หัวใจล้มเหลว หนึ่งในปลายทางของ โรคหลอดเลือดหัวใจ ที่หลายคนมองข้าม
ภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นหนึ่งในโรคหัวใจที่หลายคนกังวล แม้ชื่อจะฟังดูเหมือนเหตุการณ์เฉียบพลัน แต่แท้จริงแล้วมักไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว หากเป็นผลจากความผิดปกติของหัวใจที่ค่อย ๆ สะสมมาเป็นเวลานานปี โดยมีโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่อาจดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก
บทความพิเศษนี้จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจว่า โรคหลอดเลือดหัวใจ พัฒนาไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้อย่างไร ใครบ้างที่อาจมีความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว สัญญาณเตือนใดที่ไม่ควรมองข้าม ตลอดจนการตรวจค้นหาสาเหตุและแนวทางดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ผ่านการพูดคุยกับ คุณหมอปิแอร์–พญ.ปิยนาฏ ปรียานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านการสวนหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเมดพาร์ค เพื่อให้เราเข้าใจเสียงเตือนจากหัวใจได้เร็วขึ้น และเริ่มหันมาดูแลสุขภาพก่อนความเสียหายจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

หัวใจล้มเหลว ไม่เหมือนกับ หัวใจหยุดเต้นทันที
“หัวใจ” มีจังหวะการทำงานสำคัญอยู่ 2 จังหวะ ซึ่งต้องทำงานสอดประสานกันตลอดเวลา ได้แก่ การบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ และการคลายตัวเพื่อรองรับเลือดที่ไหลกลับมาจากปอดและร่างกาย หากจังหวะใดจังหวะหนึ่งทำงานผิดปกติหรือทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หัวใจอาจส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่เพียงพอ หรือทำให้เลือดและสารน้ำคั่งย้อนกลับไปยังปอด จนนำไปสู่ ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)
พญ.ปิยนาฏ อธิบายถึงความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยว่า “หัวใจล้มเหลวไม่ได้หมายความว่าหัวใจหยุดเต้นทันที แต่เป็นภาวะที่ประสิทธิภาพในการทำงานของหัวใจลดลงจากปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน ส่วนหัวใจหยุดเต้นอาจเกิดขึ้นได้เมื่อภาวะหัวใจล้มเหลวมีความรุนแรงมากขึ้น”
ภาวะหัวใจล้มเหลวจึงไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ แต่เป็นผลลัพธ์จากความผิดปกติของหัวใจหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจแต่กำเนิด โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคลิ้นหัวใจ โรคระบบไฟฟ้าหัวใจ รวมถึงหนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดอย่าง โรคหลอดเลือดหัวใจ
โรคหลอดเลือดหัวใจ ตัวการใหญ่ที่แอบทำร้ายหัวใจอยู่เงียบ ๆ

เมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน ทั้งที่เกิดขึ้นเฉียบพลันจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือหลอดเลือดค่อย ๆ ตีบลงอย่างช้า ๆ เป็นเวลานาน ส่งผลให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจในบริเวณที่ขาดเลือดเริ่มเสียหาย กล้ามเนื้อบางส่วนอาจตายลงจนไม่สามารถกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม
“เมื่อหัวใจสูญเสียกล้ามเนื้อส่วนที่เคยทำหน้าที่บีบและคลายตัวไป ประสิทธิภาพการสูบฉีดเลือดของหัวใจก็จะลดลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็จะเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว ดังนั้น สิ่งสำคัญในฐานะแพทย์จึงไม่ใช่แค่รักษาอาการเหนื่อยหรือบวมที่เกิดจากตัวโรค แต่ต้องค้นหาให้ได้ว่าต้นเหตุที่แท้จริงคืออะไร”
“วูบ บวม เหนื่อย” อาการหัวใจล้มเหลว ที่ไม่ควรสรุปว่าเป็นเรื่องของวัย
บ่อยครั้งที่คนในครอบครัวเริ่มสังเกตเห็นว่า ผู้สูงอายุในบ้านเหนื่อยง่าย ขาบวม หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้น้อยลง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังสามารถทำได้ตามปกติ แต่อาการเหล่านี้มักค่อย ๆ เกิดขึ้น จนผู้ป่วยและคนรอบตัวรู้สึกคุ้นชิน และเข้าใจว่าเป็นเพียงความเสื่อมตามวัย โดยไม่ทันสังเกตว่าร่างกายกำลังพยายามปรับตัวอย่างหนักเพื่อรองรับประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจที่ลดลง

