Follow Us

โรคนิ่วในถุงน้ำดี

นิ่วในถุงน้ำดีไม่ก่อให้เกิดอาการ มักตรวจพบจากการตรวจอัลตร้าซาวด์ในการตรวจสุขภาพประจำปี

ถุงน้ำดีคืออะไร?

ถุงน้ำดีมีลักษณะเป็นวงรีคล้ายลูกแพร์ เป็นอวัยวะที่มีลักษณะเป็นถุงสำหรับกักเก็บน้ำดีที่สร้างมาจากตับ โดยน้ำดีคือเอนไซม์ที่มีสีน้ำตาลแกมเหลืองที่ตับผลิตขึ้นเพื่อทำหน้าที่ย่อยอาหารชนิดไขมัน ตำแหน่งของถุงน้ำดีอยู่บริเวณใต้ตับแถบชายโครงด้านขวา โดยถุงน้ำดีจะทำหน้าที่เก็บน้ำดี และทำการบีบตัวเพื่อปล่อยน้ำดีผ่านท่อถุงน้ำดีลงไปสู่ท่อน้ำดีซึ่งจะไปเปิดบริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น เพื่อนำไปช่วยย่อยอาหารต่อไป


โรคนิ่วคืออะไร
?

นิ่วในถุงน้ำดี เกิดขึ้นเมื่อส่วนประกอบของน้ำดีโดยเฉพาะคอเลสเตอรอลและบิลิรูบิน (สารให้สีในน้ำดีซึ่งเกิดจากการย่อยสลายของเม็ดเลือดแดง) ตกตะกอนผลึกเป็นก้อนในถุงน้ำดี โดยก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นนี้อาจมีลักษณะเป็นผงขนาดเล็กเท่าเม็ดทรายหรือใหญ่เท่าลูกกอล์ฟ ภายในถุงน้ำดีสามารถมีได้ทั้งนิ่วขนาดใหญ่หนึ่งก้อน นิ่วเล็ก ๆ หลายร้อยก้อน หรืออาจมีได้ตั้งแต่หนึ่งก้อนจนถึงหลายร้อยก้อนก็เป็นได้ 


อาการนิ่วในถุงน้ำดี
:

  • นิ่วในถุงน้ำดีที่ไม่มีอาการ: โดยทั่วไปแล้วนิ่วในถุงน้ำดีไม่ก่อให้เกิดอาการ ซึ่งมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจอัลตร้าซาวด์ในการตรวจสุขภาพประจำปี
  • นิ่วในถุงน้ำดีที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน: เกิดจากการที่นิ่วในถุงน้ำดีมีการอุดกั้นบริเวณต่าง ๆ ของทางเดินน้ำดี โดยอาการ และความรุนแรงของโรคมีได้หลากหลาย ตามตำแหน่งของการอุดกั้น และการมีภาวการณ์ติดเชื้อแทรกซ้อน
    • อาการปวดท้องจากนิ่วในถุงน้ำดี เกิดจากการที่นิ่วในถุงน้ำดีเกิดการอุดกั้นท่อถุงน้ำดี (cystic duct) ชั่วคราว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแน่นท้อง ท้องอืด มีลมในท้อง (อาหารไม่ย่อย) มีอาการปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือชายโครงขวาซึ่งอาจมีอาการปวดร้าวไปบริเวณหลังร่วมด้วย และบางครั้งอาการปวดอาจเป็นรุนแรงมาก
    • ถุงน้ำดีอักเสบ: เมื่อนิ่วมีการอุดกั้นท่อถุงน้ำดีเป็นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ถุงน้ำดีเกิดการอักเสบติดเชื้อตามมา ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไข้ร่วมกับปวดท้องรุนแรงเพิ่มขึ้น มีอาการกดเจ็บที่ถุงน้ำดี
    • ตัวเหลือง/ดีซ่าน: เมื่อนิ่วหลุดผ่านจากถุงน้ำดี ผ่านท่อถุงน้ำดี ลงสู่บริเวณท่อน้ำดีใหญ่ อาจทำให้เกิดการอุดกั้นของท่อน้ำดี ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะดีซ่าน ผิวหนังและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและโดยมากผู้ป่วยมักมีอาการปวดท้องร่วมด้วย
    • ท่อน้ำดีอักเสบ: หากนิ่วที่อุดกั้นบริเวณท่อน้ำดีใหญ่นำมาสู่การติดเชื้อของท่อน้ำดี อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมาก ได้แก่ มีไข้ ปวดจุกเสียด ตัวเหลือง/ดีซ่านและมีอาการหนาวสั่นอันเกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอาจนำมาสู่การเสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
    • ตับอ่อนอักเสบ: เนื่องจากรูเปิดของท่อตับอ่อนลงสู่ลำไส้เล็กส่วนต้นนั้นเป็นทางเดียวกับรูเปิดของท่อน้ำดี ดังนั้นหากมีนิ่ว (ซึ่งส่วนมากเป็นผงนิ่วขนาดเล็ก) ตกลงมาอุดกั้นบริเวณท่อตับอ่อน ทำให้มีการอักเสบของตับอ่อนได้ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องรุนแรงบริเวณลิ้นปี่ และมักร้าวไปยังบริเวณหลัง

