คนท้องโลหิตจาง คืออะไร? ทำความรู้จักภาวะโลหิตจางระหว่างตั้งครรภ์
ภาวะโลหิตจางระหว่างตั้งครรภ์ (Anemia In Pregnancy) คือภาวะที่ร่างกายของหญิงตั้งครรภ์มีปริมาณเม็ดเลือดแดงและฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) น้อยกว่าปกติ ทำให้ประสิทธิภาพในการลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายของแม่และทารกในครรภ์ลดลง ในช่วงตั้งครรภ์ปริมาณพลาสมา (ส่วนน้ำของเลือด) เพิ่มขึ้นมากกว่าเม็ดเลือดแดง ทำให้เลือดเจือจาง หากได้รับสารอาหารระหว่างตั้งครรภ์ไม่เพียงพอ ก็จะเกิดภาวะซีดหรือโลหิตจางได้ง่าย
สาเหตุและชนิดของภาวะโลหิตจางที่พบบ่อยในคุณแม่
- ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron-deficiency anemia): เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอสำหรับการสร้างฮีโมโกลบินที่จำเป็นต่อมารดาและทารกในครรภ์
- ภาวะโลหิตจางจากการขาดโฟเลตหรือวิตามินบี 9 (Folate-deficiency anemia ): เกิดจากการได้รับโฟเลตไม่เพียงพอ ซึ่งโฟเลตจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ใหม่ในร่างกาย ซึ่งรวมถึงเม็ดเลือดแดง การขาดโฟเลตจึงอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ได้
- ภาวะโลหิตจางจากการขาดวิตามินบี 12 (Vitamin B12 deficiency anemia): ร่างกายจำเป็นต้องใช้วิตามินบี 12 ในการสร้างเม็ดเลือดแดง หากระดับวิตามินบี 12 ต่ำเกินไป ร่างกายจะไม่สามารถผลิตเม็ดเลือดแดงที่มีคุณภาพได้เพียงพอ
เช็กอาการ! คนท้องโลหิตจาง สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง
- อ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรง แม้จะพักผ่อนเพียงพอแล้วก็ตาม
- ขี้หนาวผิดปกติ มือเท้าเย็น
- เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม
- ปวดศีรษะบ่อย เวียนศีรษะ หรือหัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น
- ผิวหนังซีดผิดปกติ ดูไม่เปล่งปลั่งเหมือนเดิม ผิวแห้งหรือช้ำได้ง่ายกว่าปกติ
- ลิ้นเจ็บ บวม หรือมีการอักเสบ
- รู้สึกอยากขยับขาอยู่ตลอดเวลา (กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข; Restless legs syndrome) มักเกิดขึ้นในช่วงเย็นหรือตอนนอนหลับ
สาเหตุของภาวะโลหิตจางในคนท้อง เกิดจากอะไรได้บ้าง?
- การขาดสารอาหารที่จำเป็น เช่น ธาตุเหล็ก โฟเลต และวิตามินบี 12
- โรคที่เป็นมาก่อน
- โรคเลือดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมีย หรือโรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle cell anemia) ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงของร่างกาย
- การเสียเลือดภายในร่างกายแบบเรื้อรัง เช่น มีแผลในทางเดินอาหารหรือติ่งเนื้อ ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียเลือดอย่างช้า ๆ โดยไม่รู้ตัว
- มีประวัติการเสียเลือดเป็นประจำ เช่น ประจำเดือนมามาก หรือบริจาคเลือดบ่อยครั้ง
ปัจจัยใดบ้างที่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางระหว่างตั้งครรภ์
- การตั้งครรภ์แฝด เช่น แฝดสอง แฝดสาม หรือมากกว่า
- การรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 หรือโฟเลตไม่เพียงพอ
- การตั้งครรภ์ถี่ หรือเว้นระยะห่างระหว่างตั้งครรภ์น้อยเกินไป
- มีประวัติประจำเดือนมามาก
- อาเจียนบ่อย รับประทานอาหารได้น้อยจากภาวะแพ้ท้องรุนแรง (Hyperemesis gravidarum)
โลหิตจางตอนท้อง อันตรายต่อลูกไหม?
- การเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์
ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาสำคัญของการสร้างอวัยวะและการแบ่งตัวของเซลล์ หากมารดาได้รับธาตุเหล็กและวิตามินไม่เพียงพอในระยะนี้อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้ - ความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์และการคลอด
ภาวะโลหิตจางที่ไม่ได้รับการรักษาเพิ่มความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดและทารกน้ำหนักตัวน้อย - สุขภาพของทารกแรกเกิด
ทารกอาจเกิดมาพร้อมกับปริมาณธาตุเหล็กสะสมไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดภาวะซีดหลังคลอดได้ นอกจากนี้การขาดธาตุเหล็กตั้งแต่แรกเกิดยังอาจทำให้การพัฒนาการทางร่างกายหรือสติปัญญาล่าช้า

วิธีตรวจเลือดและเช็กภาวะโลหิตจางในคนท้อง
การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) สามารถประเมินข้อมูลสำคัญได้หลายด้าน ได้แก่
- ค่าต่าง ๆ ของเม็ดเลือดแดง: ห้องปฏิบัติการจะวิเคราะห์จำนวน ขนาด และลักษณะทางกายภาพของเม็ดเลือดแดง ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญในการช่วยบ่งบอกความผิดปกติบางประเภท เช่น โรคธาลัสซีเมีย โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว หรือโรคเลือดทางพันธุกรรมอื่น ๆ
- ปริมาณธาตุเหล็กสะสมในร่างกาย: การตรวจจะประเมินระดับธาตุเหล็กที่สะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งมักตรวจผ่านค่า Ferritin เพื่อดูว่าร่างกายมี “วัตถุดิบ” เพียงพอสำหรับการสร้างฮีโมโกลบินหรือไม่
- ระดับวิตามิน: การตรวจจะช่วยประเมินว่ามีภาวะขาดวิตามินบีที่จำเป็นหรือไม่ โดยเฉพาะ วิตามินบี 9 (โฟเลต) และ วิตามินบี 12 ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการแบ่งตัวของเซลล์และการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
วิธีรักษาและบำรุงเลือดสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
เป้าหมายของการรักษาคือการเติมสารอาหารที่ร่างกายขาด และทำให้เลือดสามารถลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายของมารดาและทารกในครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ภาวะโลหิตจางเล็กน้อยถึงปานกลาง
แพทย์จะแนะนำให้รับประทานวิตามินสำหรับหญิงตั้งครรภ์เป็นประจำทุกวัน เพื่อให้ได้รับธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 และกรดโฟลิกอย่างเพียงพอ เพื่อชดเชยสารอาหารที่อาจได้รับไม่ครบจากการรับประทานอาหารตามปกติ - ภาวะโลหิตจางรุนแรง
หากภาวะโลหิตจางมีความรุนแรงมากและอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของมารดาหรือทารกในครรภ์ แพทย์อาจพิจารณาการให้เลือดเพื่อเพิ่มระดับเม็ดเลือดแดงอย่างรวดเร็วและช่วยฟื้นฟูความสามารถในการลำเลียงออกซิเจนของเลือด

วิธีบำรุงเลือดและเพิ่มธาตุเหล็กด้วยตัวเองสำหรับคนท้อง
- รับประทานวิตามินสำหรับหญิงตั้งครรภ์
การรับประทานวิตามินสำหรับหญิงตั้งครรภ์ตามที่แพทย์แนะนำเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้ร่างกายได้รับธาตุเหล็ก กรดโฟลิกและวิตามินบี 12 ในปริมาณที่เพียงพอต่อการพัฒนาของทารกในครรภ์ - ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
เลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือด เช่น
- ธาตุเหล็กชนิดฮีม (Heme iron) จากแหล่งอาหารสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัวไม่ติดมัน เลือดหมู ตับหมู ตับไก่ เนื้อปลา หอย และไข่แดง
- ธาตุเหล็กชนิดไม่ใช่ฮีม (Non-heme iron) จากพืช เช่น ผักโขม และผักใบเขียวต่าง ๆ
- เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหาร
เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กกับอาหารที่มีวิตามินซี เช่น ผลไม้ตระกูลส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ หรือพริกหวาน วิตามินซีจะช่วยกระตุ้นการดูดซึม ทำให้ระบบย่อยอาหารสามารถนำธาตุเหล็กจากทั้งอาหารและอาหารเสริมไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับภาวะโลหิตจางขณะตั้งครรภ์
- Q: ภาวะโลหิตจางพบได้บ่อยขณะตั้งครรภ์หรือไม่
A: พบได้บ่อย ภาวะโลหิตจางแบบไม่รุนแรงเกิดขึ้นได้ระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากปริมาณ พลาสมา (ส่วนที่เป็นของเหลวของเลือด) มีปริมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ส่งผลให้เลือดเจือจาง - Q: จะเกิดอะไรขึ้นหากไม่ได้รับการรักษาภาวะโลหิตจาง
A: ภาวะโลหิตจางทำให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดต้องทำงานหนักมากขึ้น เนื่องจากปริมาณเม็ดเลือดที่ใช้ลำเลียงออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ลดลง หัวใจจะเต้นเร็วขึ้นและบีบตัวแรงขึ้นเพื่อส่งออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หากหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) ภาวะหัวใจโตผิดปกติ (Cardiomegaly) และภาวะหัวใจล้มเหลวได้ - Q: ภาวะโลหิตจางทำให้แท้งบุตรได้หรือไม่
A: ภาวะโลหิตจางไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของการแท้งบุตร แต่ภาวะโลหิตจางรุนแรงหรือไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ เช่น ภูมิคุ้มกันต่ำทำให้ติดเชื้อได้ง่าย การคลอดก่อนกำหนด (การคลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์) ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ และความเสี่ยงต่อการเสียเลือดมากระหว่างการคลอด (ภาวะตกเลือดหลังคลอด) - Q: ภาวะโลหิตจางระหว่างตั้งครรภ์สามารถป้องกันได้หรือไม่
A: ภาวะโลหิตจางระหว่างตั้งครรภ์สามารถป้องกันได้ด้วยการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วย ธาตุเหล็กและโฟเลต เช่น ไข่ เนื้อแดงไม่ติดมัน ผักใบเขียว อาหารทะเล ตับ เครื่องในสัตว์ และเมล็ดฟักทอง เป็นต้น นอกจากนี้การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์และวอลนัตเป็นอาหารว่างยังช่วยเสริมแร่ธาตุสำคัญอย่างแมกนีเซียมและไขมันดี
ทั้งนี้หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับธาตุเหล็กประมาณ 27 มิลลิกรัมต่อวัน แพทย์จึงมักแนะนำให้รับประทานวิตามินเสริมธาตุเหล็กและกรดโฟลิก เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะโลหิตจางระหว่างตั้งครรภ์ - Q: ภาวะโลหิตจางรุนแรงระหว่างตั้งครรภ์มีเกณฑ์อย่างไร
A: ภาวะโลหิตจางจะจัดว่าอยู่ในระดับรุนแรงเมื่อผลการตรวจ ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด พบว่าระดับ ฮีโมโกลบินอยู่ในช่วงประมาณ 6.5–7.9 กรัมต่อเดซิลิตร (g/dL) ภาวะดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด และในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาการให้เลือดเพื่อความปลอดภัยของทั้งมารดาและทารกในครรภ์
คำแนะนำจากแพทย์โรงพยาบาลเมดพาร์ค
ในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายต้องการเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นเพื่อลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปยังทารก คุณแม่จึงควรเน้นสารอาหารสำคัญ 3 ชนิด ดังนี้:
- ธาตุเหล็ก (Iron): ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง
- โฟเลต (Folate): ช่วยในการพัฒนาเซลล์ของทารก
- วิตามินบี (Vitamin B): สนับสนุนระบบประสาทและพลังงาน
เคล็ดลับการดูดซึม: ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กร่วมกับ วิตามินซี เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น
หมายเหตุ: เนื่องจากการทานอาหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แพทย์จึงแนะนำให้รับประทานวิตามินเสริมสำหรับหญิงตั้งครรภ์เป็นประจำทุกวัน เพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์ของแม่และลูกน้อย