คุณหมอปิยนาฏ แนะนำวิธีสังเกตอาการที่ไม่ควรมองข้ามว่า “อาการหัวใจล้มเหลวในระยะแรก อาจเริ่มจากการเหนื่อยเวลาออกแรง เช่น เดินได้น้อยลง หรือขึ้นบันไดได้ไม่เท่าเดิม ก่อนจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้นจนกระทั่งเหนื่อยแม้ทำกิจวัตรง่าย ๆ บางรายอาจไอโดยไม่ทราบสาเหตุ ขาบวมในช่วงเย็น หรือนอนราบไม่ได้จนต้องเพิ่มจำนวนหมอนที่ใช้หนุน”
ดังนั้น หากพบว่าคนในบ้านมีอาการวูบ บวม หรือเหนื่อย อาจเกิดได้ทั้งจากโรคหัวใจ รวมไปถึงความผิดปกติของระบบอื่น ๆ จึงไม่ควรสรุปว่าเป็นเรื่องปกติของอายุ แต่ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุโดยละเอียด
Red Flags สัญญาณเตือนหัวใจล้มเหลวกำเริบ เสี่ยงน้ำท่วมปอด
เมื่อปริมาณสารน้ำคั่งในร่างกายเพิ่มขึ้น อาการของผู้ป่วยอาจเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างรวดเร็ว โดยสัญญาณที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่
- เหนื่อยมากขึ้นเรื่อย ๆ พูด หรือนั่งรับประทานอาหารก็รู้สึกเหนื่อย
- ไอโดยไม่ทราบสาเหตุ นอนราบไม่ได้ หรือตื่นกลางดึกเพราะหายใจไม่สะดวก
- มีอาการข้างต้นร่วมกับขาบวม และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
พญ.ปิยนาฏ กล่าวถึง Red Flags ที่ควรรีบมาโรงพยาบาลทันทีว่า “หากผู้ป่วยหอบเหนื่อยแม้ขณะพัก พูดได้ไม่ครบประโยค วูบหรือหมดสติ หรือมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกร่วมด้วย ไม่ควรรอดูอาการ แต่ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าภาวะหัวใจล้มเหลวกำลังกำเริบ หรือเกิดภาวะน้ำท่วมปอดที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน”
เบาหวาน ความดัน ไขมัน และโรคเรื้อรัง เพิ่มภาระให้หัวใจทำงานหนักขึ้น
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจสร้างความเสียหายต่อหลอดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจอย่างช้า ๆ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมักเข้าใจว่า ‘ไม่มีอาการ เท่ากับโรคดีขึ้นแล้ว’ จึงอาจรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ หรือขาดการตรวจติดตาม ทั้งที่ภายในร่างกายอาจมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว
“ผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต โรคไทรอยด์ ภาวะโลหิตจาง หรือมีประวัติโรคหัวใจในครอบครัว ควรตรวจติดตามสุขภาพตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ เพราะโรคเหล่านี้อาจส่งผลต่อหลอดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจ รวมถึงยังเป็นการเพิ่มภาระให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นในระยะยาว” คุณหมอปิยนาฏย้ำ
ชวนรู้จัก HFpEF หัวใจล้มเหลวชนิดที่บีบตัวได้ แต่คลายตัวไม่ดี
สำหรับ Heart Failure with Preserved Ejection Fraction (HFpEF) เป็นภาวะหัวใจล้มเหลวชนิดที่ความสามารถในการบีบตัวยังทำได้ดี แต่กล้ามเนื้อหัวใจคลายตัวได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากหัวใจมีความหนา แข็ง หรือขาดความยืดหยุ่น ทำให้คลายตัวรองรับเลือดที่ไหลกลับมาจากปอดได้ไม่เพียงพอ
“เมื่อแรงดันภายในหัวใจสูงขึ้น เลือดและสารน้ำจึงอาจคั่งย้อนกลับไปยังปอด ทำให้เกิดอาการเหนื่อย หายใจไม่อิ่ม นอนราบไม่ได้ หรือมีน้ำคั่งในปอด ซึ่งเป็นอาการสำคัญของภาวะหัวใจล้มเหลวชนิดนี้”
คุณหมอปิยนาฏ อธิบายเพิ่มเติมว่า “HFpEF สัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง เบาหวาน และภาวะอ้วน และสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยทำงาน การควบคุมน้ำหนัก ระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมันในเลือด จึงไม่ใช่แค่การทำให้ตัวเลขผลตรวจดูดีขึ้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการลดภาระที่หัวใจต้องแบกรับในระยะยาว”
การวินิจฉัยหัวใจล้มเหลว ต้องประเมินรอบด้านเพื่อวางแผนรักษาได้ถึงต้นเหตุ
การวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลว ควรพิจารณาในเชิงลึกจากข้อมูลรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นประวัติสุขภาพ การตรวจร่างกาย และการตรวจเฉพาะทางหลายรูปแบบร่วมกัน เพื่อค้นหาว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้หัวใจเริ่มทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
“หากสงสัยว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจล้มเหลว แพทย์จะประเมินเพิ่มเติมด้วยการตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ รวมถึงการตรวจเลือดจากค่าเฉพาะ เช่น NT-proBNP ซึ่งช่วยแยกได้ว่าอาการเหนื่อยหรือบวมมีความสัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจหรือไม่” คุณหมอปิยนาฏ อธิบายถึงขั้นตอนการค้นหาสาเหตุได้อย่างตรงจุด
การตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ ช่วยให้แพทย์ประเมินการบีบและคลายตัว ความหนาของกล้ามเนื้อหัวใจ การทำงานของลิ้นหัวใจ และความผิดปกติภายในห้องหัวใจ ขณะที่ผลตรวจเลือดและการตรวจอื่น ๆ จะช่วยเติมข้อมูลให้การวินิจฉัยมีความชัดเจนขึ้น
การสวนหัวใจ ขั้นตอนที่ช่วยเติมเต็มข้อมูลโรคให้ครบถ้วน
“ในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ว่าอาจมี ภาวะหัวใจล้มเหลว ข้อมูลจากการสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization) ซึ่งเป็นการสอดสายสวนขนาดเล็ก ผ่านหลอดเลือดแดงหรือหลอดเลือดดำไปยังหัวใจ จะช่วยให้แพทย์เห็นภาพของโรคได้ชัดเจนขึ้นว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่ หัวใจมีแรงดันสูงผิดปกติ หรือมีน้ำคั่งมากเพียงใด ข้อมูลนี้มีความสำคัญต่อการวินิจฉัยหาสาเหตุ และวางแนวทางรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวให้ตรงจุด” พญ.ปิยนาฏ กล่าวถึงขั้นตอนการตรวจที่ช่วยคลี่คลายความซับซ้อนของโรคให้ชัดเจนขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว ไม่จำเป็นต้องได้รับการสวนหัวใจทุกราย แพทย์จะพิจารณาจากอาการ ผลตรวจเบื้องต้น ปัจจัยเสี่ยง และความเป็นไปได้ของโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นรายบุคคล หากพบหลอดเลือดหัวใจตีบ อาจพิจารณาการใช้ยา การทำบอลลูนและใส่ขดลวด หรือแนวทางอื่นตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
“ฉันยังแข็งแรงดี” ความรู้สึกส่วนตัวที่ปูทางให้โรคดำเนินต่ออย่างเงียบ ๆ
คุณหมอปิยนาฏ แบ่งปันเคสตัวอย่าง ผู้ป่วยอายุไม่มากรายหนึ่ง ซึ่งมีเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง แต่ขาดการตรวจติดตามนานกว่า 2 ปี และรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ เพราะรู้สึกว่าแข็งแรงและใช้ชีวิตได้ตามปกติ จนกระทั่งเริ่มมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย และขาบวม เมื่อตรวจอย่างละเอียดจึงพบว่าหัวใจโต การทำงานของหัวใจลดลง และมีหลอดเลือดหัวใจตีบถึง 3 เส้น
“หลังได้รับการรักษาหลอดเลือดหัวใจ การปรับยา และการดูแลร่วมกันจากทีมสหสาขา อาการและการทำงานของหัวใจจึงค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ เรื่องราวนี้สะท้อนว่า หัวใจล้มเหลวไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว แต่เป็นผลจากความเสียหายที่อาจสะสมต่อเนื่อง แม้ในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองสบายดี”
ดูแลหัวใจล้มเหลวแบบองค์รวม เพื่อให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิม
จะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวจำนวนมากไม่ได้ป่วยแค่โรคหัวใจ แต่ยังมีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต โรคไทรอยด์ ภาวะโลหิตจาง หรือภาวะอ้วนร่วมด้วย โรคร่วมเหล่านี้ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ การตอบสนองต่อยา และโอกาสที่อาการจะกลับมากำเริบในอนาคต การรักษาจึงต้องครอบคลุมการดูแลทั้งโรคต้นเหตุ โรคร่วม และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไปพร้อม ๆ กัน

โรงพยาบาลเมดพาร์ค ให้การดูแลผู้ป่วยตามสาเหตุ โรคร่วม และความจำเป็นของผู้ป่วยแต่ละรายแบบองค์รวมร่วมกันของสหวิชาชีพ ได้แก่ แพทย์เฉพาะทางด้านการสวนหัวใจและหลอดเลือด แพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม แพทย์เฉพาะทางด้านโรคไต ตลอดจนพยาบาลวิชาชีพ เภสัชกร นักกำหนดอาหาร รวมไปถึงแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู และนักกายภาพบำบัด เพื่อวางแผนการใช้ยา ควบคุมโรคร่วม ปรับโภชนาการ และสนับสนุนการฟื้นฟูสุขภาพหัวใจให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
พญ.ปิยนาฏ กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มว่า “เป้าหมายของการรักษามีอยู่ 2 เรื่องสำคัญ คือ การรักษาหรือควบคุมโรคที่เป็นต้นเหตุ และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขา แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือ ตัวผู้ป่วยและครอบครัว เพราะการรับประทานยาสม่ำเสมอ พบแพทย์ตามนัด และไม่มองข้ามความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ของร่างกาย คือโอกาสในการปกป้องสุขภาพหัวใจส่วนที่ยังแข็งแรงดีเอาไว้ให้ได้นานที่สุด”