              ผู้ป่วยที่มีอาการต่าง ๆ เหล่านี้ควรไปพบผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุดเนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้นได้


การวินิจฉัยและการรักษาในโรงพยาบาล

  • โดยทั่วไปการพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโดยการทำอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน เป็นการตรวจที่เพียงพอที่จะยืนยันว่าคุณมีนิ่วในถุงน้ำดี หรือมีภาวะถุงน้ำดีอักเสบหรือไม่ แต่ในบางกรณี เช่น การตรวจหานิ่วในท่อน้ำดี หรือการวินิจฉัยภาวะตับอ่อนอักเสบ อาจจำเป็นต้องใช้การตรวจทางรังสีชนิดพิเศษ เช่น การทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ การตรวจเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
  • ขั้นตอนปกติหลังการวินิจฉัยคือการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการจากนิ่วในถุงน้ำดี แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดเพื่อเอาถุงน้ำดีออกเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ รวมถึงการกลับเป็นซ้ำของภาวะแทรกซ้อนจากนิ่วในถุงน้ำดี ในปัจจุบันการผ่าตัดที่เป็นมาตราฐานของการผ่าตัดถุงน้ำดีคือการผ่าตัดแบบส่องกล้อง เนื่องจากผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว โดยวิธีนี้จะทำให้แผลมีขนาดเล็ก (5-1 ซม.) การผ่าตัดใช้เวลาสั้น (60-90 นาที) ไม่ต้องพักฟื้นนาน โดยทั่วไประยะเวลาพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสั้น (3 วัน 2 คืน)


การกลับสู่สภาวะปกติ

ศัลยแพทย์ของคุณสามารถให้คำแนะนำว่าคุณจะสามารถกลับไปทำกิจกรรมตามปกติได้เมื่อใด

กล่าวโดยทั่วไป หลังการผ่าตัดที่มีรอยแผลผ่าตัดขนาดเล็กจากการผ่าตัดส่องกล้อง คุณสามารถที่จะ:

  • รับประทานอาหารตามปกติได้ทันที – คุณสามารถกลับไปรับประทานอาหารตามปกติได้แม้ว่าก่อนหน้านั้นคุณอาจจะได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดก่อนการผ่าตัด อีกทั้งคุณควรพยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสมดุลเพื่อสุขภาพที่ดี (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาหารหลังการผ่าตัดถุงน้ำดี)
  • ออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การเดิน – แต่ระวังอย่าออกแรงมากเกินไปหรือเร็วเกินไป และควรขอคำแนะนำจากศัลยแพทย์หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการกลับไปออกกำลังกายที่หนักมากขึ้น
  • กลับมาขับรถได้อีกครั้งหลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์หรือราวๆ นั้น แต่ก่อนอื่นโปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณสามารถคาดเข็มขัดนิรภัยได้และฝึกหยุดฉุกเฉินได้โดยไม่มีอาการไม่สบายใดๆ