ. ณัฏฐ์กฤตา โพธิพรธวัฒน์

    พญ. ณัฏฐ์กฤตา โพธิพรธวัฒน์

    • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
    • มะเร็งวิทยานรีเวช
    Gynecologic Oncology, Gynecologic Pathology, Gynecologic Cytology, Cervical Cytology
  • Link to doctor
    ผศ.นพ. นครินทร์ ศิริทรัพย์

    ผศ.นพ. นครินทร์ ศิริทรัพย์

    • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
    • นรีเวชวิทยา
    • มะเร็งวิทยานรีเวช
    Gynecologic Oncology, Gynecology
  • Link to doctor
    รศ.นพ. วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ

    รศ.นพ. วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ

    • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
    • มะเร็งวิทยานรีเวช
    Obstetrics and Gynecology, Gynecologic Oncology
  • Link to doctor
    ศ.พญ. ศิริวรรณ ตั้งจิตกมล

    ศ.พญ. ศิริวรรณ ตั้งจิตกมล

    • สูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา
    • มะเร็งวิทยานรีเวช
    • นรีเวชวิทยา
    Gynecologic Oncology, Obstetric and Gynecological Pathology, Anatomical Pathology, Family Medicine, Obstetrics and Gynecology